เทคนิคการทำ keyword SEO ให้รูปภาพในบทความ

เทคนิคการทำ keyword SEO ให้รูปภาพในบทความ

การทำ keyword SEO ที่ดีในแต่ละบทความ ไม่ควรให้ความสำคัญเฉพาะส่วนเนื้อหาหรือหัวเรื่องเท่านั้น ยังรวมถึงรูปภาพประกอบบทความที่ควรใส่รายละเอียดให้ครบถ้วนตามหลักของ search engine optimization ที่ Google แนะนำด้วย

เทคนิคในการคิด keyword SEO ของรูปภาพประกอบบทความ

1. การตอบ 4 คำถามในภาพ

หลักง่าย ๆ คือ การตอบคำถามให้ได้ว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เป็นหลักของการคิด keyword SEO เบื้องต้นในทุกภาพ กล่าวคือ
ใคร ผู้หญิงหรือผู้ชาย
กำลังทำอะไร ทำอาหาร เล่นดนตรี ร้องเพลง
ที่ไหน ในห้อง ในสนามหญ้า ริมแม่น้ำ
อย่างไร ร่าเริง เศร้าโศก เสียใจ ซาบซึ้ง เป็นต้น

2. Theme ของภาพ

Theme ของภาพ คือการขยายความให้เห็นบรรยากาศหรือภาพรวมที่ชัดเจน ภาพหนึ่ง ๆ สามารถตีความหมายได้หลากหลาย ตามองค์ประกอบของคนและสิ่งของประกอบ เช่น เป็นภาพผู้หญิงกำลังยิ้มในชุดสีขาว ก็สามารถสื่อได้ถึงความสุข การแต่งงาน การแต่งหน้า ความสวย สุขภาพจิตดี การเริ่มต้น ความรัก เป็นต้น หากเป็นรูปคนกำลังจับมือกัน อาจหมายถึง มิตรภาพ ความเป็นเพื่อน คนรัก ความจริงใจ การร่วมมือกัน ก็ได้ คำเหล่านี้สามารถนำไปสร้างเป็น keyword SEO ของรูปภาพได้อย่างไม่จำกัด

3. สิ่งแวดล้อมหรือองค์ประกอบของภาพ

แน่นอนว่าการถ่ายภาพหนึ่ง ๆ จะไม่ใช่มีแค่คนหรือสัตว์อยู่ในภาพ ต้องมีพร็อพหรือองค์ประกอบในฉากอื่น ๆ ซึ่งแต่ละชิ้นสามารถนำมาเป็น keyword SEO ได้ทั้งหมด โดยควรระบุรูปลักษณ์หรือสีลงไปด้วย เช่น กระปุกครีมสีขาว ขวดน้ำสีใส แก้วน้ำสีแดง โต๊ะทำจากไม้อัด กระจกหน้าต่างแนววินเทจ กรงนกเปล่า กระถางต้นไม้สีน้ำตาล กุหลาบสีขาว ฯลฯ อย่าลืมว่ารายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ สำคัญต่อการช่วยให้อันดับ SEO สูงขึ้นในระยะยาวได้

4. ลักษณะของบุคคลในภาพ

รายละเอียดของคนในภาพ มีสิ่งที่สามารถบรรยายได้หลายประเด็น ทั้งด้านเชื้อชาติ ไทย เอเชีย แขก ตะวันตก สีผม บลอนด์ น้ำตาลแดง ดำ ผมเสีย ผมแห้งแตก ผมลอน ผมเหยียดตรง ผมสั้น ผมยาวประบ่า ผมมวย เกล้าผม ริ้วรอยเหี่ยวย่น ใบหน้าตึงเรียบเนียน ตีนกา ฝ้ากระ ฟันเก ฟันหลอ จัดฟัน ฯลฯ รวมถึงกิริยาที่กำลังแสดงออก เช่น ยิ้มแย้ม ร้องไห้ มีน้ำตา เคร่งเครียด เดินเร็ว หอบเหนื่อย กำลังวิ่ง เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า การทำ keyword SEO ให้กับรูปภาพ เป็นเรื่องสำคัญที่สามารถใส่รายละเอียดได้อย่างไม่จำกัด ขอเพียงแค่สอดคล้องกับสิ่งที่อยู่ในภาพ โดยพิจารณาเป็นทีละส่วน ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไป ที่จะทำให้ภาพของคุณมี keyword ที่ช่วยส่งเสริมอันดับ SEO ให้กับเว็บไซต์ได้ ทำให้เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายและเพิ่มยอดขายสินค้าและบริการของคุณได้มากยิ่งขึ้น

เทคนิคในการคิด keyword SEO ของรูปภาพ

ผู้ทำเว็บไซต์ SEO ควรรู้จัก Plugin อะไรบ้าง

ผู้ทำเว็บไซต์ SEO ควรรู้จัก Plugin อะไรบ้าง

การทำเว็บไซต์ SEO ตามระบบ search engine optimization ที่ Google กำหนด เป็นสิ่งสำคัญสำหรับเพิ่มโอกาสการแข่งขันทางธุรกิจ เพราะเว็บไซต์ที่ได้ผลจากการวิเคราะห์ด้วยระบบ algorithm ให้มีคะแนนที่สูง จะปรากฏที่ด้านบนของหน้าต่างการสืบค้น เมื่อมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายพิมพ์ในช่อง Google search

โดยปลั๊กอินที่สามารถช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำ SEO ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์แนะนำให้ผู้ทำเว็บไซต์ออนไลน์ติดตั้ง มีดังนี้

1. iThemes Security

เป็นระบบที่ช่วยในการป้องกันไม่ให้เว็บไซต์ของคุณถูกโจรกรรมข้อมูล ทั้งด้านข้อมูลของตัวสินค้าต่าง ๆ (โดยเฉพาะสินค้าที่มีลิขสิทธิ์) ข้อมูลของบริษัท รวมถึงข้อมูลของลูกค้าไปให้แก่แฮกเกอร์ได้ ซึ่งเป็น plugin ที่ผู้ทำเว็บไซต์ทั่วไปนิยมติดตั้งเป็นอันดับแรก ๆ เพื่อความปลอดภัยและยังมีจุดเด่นที่สำคัญ คือ ไม่เปลืองพื้นที่เก็บหรือรบกวนต่อทรัพยากรของเครื่องคอมพิวเตอร์มากด้วย ทั้งยังใช้เวลาเรียนรู้น้อย ผู้ทำเว็บไซต์มือใหม่ก็สามารถใช้งานได้อย่างรวดเร็ว

