5 เทคนิคการทำ SEO ด้วยตัวเอง

เคล็ดลับการทำ SEO ด้วยตัวเองเพื่อประหยัดงบ

5 เทคนิคการทำ SEO ด้วยตัวเอง

จากภาวะเศรษฐกิจซบเซาทั่วโลกอย่างที่เป็นทุกวันนี้ คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ถ้าจะใช้งบประมาณสูงในการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ การโฆษณาจะใช้เงินและเวลา ยิ่งมีการลงทุนมากยิ่งมีความเสี่ยงสูง การทำ SEO จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะกับธุรกิจในยุคปัจจุบัน หลักการในเบื้องต้นไม่ยากที่จะเข้าใจ ลองใช้เคล็ดลับการทำ SEO ด้วยตัวเองเพื่อปรับปรุงการจัดอันดับบน Google ให้ดีขึ้นได้และประหยัดงบประมาณด้วย ดังต่อไปนี้

5 เทคนิคการทำ SEO ด้วยตัวเอง

1.สิ่งแรกที่ควรทำคือมองหาคีย์เวิร์ดหลักที่ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย เคล็ดลับคือคิดในมุมมองของลูกค้าว่าจะใช้คำหรือวลีแบบไหนค้นหาสินค้าหรือบริการ หลีกเลี่ยงศัพท์แสงอุตสาหกรรมซึ่งคนทั่วไปไม่รู้จัก มีเครื่องมือวิจัยคำหลักทั้งแบบฟรีและจ่ายเงินซึ่งช่วยให้ขั้นตอนนี้ง่ายขึ้น ประกอบกับมองหาคีย์เวิร์ดที่เว็บไซต์คู่แข่งทางธุรกิจใช้แล้วประสบความสำเร็จ รวมถึงเว็บไซต์ที่ไม่เกี่ยวข้องด้วย เพื่อให้เข้าใจการแข่งขันในออนไลน์ และพบคำค้นหาที่น่าสนใจเพื่อดึงดูดลูกค้าได้ดีขึ้น นอกจากนี้ควรศึกษาความคิดเห็นในสื่อสังคมออนไลน์เพื่อเรียนรู้พฤติกรรมของลูกค้า เข้าใจในสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ ดูว่าลูกค้าคิดอะไร พอใจอะไร มักจะพบคำไหนเป็นคีย์เวิร์ดหลักในการค้นหา

2.หลังจากระบุคำค้นหาที่เหมาะกับการทำ SEO ได้แล้ว ควรวางแผนว่าจะใส่คีย์เวิร์ดไว้ในส่วนไหนของเว็บไซต์ โดยระบุหน้าต่างๆในเว็บไซต์ กระจายคีย์เวิร์ดบนหน้าเว็บ ทั้งด้านบน กลางและล่าง ใส่คำหลักที่มีลำดับความสำคัญสูงสุดไว้ตรงชื่อบทความด้วย พร้อมกับใส่ลิงก์หน้าเว็บที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเว็บไซต์ สำหรับคีย์เวิร์ดแบบหลายคำและเจาะจงมาก เช่น วิธีขจัดคราบสกปรกจากรถ หรือสถานที่ซื้อรองเท้ามือสอง ในบล็อกโพสต์และหน้าคำถามที่พบบ่อย ช่วยให้กลุ่มเป้าหมายพบสิ่งที่ต้องการเร็วขึ้น

3.การทำ SEO ด้วยตัวเองอาจไม่มีประสิทธิภาพมากพอเท่ากับจ้างมืออาชีพทำให้ แต่ก็มีวิธีอื่นๆ ที่ช่วยเพิ่มการเข้าชมเว็บไซต์ได้ โดยเฉพาะการเชื่อมต่อเนื้อหาบทความกับโซเชียลมีเดีย เช่น Twitter, Facebook, LinkedIn, Instagram, Pinterest เป็นต้น ช่วยให้เชื่อมต่อกับลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายในวงกว้างมากขึ้น สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของ SEO ในระยะยาว

4.เจ้าของธุรกิจควรอัปเดตข้อมูลในเว็บไซต์สม่ำเสมอ แต่ไม่จำเป็นต้องโพสต์เนื้อหาใหม่ทุกวัน เลือกระยะเวลาอัปเดตข้อมูลใหม่ทุกสัปดาห์หรืออย่างน้อยเดือนละครั้ง จะเห็นบทความสั้นๆ หรือโพสต์ภาพข่าวที่มีคำอธิบายเป็นข้อความสั้นๆ รวมถึงคลิปวิดีโอที่มักจะดึงดูดผู้ชมมากที่สุด ศึกษาว่าการเผยแพร่เนื้อหาแบบไหนที่ตรงใจกลุ่มเป้าหมายและปรับวิธีการสื่อสารให้เข้ากับพฤติกรรมการบริโภคมากขึ้น