2. Yoast SEO

เป็น plugin ตัวสำคัญที่ช่วยในการตรวจสอบคุณภาพของเว็บไซต์ ตั้งแต่ส่วนหัวเรื่อง (title) คุณภาพของ keyword ที่ใช้ และส่วนสรุปเพจ (Meta Description) โดยการแสดงผลจะปรากฏเป็นแถบสีแดง เหลือง เขียว พร้อมกับมีผลการวิเคราะห์ให้อ่านได้อย่างละเอียด ทำให้ผู้พัฒนาเว็บไซต์ SEO แก้ไขได้อย่างตรงจุด จึงทำให้อันดับ SEO ดียิ่งขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

3. W3 Total Cache

เป็นสิ่งที่ช่วยในการสำรองข้อมูลของเว็บไซต์ หรือ cache จึงทำให้ผู้ใช้สามารถชมข้อมูลในเว็บไซต์ได้เร็วขึ้นจากข้อมูลที่ระบบแคชไว้ ไม่ต้องรอการประมวลผลจากเซิร์ฟเวอร์ และยังลดภาระการทำงานของเซิร์ฟเวอร์ในส่วนที่ไม่จำเป็นได้อีกด้วย

4. Imagify

เป็นตัวช่วยในการลดขนาดรูปภาพให้เหมาะสมกับการใช้งาน เพื่อลดระยะเวลาในการดาวน์โหลดข้อมูลและช่วยประหยัดทรัพยากรของเครื่อง server ซึ่งจะมีการบีบอัดภาพอยู่ 3 ระดับ คือ แบบ Normal (จะไม่สูญเสียความละเอียดภาพ) แบบ AGGRESSIVE (สูญเสียความละเอียดภาพเล็กน้อย ภาพจะเล็กลงกว่าแบบ Normal) และแบบ ULTRA (ภาพขนาดเล็กที่สุดและมีความละเอียดภาพน้อยที่สุดด้วย) เป็น plugin ที่ช่วยให้การใช้งานเว็บไซต์ทำได้อย่างรวดเร็ว หากใช้คู่กับ W3 Total Cache ในข้อที่ 3 ก็จะยิ่งเห็นประสิทธิภาพด้านความรวดเร็วมากขึ้น

5. Google xml sitemap

เป็นตัวช่วยที่ดีในการสร้างไฟล์ที่เรียกว่า sitemap.xml เพื่อให้ระบบ algorithm ของ Google มาเก็บข้อมูล เพื่อไปใช้ในการวิเคราะห์อันดับ SEO ได้ง่ายยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือ ใช้งานได้ทันทีหลังการดาวน์โหลด โดยไม่ต้องเรียนรู้เทคนิคใด ๆ

จะเห็นได้ว่า plugin ทั้ง 5 ที่แนะนำมา ล้วนมีประโยชน์ในการพัฒนาเว็บไซต์ SEO อย่างรอบด้าน หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับนักพัฒนาเว็บไซต์ทุกท่านที่ต้องการเห็นผลในอันดับ SEO ที่ดีขึ้น เพื่อเสริมประสิทธิภาพการแข่งขันเมื่อเทียบกับแบรนด์อื่น และประสบผลสำเร็จในการทำเว็บไซต์ออนไลน์มากยิ่งขึ้นต่อไป

W3 Total Cache

ทำไมผู้ชำนาญทางการตลาด แนะนำให้ทำ SEO กับทุกเว็บไซต์

ทำไมผู้ชำนาญทางการตลาด แนะนำให้ทำ SEO กับทุกเว็บไซต์

การทำเว็บไซต์ขายสินค้าและบริการออนไลน์เป็นที่ได้รับความนิยมมากทั่วโลก เนื่องจากไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อสูง มีความนิยมพกพาโทรศัพท์มือถือสำหรับหาข้อมูลและสั่งซื้อสินค้าอย่างสะดวก

การสร้างโอกาสขายให้สูงขึ้นด้วยการทำ SEO หรือ Search Engine Optimization จึงเป็นสิ่งที่ผู้ชำนาญทางการตลาดแนะนำให้ทุกเว็บไซต์ทำตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้ได้รับประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ต่อไปนี้

1. ทำให้เว็บไซต์มีรากฐานที่ดี

สำหรับนักศึกษาหรือผู้ที่เพิ่งจบการศึกษาแต่ต้องการหาอาชีพเสริมจากการ ขายสินค้าออนไลน์ ควรเริ่มทำเว็บไซต์แบบ SEO ตั้งแต่เริ่มต้น เพราะจะทำให้เว็บไซต์ถูกออกแบบได้ตรงตามเกณฑ์ที่ Search Engine อย่าง Bing, Yahoo และ Google กำหนด ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาและโอกาสในการขายหากต้องแก้ไขปรับปรุงใหม่ในภายหลัง

2. ทำให้สร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัย

ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์เก่าที่เปิดมานาน 10-20 ปีแล้ว หรือเป็นเว็บไซต์ใหม่ การทำ SEO ได้แก่ การออกแบบให้หมวดหมู่สินค้าค้นหาง่าย แยกการโฆษณาออกไปที่มุมด้านใดด้านหนึ่ง การมี Chatbot ที่ช่วยในการสอบถามและตอบคำถามข้อมูลอย่างรวดเร็ว การทำให้เว็บไซต์ให้งานได้ง่ายทั้งบนมือถือและคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ฯลฯ เหล่านี้ คือ สิ่งที่ช่วยสร้างความประทับใจแก่ลูกค้าซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ ต้องการความสะดวกในการใช้งานในเว็บไซต์ ทำให้การสั่งสินค้าซื้อขายทำได้อย่างรวดเร็ว หากทำ SEO เสียแต่วันนี้ ก็เท่ากับการปรับภาพลักษณ์ให้ตรงใจลูกค้าผู้บริโภคนั่นเอง