5.สุดท้ายคือการทำคอนเทนต์ต่างๆ ควรตอบสนองการใช้งานบนสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตซึ่งสอดคล้องกับการใช้งานของผู้บริโภคสมัยนี้ ไฟล์ทุกอย่างจึงต้องโหลดเร็ว เนื้อน่าสนใจ ดูและอ่านได้ง่ายบนหน้าจออุปกรณ์พกพา เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ที่ดีและพอใจจะเข้ามาใช้เว็บไซต์นั้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งหมดนี้เป็นหลักการพื้นฐานที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้เริ่มต้นและเรียนรู้ทำได้ด้วยตัวเอง

เคล็ดลับการทำ SEO ด้วยตัวเองเพื่อประหยัดงบ

นักธุรกิจออนไลน์ควรรู้ SEO กับ SEM ต่างกันอย่างไร

นักธุรกิจออนไลน์ควรรู้ SEO กับ SEM ต่างกันอย่างไร

การทำธุรกิจออนไลน์ ถ้าต้องการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ในหน้าต่างของ Search Engine ก็ต้องใช้วิธี SEO และ SEM ซึ่งมีความแตกต่างกัน แต่ก็เป็นที่นิยมในปัจจุบันทั้งคู่ ซึ่งเราได้รวบรวมสิ่งที่ควรรู้มาไว้ที่นี่แล้ว

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นการทำใน 2 ส่วน คือ Off-Page SEO และ On-Page SEO โดย Off-Page SEO คือการสร้างลิงก์เชื่อมโยงจากเว็บไซต์ภายนอก ขยายฐานลูกค้าที่สืบค้นหาข้อมูล เช่น คุณขายเครื่องกรองน้ำในเว็บไซต์ หากสามารถโพสต์ตอบคำถามที่มีคนสงสัยเกี่ยวกับเครื่องกรองน้ำและให้ลิงก์ในห้องแชทต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ที่สนใจเข้ามาหาข้อมูลเพิ่มเติมในเว็บไซต์ของคุณ ก็จะทำให้สามารถขายสินค้าได้มากขึ้น

ส่วน On-Page SEO หมายถึง การปรับในส่วนเนื้อหาของเว็บไซต์ ที่ต้องใส่บทความที่มีประโยชน์ เช่น วิธีการเลือกเครื่องกรองน้ำ วิธีทำความสะอาดเครื่องกรองน้ำ เป็นต้น ซึ่งการอัปเดตข้อมูลที่สม่ำเสมอและมีเนื้อหาที่ถูกต้องจะช่วยให้ลูกค้าที่ติดตามอ่านบทความในเว็บไซต์คุณได้รับประโยชน์และทำให้อันดับในการสืบค้นที่ระบบของ Search Engine วิเคราะห์เพิ่มขึ้นด้วย

การทำ SEO จึงเป็นการประชาสัมพันธ์ที่นิยมมาก เพราะสามารถทำได้ด้วยตัวเองไม่ต้องเสียค่าโฆษณา แต่ก็ต้องใช้ระยะเวลาในการเก็บสะสมข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ Search Engine ของ Yahoo และ Google ทำการประมวลผลอย่างน้อย 2 เดือนขึ้นไป

ในส่วนของ SEM หรือ Search Engine Marketing จะเป็นการโฆษณาเว็บไซต์โดยการซื้อพื้นที่โฆษณาด้านบนของหน้าต่างการสืบค้นแบบที่ไม่ต้องใช้เวลามาก ไม่ต้องใช้เวลาหลายเดือนในการสะสมบทความบนเว็บไซต์ของคุณ เพราะการทำ SEM สามารถทำได้ง่ายและสะดวก ซึ่งเจ้าของเว็บไซต์สามารถประมูลพื้นที่โฆษณาได้ด้วยตัวเอง (โดยจะแข่งขันกับบริษัทอื่น ๆ ที่ต้องการพื้นที่โฆษณาตำแหน่งบน ๆ ด้วยคีย์เวิร์ดเดียวกัน) และทำการจ่ายเงินทุกครั้งที่มีผู้สนใจคลิกเข้ามาดูข้อมูลหรือที่เรียกว่า เป็นการจ่ายแบบ Pay Per Click

การทำ SEM จึงทำให้มีโอกาสเพิ่มการขายได้อย่างรวดเร็ว สร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มเป้าหมายได้ดีขึ้นและเพิ่มรายได้เป็นจำนวนมากในเวลาสั้น ๆ โดยจะมีลูกค้ามาคลิกตาม Link โฆษณาของคุณได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่อย่างไรก็ตามหากไม่ทำการโฆษณาอย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้ยอดการขายลดลงได้เช่นกัน

จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าการทำ SEO และ SEM เป็นเทคนิคการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ที่มีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน ซึ่งสามารถทำทั้งสองแบบไปพร้อม ๆ กันได้ เพื่อให้มีลูกค้าติดตามและเพิ่มยอดขายได้มากในระยะยาว ซึ่งในปัจจุบันนอกจากการทำเองแล้ว ยังสามารถจ้างบริษัททำ SEO และ SEM ได้ด้วย

นักธุรกิจออนไลน์ควรรู้ SEO กับ SEM ต่างกัน

กลยุทธ์การตลาด SEO ที่ทุกคนควรรู้

กลยุทธ์การตลาด SEO ที่ทุกคนควรรู้

การทำ SEO เป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับธุรกิจในโลกออนไลน์ปัจจุบัน เพราะมีผู้ค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตเพื่อซื้อสินค้าและบริการตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้นหากเว็บไซต์ใดมีอันดับดีในการจัดเว็บไซต์ตามเกณฑ์ที่ search engine กำหนดแนวทางไว้ ก็จะทำให้สามารถขายสินค้าและบริการได้มากขึ้น

กลยุทธ์การทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ที่ทุกคนควรรู้มีดังนี้

1. โครงสร้างของเว็บไซต์ต้องเหมาะสม

การทำโครงสร้างของเว็บไซต์ SEO เป็นสิ่งที่จำเป็นเพราะเกี่ยวข้องกับความประทับใจของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหากเว็บไซต์ใช้งานง่าย มีความสวยงาม มีการแยกหมวดหมู่ที่ชัดเจน เช่น หมวดของเนื้อหา หมวดการโฆษณา ฯลฯ จะทำให้ลูกค้าจดจำเว็บไซต์ได้ดียิ่งขึ้น แล้วก็ทำให้มีโอกาสกลับมาใช้บริการได้ซ้ำอีก ทำให้สามารถเพิ่มยอดการขายที่ดีในระยะยาวด้วย

2. แก้ไขเพจและปรับปรุงคุณภาพ

ผู้ทำเว็บไซต์ SEO ควรจะเอาหน้าเพจที่ไม่จำเป็นออกไป เช่น เพจที่มีบทความเนื้อหาที่น้อยกว่า 500 คำ และเป็นบทความที่ขาด keyword ที่ดี หรือไม่ได้ช่วยให้ยอดขายของสินค้าและบริการขายดีขึ้น

ซึ่งสามารถศึกษาได้จาก Google analytics ที่ Google ได้ทำเป็นเครื่องมือไว้ในการวิเคราะห์ ว่าเพจใดลูกค้าเข้ามาอ่านหรือว่าศึกษาข้อมูลมาก หรือใช้เวลาในเพจใดมากกว่ากัน เพื่อให้เจ้าของธุรกิจสามารถนำไปปรับปรุงในการผลิตบทความและสื่อที่มีเนื้อหาและสีสันที่ถูกใจกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

3. ปรับแก้ความเร็วของหน้าเพจ

ด้านความเร็วเป็นปัญหาในส่วนของเทคนิคคอมพิวเตอร์ที่มักจะเกิดจากการมี hosting ที่ไม่เหมาะสมหรือเซิร์ฟเวอร์เกิดปัญหาเว็บไซต์ล่ม ไม่สามารถจะอัพโหลดข้อมูลจากเจ้าของธุรกิจได้ ไม่สามารถที่จะส่งอีเมล์จากลูกค้ามายังเจ้าของธุรกิจได้ ทำให้ธุรกิจได้รับความเสียหาย ลูกค้าเกิดความไม่ประทับใจ ทำให้เสียคู่แข่งไปให้ธุรกิจเจ้าอื่น หากมีปัญหานี้ต้องรีบแก้ไขโดยเร็ว

4. การสร้าง Link เชื่อมโยง

การสร้าง Link เชื่อมโยงมาจากเว็บไซต์ภายนอก ซึ่งอาจเป็นเว็บไซต์ข้อมูลจากต่างประเทศที่มีเนื้อหาน่าสนใจ เมื่อนำมาเชื่อมโยงกัน ก็จะทำให้เว็บไซต์ของคุณนั้นจะได้รับความน่าเชื่อถือ ทำให้มีลูกค้าที่กว้างขึ้นที่มาซื้อสินค้าและบริการ

5. ปรับการตั้งชื่อ

ชื่อของเพจแต่ละหน้า หรือ URL address ควรจะต้องมี keyword ที่เหมาะสมและเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ เพราะถ้าใช้ภาษาไทยก็จะมีการผิดพลาดในการเขียนสระ วรรณยุกต์ พยัญชนะได้ ทำให้ไม่สามารถเชื่อมโยงลิงค์ แล้วเกิด Error ซึ่งจะส่งผลต่อความประทับใจของลูกค้า อาจทำให้ลูกค้าไม่มาใช้เว็บไซต์