3. ช่วยประหยัดค่าโฆษณา

การเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายที่นิยมมากในปัจจุบัน คือ การโฆษณา เช่น การทำ SEM หรือ Search Engine Marketing เป็นการประมูลพื้นที่สื่อและจ่ายค่าโฆษณาให้แก่ Search Engine แบบ PPC หรือ Pay Per Click ซึ่งทำให้ธุรกิจมีต้นทุนที่สูงขึ้น หากต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ (โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง หรือธุรกิจที่เพิ่งเปิดตัวใหม่) ควรทำ SEO เป็นหลัก เพื่อให้อันดับในการสืบค้นดีขึ้น โดยไม่มีการเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ให้แก่ Bing, Yahoo และ Google อย่างแน่นอน

4. ทำให้มีลูกค้าต่างประเทศมากขึ้น

การทำ SEO กับเว็บไซต์ที่เป็นระบบสองภาษา จะทำให้มีโอกาสขายสินค้าให้ลูกค้าที่เป็นชาวต่างชาติได้ง่ายขึ้น เพียงศึกษาการใช้ Keywords ที่เหมาะสมกับการค้นหาของผู้บริโภค แล้วใส่คีย์เวิร์ดในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ เช่น ส่วนหัว Title ส่วนคำบรรยายย่อ หรือ Meta Description การตั้งชื่อรูปภาพ ชื่อเพจ และที่สำคัญ คือใส่ในบทความให้กระจายอยู่ทั่วไปอย่างเป็นธรรมชาติ จะทำให้อันดับ SEO สูงขึ้นและถูกค้นพบได้ง่ายขึ้น จึงมีโอกาสขายสินค้าและบริการได้เพิ่มตามไปด้วย

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO มีประโยชน์รอบด้าน ทั้งการปรับภาพลักษณ์ ขยายฐานลูกค้า เพิ่มยอดขยาย ทั้งยังประหยัดค่าใช้จ่าย จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้ชำนาญการตลาดแนะนำให้ทุกเว็บไซต์ทำ SEO

การสร้างโอกาสขายให้สูงขึ้นด้วยการทำ SEO

Meta description ของเว็บไซต์ SEO คืออะไร

การทำ meta description เป็นส่วนที่สรุปเนื้อหา

การทำเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ในปัจจุบันจะต้องพัฒนาให้สอดคล้องกับหลักการของ SEO หรือ search engine optimization ที่ Google กำหนด จึงจะมีโอกาสถูกสืบค้นได้เป็นอันดับต้น ๆ นำมาซึ่งความน่าเชื่อถือ และเพิ่มปริมาณการสั่งซื้อสินค้าและบริการ จึงทำให้เว็บไซต์ประสบความสำเร็จได้ดียิ่งขึ้น

การทำ meta description เป็นส่วนที่สรุปเนื้อหาของเว็บไซต์ ซึ่งจะแสดงใต้หัวข้อ เมื่อมีการพิมพ์คำคีย์เวิร์ดสืบค้น ใน ช่อง Google search ซึ่งกูรูด้านการทำ SEO แนะนำว่า บริษัทรับจ้างทำ SEO หรือ ผู้ผลิตบทความให้เว็บไซต์ SEO ควรศึกษาการทำ meta description ที่ดี ดังนี้

ต้องมีการบรรจุ keyword ที่ตรงกับบทความและหัวข้อลงไปใน meta description ให้มากที่สุด

ความยาว meta description ที่เหมาะสม ควรอยู่ที่ประมาณ 150 คำเท่านั้น (หากยาวเกินไป จะส่งผลลบต่ออันดับ SEO)

meta description ต้องครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมดในแต่ละบทความของเพจนั้น ๆ

ภาษาที่ใช้เขียน ต้องมีความเป็นทางการ น่าเชื่อถือ สั้นกระชับ ไม่กำกวม เพื่อให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายตัดสินใจได้ว่า อยากคลิกเข้ามาอ่านรายละเอียดเพิ่มหรือไม่

มีการใช้ keyword ที่ดี ควรเป็น niche long-tailed keywords หรือ คีย์เวิร์ดที่จำเพาะเจาะจงกับกลุ่มคนเป้าหมาย เช่น ใช้คำว่า “รองเท้ากีฬา สำหรับนักวิ่ง มือใหม่ ฮิต ผู้หญิง 2019” ดีกว่าการใช้คำว่า “รองเท้าวิ่ง” เพื่อให้เข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น

การทำ meta description ที่ดี จะส่งผลดีที่สำคัญ คือ ช่วยดึงดูดใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้คลิกเข้ามาในเว็บไซต์ ซึ่งหากบทความที่ผลิตมีความน่าสนใจ ก็จะทำให้เพิ่มโอกาสในการคลิกเข้าไปสั่งซื้อสินค้ามากขึ้น รวมถึงมีโอกาสสูงที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายจะคลิกไปอ่านข้อมูลเพิ่มเติมด้านอื่น ๆ ทำให้สามารถขายสินค้าในหมวดหมู่อื่น ๆ เพิ่มได้อีกด้วย

ตัวอย่างเช่น คุณเปิดเว็บไซต์ขายผลิตภัณฑ์อาหารเสริม และในบทความหนึ่ง ใช้คีย์เวิร์ดว่า “น้ำมันปลา fish oil” (ซึ่งควรใช้ในส่วนหัวเรื่องหรือ title และ ส่วน meta description ด้วย เพื่อเพิ่มอันดับ SEO ให้ดีขึ้น)

ผู้ที่กำลังสนใจข้อมูลของ “น้ำมันปลา fish oil” เมื่อเห็นข้อมูลสรุปเพจของ meta description ก็จะคลิกเข้ามาดูข้อมูลที่ละเอียดมากขึ้น และทำให้เกิดการสั่งซื้อน้ำมันปลาจากเพจของคุณได้ ทั้งนี้ หากลูกค้าได้คลิกเข้าไปอ่านบทความอื่น ๆ เกี่ยวกับวิตามินบำรุง เช่น วิตามินซี คอลลาเจน ฯลฯ ก็จะทำให้มีโอกาสสั่งสินค้าอื่นๆ เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ฉะนั้นไม่ว่าคุณจะทำเว็บคาสิโนอย่าง Hero88 หรือ เว็บขายสินค้าออนไลน์ทั่วไป ก็ไม่ควรละเลยเรื่องของ meta description

ทั้งนี้ การทำ meta description ที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด กูรูแนะนำว่าควรจะเขียนโดยผู้ที่ผลิตบทความคนเดียวกัน เนื่องจากจะเข้าใจถึงประเด็นที่ต้องการสื่อสารได้ดีที่สุด ที่สำคัญคือ ต้องมีความเป็นเอกลักษณ์ไม่คัดลอกจากเว็บไซต์อื่น เช่นเดียวกับการผลิตบทความ SEO

จะเห็นได้ว่า การทำ meta description มีความสำคัญในการดึงดูดใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ให้คลิกเข้ามายังเว็บไซต์ เพิ่มอัตราการคลิกต่อการมองเห็นหรือ CTR หวังว่าบทความนี้จะเป็นแนวทางให้ทุกท่านใส่ใจส่วน meta description ในการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ เพื่อให้ประสบความสำเร็จทางธุรกิจออนไลน์ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

Meta description ของเว็บไซต์ SEO คืออะไร

วิธีเลือก Keyword SEO ให้เหมาะกับธุรกิจคุณ

วิธีเลือก Keyword SEO ให้เหมาะกับธุรกิจคุณ

การทำ SEO ให้กับเว็บไซต์เป็นเทคนิคที่ช่วยให้คุณเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในปี 2019 ที่มีผู้ขายสินค้าออนไลน์จากทั่วโลก ทำให้เกิดการแข่งขันอย่างมาก เมื่อประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน ก็ยิ่งทำให้คุณต้องคัดกรองการใช้ Keyword สำหรับการทำ SEO ที่หวังผลได้และคุ้มค่าในการลงมือทำ เพื่อที่จะทำให้ประสบผลสำเร็จทั้งในด้านยอดขายและขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้นได้

การเลือก Keyword เพื่อทำ SEO ที่ดี ต้องพิจารณาโดยประเมินธุรกิจของคุณก่อนว่าต้องการขายสินค้าให้แก่บุคคลกลุ่มใด ซึ่งในปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์แบ่ง Keyword SEO เป็น 3 กลุ่ม คือ

1. Mass Keyword

เป็นการใช้ Keyword ที่เป็นความหมายกว้าง ๆ เน้นการรับรู้ของคนทั่วไป เหมาะกับธุรกิจที่ขายสินค้าแบบ One Stop Service หรือเข้ามาที่เดียวแล้วได้สิ่งของที่หลากหลายให้เลือก เหมาะกับกลุ่มลูกค้า ที่ต้องการศึกษาข้อมูลสินค้าก่อน และไม่ได้ยึดมั่นว่าต้องซื้อเป็นแบรนด์ใดแบรนด์เดียว

กรณีนี้ สามารถใช้ Keyword ที่เป็นความกว้าง ๆ ได้ เช่น คำว่า ร้านขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ออนไลน์ ร้านดอกไม้ออนไลน์ ร้านขายรองเท้าสตรี ร้านขายเครื่องเขียนออนไลน์ เป็นต้น

2. Niche Keyword

หากสินค้าของคุณมีรายละเอียดที่ตรงกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าบางประเภท ควรใช้วลีที่มีความยาวมากขึ้น มาประกอบกันเป็น Niche Keyword เพื่อสื่อความหมายที่เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น จะทำให้มีโอกาสขายได้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น คุณขายปริ้นเตอร์ยี่ห้อ Brother ก็ควรใช้ Keyword ระบุว่า จำหน่าย ออนไลน์ Printer พร้อมยี่ห้อและรุ่น เพื่อที่จะให้คนที่กำลังมองหาสินค้าแบรนด์นี้และรุ่นนี้ พบเว็บไซต์ของคุณเป็นอันดับต้น ๆ

เทคนิคนี้ มีประสิทธิภาพและนิยมมากขึ้น เพราะเท่ากับว่าคุณกำลังเจาะจงตัวเองให้นำเสนอต่อผู้ที่ได้ศึกษาข้อมูลของสินค้ามาบ้างแล้ว และมีกำลังซื้อสินค้าแบรนด์และรุ่นดังกล่าว

3. Long-Tailed Keyword

เป็น Keyword ที่มีความยาวยิ่งขึ้นกว่าแบบที่ 2 เพื่อที่จะเฉพาะเจาะจงและเน้นความสำคัญของแบรนด์ให้มากที่สุด ตัวอย่างเช่น คุณจำหน่ายผลิตภัณฑ์ล้างขวดนมสำหรับเด็กแบบออร์แกนิก ไร้สารเคมี คุณสามารถใช้ Keyword ว่า น้ำยาล้างขวดนม เด็กอ่อน ออร์แกนิก ไม่มีสารเคมี ปลอดภัย เป็นต้น

ซึ่งคุณแม่ที่กำลังมองหาของใช้ที่เป็นออร์แกนิกเพื่อที่จะป้องกันสุขภาพของลูกจากสารเคมีต่าง ๆ อาจจะสามารถพบแบรนด์ของคุณเป็นอันดับแรก ทำให้มีโอกาสขายสินค้าได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ และทำให้แบรนด์ของคุณเป็นที่จดจำของบรรดาคุณแม่ที่มีลูกเล็ก นำไปสู่การบอกต่อและแนะนำต่อในโลกโซเชียลได้อย่างมาก

การเลือก Keyword SEO ที่ดีส่งผลต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ เพิ่มยอดขาย และทำให้อันดับ SEO ในการค้นหาเพิ่มสูงขึ้นในระยะยาวด้วย หวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกท่านเลือกใช้ Keyword ที่ส่งเสริมความสำเร็จของธุรกิจได้มากยิ่งขึ้น

การเลือก Keyword เพื่อทำ SEO ที่ดี

ข้อดีและข้อเสียของการทำ SEO ที่นักธุรกิจออนไลน์รุ่นเฟรชชี่ควรรู้

ข้อดีและข้อเสียของการทำ SEO ที่นักธุรกิจออนไลน์รุ่นเฟรชชี่ควรรู้

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเทคนิคการตลาดที่มีการแนะนำบอกต่อเป็นจำนวนมาก เพราะช่วยให้เพิ่มฐานลูกค้าและเพิ่มยอดขายได้ในระยะยาว ทั้งนี้คนรุ่นใหม่หรือที่เรียกว่ารุ่นเฟรชชี่ นิยมทำธุรกิจซื้อขายออนไลน์ ซึ่งมักหวังผลในการติดตลาดในการอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจต้องผิดหวังหากไม่ทราบข้อเท็จจริงของการทำ SEO

เราจึงได้รวบรวมทั้งข้อดีและข้อเสียของ SEO มาไว้ที่นี่แล้ว ดังนี้

ข้อดีของการทำ SEO

1. เป็นการประหยัดเงินค่าโฆษณา การซื้อพื้นที่โฆษณาต้องเสียเงินหลักแสน ซึ่งคงไม่เหมาะกับเฟรชชี่วัยเรียนที่ต้องการทำงานออนไลน์เพื่อหารายได้ การทำ SEO เป็นการพัฒนาปรับปรุงเว็บไซต์ที่ให้ผลในระยะยาวโดยสามารถเรียนรู้จากหนังสือหรือ Youtube ที่มีครูผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดสอนไว้ ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้ได้ตลอดเวลา SEO จึงช่วยเพิ่มอำนาจการขายโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ

2. SEO สามารถสร้างแบรนด์ให้ติดตลาดในไทยและต่างประเทศได้ เนื่องจากอันดับ SEO ขึ้นกับการเลือก Keyword และภาษาที่ใช้ในบทความ หากต้องการให้ติดตลาดในประเทศควรเลือกใช้คีย์เวิร์ดที่คนไทยสืบค้น โดยใช้สถิติจาก Google.co.th เป็นให้เป็นประโยชน์ แต่หากต้องการให้สินค้าขายดีในต่างประเทศก็ควรศึกษาว่า Search Engine ที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายในต่างประเทศเลือกใช้คือแหล่งใดบ้าง จะช่วยให้การผลิตบทความในเว็บไซต์มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นอกจากในด้านของข้อดี ยังมีข้อเสียของ SEO ที่ควรทราบคือ

1. ไม่สามารถที่จะล็อกกำหนดตำแหน่ง SEO ได้ยาวนานตลอดไป จากระบบ Algorithm ของ Search Engine จะอัปเดทตามจำนวนข้อมูลสะสมที่แต่ละเว็บไซต์มีการอัปโหลดขึ้น หากเว็บไซต์ใดหยุดนิ่งไม่อัปเดตข้อมูล อันดับ SEO ก็จะตกลง ทำให้โอกาสในการขายลดลงตาม

2. ใช้ระยะเวลาในการสะสมข้อมูลนาน จึงใช้เวลาเห็นผลมากกว่าการซื้อพื้นที่โฆษณา หากต้องการเห็นผลการโปรโมทในระยะสั้น เช่น เทศกาลปีใหม่ สงกรานต์ วันแม่ ที่ต้องการเพิ่มยอดขายให้มากขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็ต้องใช้การโฆษณาแบบอื่นร่วมด้วย

3. การทำ SEO ไม่สามารถหยุดนิ่งอยู่กับที่ได้ ต้องพยายามศึกษาวิธีการเขียน ถ่ายภาพ การทำคลิปที่น่าสนใจ เพื่อดึงดูดให้ผู้อ่านเข้ามาชมข้อมูลในเว็บไซต์เป็นเวลานานขึ้น หรือที่เรียกว่า Time on Site ซึ่งจะทำให้ค่า SEO ของคุณมีอันดับดีขึ้น รวมถึงการเลือกหัวข้อที่ต้องใช้ประสบการณ์ในการตั้งชื่อที่ดึงดูดใจจะทำให้อัตราค่า CTR หรือ Click Through Rate หรือสัดส่วนคนที่เห็นหัวข้อแล้วคลิกเข้ามาชมข้อมูลมีมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่ออันดับ SEO เช่นกัน

จะเห็นได้ว่า ก่อนการทำ SEO ควรมีการศึกษาทั้งด้านข้อดีข้อเสียเพื่อให้การทำเว็บไซต์ออนไลน์ประสบความสำเร็จ โดยมีการวางแผนกำหนดเป้าหมายที่เหมาะสมสัมพันธ์กับหลักการของ SEO

เราจึงได้รวบรวมทั้งข้อดีและข้อเสียของ SEO มาไว้ที่นี่แล้ว

อยากเริ่มทำ SEO ต้องเริ่มจากอะไร

อยากเริ่มทำ SEO ต้องเริ่มจากอะไร

การทำงานผ่านระบบออนไลน์ เป็นช่องทางทำรายได้ที่คนยุคใหม่ให้ความสำคัญ เพราะสามารถทำได้ทุกที่ สะดวกในการบริหารจัดการเวลา โดยเฉพาะ การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization ซึ่งเป็นการผลักดันให้คำค้นหาสินค้าหรือบริการติดอันดับในระบบการค้นหา ทั้ง Google และเว็บไซต์อื่น ๆ การทำ SEO จึงกลายเป็นธุรกิจที่คนยุคใหม่หันมานิยม ถ้าคุณเป็นอีกคนที่อยากลองทำ SEO แต่ยังไม่ทราบว่าจะเริ่มจากตรงไหนก่อน เรามีวิธีการง่ายๆ มาแนะนำ

1.ศึกษาการทำ SEO ที่ถูกต้อง

อันดับแรกคุณต้องศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับการทำ SEO ตั้งแต่การเริ่มสร้างเว็บไซต์ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบการค้นหา ซึ่งคนไทยนิยมใช้คือ Google หากคุณต้องการเจาะกลุ่มคนไทย ควรสร้างเว็บไซต์เป็นภาษาไทยเท่านั้น

2.ตั้งกลุ่มเป้าหมายที่คุณต้องการ

เมื่อคุณเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการทำ SEO แล้ว ต่อมาคือการตั้งกลุ่มเป้าหมาย ว่าเป็นเพศใด ช่วงอายุเท่าไหร่ อาชีพอะไร เพื่อที่จะได้ง่ายต่อการสร้างเว็บไซต์ให้ตรงตามวัตถุประสงค์

3.สร้างสรรค์เว็บไซต์

คุณต้องวางโครงสร้างรวมถึงสร้างเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือ รูปลักษณ์ของเว็บไซต์มีดูดี มีเอกลักษณ์ มีความโดดเด่นและดึงดูดให้คลิกเข้ามาชม

4.เขียนบทความที่มีคุณภาพ

การเขียนบทความนับเป็นหัวใจหลักในการทำ SEO เนื้อหาที่เขียนต้องมีคุณภาพ ไม่มีการคัดลอกของใครมา หากบทความที่เขียนมีประโยชน์ อ่านแล้วรู้สึกดี ทำให้มีคนเข้ามาอ่านมากขึ้น ก็จะผลักดันให้บทความติดอันดับ SEO ต้องมีการกำหนด Keyword หรือข้อความหลักขึ้นมา Keyword นั้นต้องสอดคล้องกับธุรกิจในเว็บไซต์ที่คุณทำขึ้นมา คุณควรตั้งชื่อบทความให้น่าสนใจ มีการใช้ Keyword ในบทความ เพื่อง่ายต่อการค้นหา เพราะผู้เข้าชมมักจะค้นหา คำอธิบายบทความสั้น กระชับแต่น่าสนใจ มีการกระจาย Keyword แบบเป็นธรรมชาติไม่มุ้งเน้นการโฆษณามากเกินไป เพราะจะทำให้ผู้เข้าชมรู้สึกอึดอัดเหมือนถูกยัดเยียด

4.ส่งเสริมให้เว็บไซต์ติดอันดับค้นหา

ควรโปรโมทในช่องทางการสื่อสาร ทั้ง Fcebook, Instagram, Line และช่องทางออนไลน์อื่นๆ เพื่อให้บทความเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ควรมีการสร้างลิงก์จากภายนอกเชื่อมโยงเข้ากับเว็บไซต์ของคุณ เพื่อให้บุคคลอื่น ๆ สามารถเข้าชมเว็บไซต์ของคุณได้ง่าย

5.ติดตามผลงานและปรับปรุง

ผลงานของคุณมีการติดตามมากขึ้น อันดับของคุณก็จะค่อย ๆ เลื่อนขึ้นมาในหน้าแรก ๆ ของการค้นหา หากอันดับของคุณยังไม่มีการเลื่อนขึ้น บางที Keyword ที่คุณกำหนดขึ้นมา อาจมีคนใช้มากเกินไป คุณต้องปรับปรุงเนื้อหาให้ดี มีความน่าสนใจกว่าเดิม

การเริ่มต้นที่ดี นับเป็นชัยชนะก้าวแรก อย่ากลัวที่จะลองผิดลองถูก ทุกอย่างต้องอาศัยเวลา เช่นเดียวกับการทำ SEO แม้บทความที่คุณเขียนจะไม่มีข้อบกพร่อง เว็บไซต์ที่คุณสร้างดูดีไร้ที่ติ แต่เวลาเท่านั้นที่จะเป็นตัวผลักดันให้ผลงานของคุณติดอันดับในการค้นหา

การทำ SEO จึงกลายเป็นธุรกิจที่คนยุคใหม่หันมานิยม

เหตุผลที่โซเชียลมีเดียเป็นหัวใจของการทำ SEO

เหตุผลที่โซเชียลมีเดียเป็นหัวใจของการทำ SEO

หากพูดถึงการตลาดออนไลน์ โซเชียลมีเดียเป็นอีกกลยุทธ์ที่ไม่ควรมองข้าม เพราะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการทำ SEO การเขียนบทความและออกแบบเว็บไซต์ต้องเน้นความน่าเชื่อถือจึงมีรูปแบบที่เป็นทางการ แต่เครื่องมือทางสื่อสังคม โดยเฉพาะ Facebook ใช้ภาษาและเนื้อหาค่อนข้างเป็นกันเองจึงเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายอย่างง่ายดาย เนื้อหาคอนเทนต์ที่ถูกใจจะถูกแชร์ออกไปสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย เพิ่มโอกาสที่จะได้ลูกค้ารายใหม่ เพิ่มยอดขายและขยายตลาดต่อไป

เว็บมาสเตอร์ให้ความสำคัญกับโซเชียลมีเดียมากขึ้น เพราะธุรกิจทุกวันนี้มีการแข่งขันสูง วิธีการโฆษณาแบบดั้งเดิมไม่เพียงเสียค่าใช้จ่ายมาก แต่ยังถูกจำกัดการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและสายตาของคนทั่วไปด้วย เมื่อเพิ่มการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะ Facebook เป็นสื่อสังคมออนไลน์ที่เชื่อมต่อผ่านเครือข่ายเข้าถึงคนจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง

ทำไมถึงต้องเขียนเว็บไซต์ให้เป็นทางการ

เว็บไซต์จัดทำขึ้นเพื่อเสนอแหล่งข้อมูลที่มีประโยชน์และเชื่อถือได้ แนวทางการเขียนจึงเป็นทางการและขาดความมีชีวิตชีวา แตกต่างจากโซเชียลมีเดียที่มีส่วนแสดงความคิดเห็น ปุ่มแชร์แบ่งปันข้อมูล เพื่อส่งเสริมให้แบรนด์เป็นที่รู้จักและสร้างความใกล้ชิดกับลูกค้าในเวลาเดียวกัน ธุรกิจนับไม่ถ้วนที่แจ้งเกิดขึ้นจาก Facebook นั่นคือเหตุผลที่โซเชียลมีเดียถูกนำมาใช้ในการทำ SEO และกลายเป็นหัวใจสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความได้เปรียบของธุรกิจ วิธีการตลาดออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำเหมาะสำหรับผู้ประกอบการมือใหม่ที่ไม่ได้เป็นนักลงทุนกระเป๋าหนักและกำลังมองหาวิธีประหยัดต้นทุน

กลยุทธ์การโฆษณาทางสื่อสังคมออนไลน์ไม่เพียงลดภาระค่าใช้จ่ายเท่านั้น การแชร์ข้อมูลที่โดนใจผ่านโซเชียลมีเดียให้ประโยชน์ 2 ด้าน ด้านแรกคือเกิดการเข้าถึงลูกค้าในวงกว้าง ด้านที่สองคือยอด Like และยอด Follow เป็นตัวรับประกันความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ ทำให้คนคลิกลิงก์เข้าอ่านข้อมูลเพิ่มเติมในเว็บไซต์ เป็นจำนวนมาก ในมุมมองของผู้บริโภคพอใจการติดต่อผ่านโซเชียลมีเดียมากกว่า เพราะเป็นช่องทางที่สื่อสารโต้ตอบไม่ยุ่งยาก สามารถสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สินค้าหรือบริการได้ง่าย การใช้โซเชียลมีเดียมีการสื่อสารแบบอินเตอร์แอ็คทีฟตอบสนองรวดเร็วและสร้างความสัมพันธ์มากขึ้น ทำให้ลูกค้ามีแนวโน้มที่จะตัดสินใจซื้อหรือใช้บริการมากขึ้น

อิทธิพลในสื่อสังคมออนไลน์อย่าง Facebook และ Instagram มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจอย่างมาก ทำให้รู้ความต้องการและฟีดแบ็กจากลูกค้า ตลอดจนเข้าใจคีย์เวิร์ดที่ลูกค้าเลือกใช้เพื่อค้นหาสินค้าและบริการ สามารถนำความเห็นตอบกลับมาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อตรวจสอบกิจกรรมของลูกค้า สิ่งที่ชอบและไม่ชอบ ติดตามความสนใจของลูกค้าว่าตั้งเป้าหมายความต้องการเฉพาะไว้อย่างไร ช่วยให้เลือกคีย์เวิร์ดได้เจาะจงมากขึ้น รวมถึงทำคอนเทนต์เจาะความต้องการของกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ซึ่งเป็นเป็นพื้นฐานที่จะต่อยอดไปสู่กลยุทธ์อื่น ๆ ปัจจุบันโซเชียลมีเดียมีบทบาทสำคัญอย่างมาก สื่อออนไลน์เกิดขึ้นมาแข่งขันกันมากมาย การสร้างเนื้อหาคอนเทนต์จึงต้องมีคุณภาพและมีเอกลักษณ์โดดเด่นจริง ๆ พร้อมทั้งเลือกใช้เว็บไซต์และสื่อใหม่ควบคู่กันในการทำ SEO เพื่อให้มีคนติดตามอ่านจำนวนมาก ส่งผลให้ธุรกิจเกิดรายได้เติบโตอย่างที่ต้องการ

ทำไมถึงต้องเขียนเว็บไซต์ให้เป็นทางการ

กลยุทธ์การใช้ SEO เอาชนะแบรนด์ใหญ่ แม้งบประมาณจำกัด

กลยุทธ์การใช้ SEO เอาชนะแบรนด์ใหญ่ แม้งบประมาณจำกัด

บริษัทขนาดเล็กจำนวนมากไม่กล้าแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่ ด้วยเชื่อว่า Google นิยมจัดอันดับแบรนด์ดังและธุรกิจขนาดใหญ่ที่ทุ่มงบประมาณมหาศาลในการทำ SEO จึงพากันถอดใจกันไปเสียก่อน ความจริงแล้วการแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่แม้งบประมาณเพียงเล็กน้อยก็เป็นไปได้ หากรู้จักการทำตลาดอย่างสร้างสรรค์ดึงดูดลูกค้าให้สนใจสินค้าหรือบริการ ในฐานะธุรกิจขนาดเล็กจะสร้างเนื้อหาคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ ทำให้ลูกค้ามีความเข้าใจธุรกิจง่ายกว่าบริษัทขนาดใหญ่

หากใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบดังกล่าวเพิ่มประสิทธิในการค้นหาเพื่อเพิ่มจำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ ส่งผลให้ติดอันดับ SEO ในลำดับต้น ๆ ได้ ดังต่อไปนี้

1.วิจัยคำหลัก

บริษัทขนาดใหญ่มักจะให้ความสำคัญกับคีย์เวิร์ดปริมาณมากซึ่งใช้งบประมาณสูง บริษัทขนาดเล็กมีเงินทุนน้อย จำเป็นต้องลงลึกโดยเลือกวลีที่มีความหมายเฉพาะเจาะจง เช่น

-สถานที่น่าเที่ยวที่สุด ช่วงเดือนเมษายน
-กิจกรรม ต้องพาเด็กไปสัมผัสที่พัทยา
-ร้านอาหารที่สัตว์เลี้ยงเข้าได้ ในกรุงเทพฯ
-โรงแรมหรูสำหรับครอบครัว ในเชียงใหม่

จากตัวอย่างข้างต้น ลูกค้ามีโอกาสค้นเจอวลีเฉพาะเจาะจงว่า “ร้านอาหารที่สัตว์เลี้ยงเข้าได้ ในกรุงเทพฯ” โดยไม่ต้องแยกจัดอันดับคำหลัก 2 คำ คือ “ร้านอาหารในกรุงเทพฯ” และ “สัตว์เลี้ยงเข้าได้” การทำวิจัยคำหลักที่ดีจะนำทางผู้ชมค้นพบสิ่งที่ต้องการรวดเร็ว และส่งผลให้ธุรกิจขนาดเล็กมีศักยภาพการแข่งขันสูงในคราวเดียวกัน

2. เนื้อหาเฉพาะด้าน

นอกเหนือจากวิจัยคำหลักแล้ว ต้องสร้างเนื้อหาเฉพาะด้าน เขียนข้อมูลเชิงลึกเรียบเรียงโครงสร้างเนื้อหาที่ดี น่าอ่าน พร้อมทั้งตั้งชื่อบทความน่าสนใจ เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายที่มีโอกาสเป็นลูกค้าอย่างตรงไปตรงมา บทความที่ดียังช่วยให้อยู่อันดับที่ดีใน Google ด้วย ผู้เขียนคอนเทนต์จึงต้องมีความเชี่ยวชาญด้านการทำ SEO อย่างแท้จริง

3.การตลาดเชิงสร้างสรรค์

บริษัทขนาดใหญ่มีข้อจำกัดในการทำงาน การจะริเริ่มสิ่งใหม่ต้องผ่านการตัดสินใจหลายแผนก ผู้บริหารไม่ต้องการแบกรับความเสี่ยง ผู้ถือหุ้นก็ต้องการเห็นผลลัพธ์ที่ดีทุกครั้ง แตกต่างจากธุรกิจขนาดเล็กที่มักจะมีความคิดสร้างสรรค์ กล้าก้าวออกจากคอมฟอร์ตโซนลองทำสิ่งใหม่ ๆ โดยไม่กลัวว่าจะไม่สำเร็จ บางครั้งสิ่งที่ทำอาจไม่ได้ผล แต่จะเริ่มลองวิธีถัดไปอย่างรวดเร็วและอิสระ ถือเป็นความได้เปรียบอย่างหนึ่งและสร้างธุรกิจมีชื่อเสียงดึงดูดผู้ชมติดตามจำนวนมาก ส่งผลให้เว็บขึ้นหน้าแรกของ Google ได้เหมือนกัน

4.เติบโตแบบก้าวกระโดด

ธุรกิจขนาดใหญ่เคลื่อนตัวช้า ส่วนธุรกิจขนาดเล็กตัดสินใจง่าย สามารถตอบสนองลูกค้ารวดเร็วโดนใจกลุ่มเป้าหมายในทันที ธุรกิจขนาดเล็กมีแนวโน้มเติบโตรวดเร็วและกำลังก้าวขึ้นไปแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่ที่มีทุนสูงในการอัดโฆษณาสร้างกระแสนิยมในกลุ่มผู้บริโภค กิจการขนาดเล็กมีทางเลือกที่ฉลาดด้วยการนำเสนอบทความที่น่าสนใจโพสต์อย่างสม่ำเสมอ เป็นเทคนิคการทำตลาดที่ใช้งบประมาณน้อยแต่ดึงดูดความสนใจลูกค้าอย่างมาก ขณะเดียวกันควรอาศัยความคล่องตัวให้เป็นข้อได้เปรียบในการทำตลาดดิจิทัลแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่ ๆ

ผู้ประกอบการ SME สามารถนำเทคนิค SEO พื้นฐานไปใช้เสริมจุดแข็งและแย่งความสนใจจากคู่แข่งโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนมากมายเกินตัว

เทคนิค SEO พื้นฐานไปใช้เสริมจุดแข็ง

การตลาดออนไลน์แบบ SEO คืออะไร อยากประสบความสำเร็จต้องอ่าน

ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการทำการตลาด

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเทคนิคการตลาดออนไลน์ที่นิยมมากทั่วโลกในปัจจุบัน เนื่องจากทำให้เว็บไซต์ถูกสืบค้นได้ง่ายไม่ว่าจะใน Yahoo หรือ Google ซึ่งส่งผลดรต่อจำนวนลูกค้าประจำและยอดขาย ทั้งยังทำให้ขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้น

ในบทความนี้ เราจึงได้รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการทำการตลาดด้วย SEO มาฝากกัน เพื่อให้ทุกท่านได้นำไปปรับใช้ให้ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วในธุรกิจออนไลน์

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นมีเป้าหมาย เพื่อให้เว็บไซต์ของคุณถูกจัดให้อยู่ในอันดับคุณภาพสูงเมื่อมีการสืบค้นด้วยคีย์เวิร์ดหนึ่ง ๆ ซึ่งการจัดอันดับของ Google, Bing และ Yahoo จะใช้การวิเคราะห์คำนวณของระบบ algorithm หรือ AI ซึ่งจะพิจารณาในด้านต่าง ๆ ดังนี้

1. ผลิตเนื้อหาหรือ content SEO ที่มีคุณภาพ โดยต้องมีการใส่ keyword ที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายทางธุรกิจของคุณ นิยมค้นหาผ่านหน้าต่างการสืบค้นกระจายทั่วไปทั้งบทความ แต่เฉลี่ยแล้วถ้าบทความยาวไม่เกิน 500 คำ ก็จะไม่ควรมีคีย์เวิร์ดเดียวกันซ้ำเกิน 3 ครั้ง

2. ใช้ keyword เดียวกันกับข้อแรก สร้างคลิปวิดีโอสาธิตการใช้สินค้าที่คุณจำหน่าย หรือถ่ายทำรีวิวสินค้าจากผู้มีประสบการณ์จริง ซึ่งจะทำให้มีความเป็นเอกลักษณ์ สร้างความจดจำให้ผู้บริโภค ซึ่งส่งผลให้เว็บไซต์ของคุณได้รับความสนใจจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากยิ่งขึ้น

3. ออกแบบเว็บไซต์ให้มีความสวยงาม เน้นความเรียบหรูแต่ดูเป็นมืออาชีพ โดยเลือกสีสันที่ไม่ฉูดฉาดมากเกินไป 2 หรือ 3 สี เพื่อให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ดูทันสมัย

4. ควรทำเว็บไซต์ให้ใช้งานได้ง่าย ทั้งทางหน้าจอคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะและโทรศัพท์มือถือ เพื่อให้สัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้งานจริงของคนส่วนใหญ่ที่นิยมพกพาโทรศัพท์มือถือ เพื่อสืบค้นข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งการหาซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ในแทบทุกสถานที่

5. สร้างลิงก์เพื่อเชื่อมโยงเว็บไซต์ทางธุรกิจของคุณเข้ากับเว็บไซต์ภายนอกหลายแห่ง เพื่อเกิดการผลักดันให้มียอดขายสูงขึ้นร่วมกัน เช่น ถ้าคุณขายสินค้าออร์แกนิก ก็อาจสร้างความร่วมมือกับเพจหรือเว็บไซต์ที่ขายสินค้าเพื่อสุขภาพ เมื่อมีลูกค้าเข้ามาชมข้อมูลจากเว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่ง ก็จะทำให้อีกเว็บไซต์มีโอกาสในการขายสินค้าเพิ่มขึ้นได้

6. แปะลิงค์ไว้เว็บไซต์ตามห้องแชทต่าง ๆเช่น ห้องพันทิป สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่ตรงกับสินค้าคุณมากที่สุด จะทำให้มีโอกาสขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ วิธีนี้จะทำให้ได้รับความสนใจและมียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้นในระยะยาว

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO สำคัญอย่างยิ่งต่อธุรกิจออนไลน์ยุคใหม่ ให้ประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ผู้ซื้อและผู้ขายมักใช้ช่องทางการสืบค้นสินค้าที่ต้องการทาง search engine ตลอด 24 ชั่วโมง

การตลาดออนไลน์แบบ SEO คืออะไร อยากประสบความสำเร็จต้องอ่าน