การทำกลยุทธ์ SEO สามารถศึกษาทำด้วยตัวเองก็ได้หรืออาจจะจ้างบริษัทที่มีผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะในการทำทั้งนี้ก็ควรเลือก hosting ที่มีคุณภาพ จะทำให้มีโอกาสในการสร้างยอดขายและเพิ่มจำนวนลูกค้าได้มากขึ้นแน่นอน

กลยุทธ์การตลาด SEO ที่ควรรู้

พัฒนาเว็บไซต์ SEO หรือ โฆษณาของ AdWords อย่างไหนดีกว่ากัน

พัฒนาเว็บไซต์ SEO หรือซื้อโฆษณาของ AdWords อย่างไหนดีกว่ากัน

การแข่งขันในธุรกิจออนไลน์ในปัจจุบัน เรียกได้ว่าต้องแข่งทั้งกับเวลาและคุณภาพของสินค้า และที่สำคัญคือการโปรโมตเว็บไซต์ขายสินค้าและบริการในช่องทางออนไลน์ที่ต้องส่งสารถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายโดยเร็วและโดนใจที่สุด จึงเป็นที่มาของคำถามในใจหลายท่านว่าจะพัฒนาเว็บไซต์ให้มีคุณสมบัติ SEO หรือจะซื้อโฆษณาผ่าน google AdWords ดีกว่ากัน ในวันนี้เราจึงไว้รวบรวมข้อดีข้อเสียของทั้งสองแบบไว้ให้ ดังนี้

พัฒนาเว็บไซต์ SEO หรือซื้อโฆษณาของ AdWords

การพัฒนาเว็บไซต์ SEO คือ อะไร

เป็นการใส่คีย์เวิร์ด SEO ในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ พร้อมกับการปรับปรุงส่วนโครงสร้างของเว็บไซต์ให้สอดคล้องตามหลักเกณฑ์ของ search engine อย่าง google ที่แนะนำไว้ เพื่อให้เพิ่มโอกาสในการถูกวิเคราะห์และจัดอันดับให้ขึ้นสู่เพจหรือเว็บไซต์ต้น ๆ ที่มีเนื้อหาตอบโจทย์ความสนใจของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย

การโฆษณาผ่าน AdWord คือ อะไร

เป็นการที่คุณเสียค่าโฆษณาให้กับ search engine เช่น google กรณีที่มีผู้ชมเข้ามาคลิกที่โฆษณา (จะยกเว้นการจ่ายเงินกรณีที่ไม่มีคนคลิก) หากคุณเลือกวิธีการนี้จะทำให้เว็บไซต์ของคุณถูกแสดงขึ้นในอันดับต้น ๆ ของหน้าต่างการสืบค้นได้ ซึ่งหลายแบรนด์ทั่วโลกนิยมใช้วิธีนี้จน ทำให้ google มีรายได้มหาศาลจากการขายพื้นที่โฆษณา

เปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของการพัฒนาเว็บไซต์ SEO และการทำ AdWord

พัฒนาเว็บไซต์ SEO หรือซื้อโฆษณาของ AdWords

การทำทั้งสองแบบที่กล่าวมาต่างเป็นที่นิยม และมีข้อเด่นข้อด้อยต่างกันไป ดังนี้

1. การทำ SEO จำเป็น ต้องมีความสม่ำเสมอ และใช้ระยะเวลาในการปรับปรุงทั้งส่วนโครงสร้าง การสร้างบทความ หรือเนื้อหา content ที่น่าสนใจและตรงใจผู้อ่าน ส่วนการทำ AdWords จะใช้เวลาสั้นกว่า เป็นการเลือกทำเลที่ดีที่สุดในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างรวดเร็ว

2. ค่าใช้จ่ายในการทำ SEO จะมีทั้งส่วนของการจ้างปรับโครงสร้างให้แก่ทีมพัฒนาเว็บไซต์ที่คุณเลือกได้เอง และส่วนของการผลิต content SEO ที่มีคุณภาพตามที่คุณต้องการ ส่วนการทำ adwords จะเสียเงินให้ search engine อย่าง google ต่อเมื่อมีผู้คลิกเข้ามาผ่านช่องทางโฆษณานั้น

3. การทำ SEO จำเป็นต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากระบบ algorithm ของ search engine สามารถวิเคราะห์และตรวจสอบความเป็นปัจจุบันของเว็บไซต์ได้ ให้เว็บไซต์ใดมีคุณภาพและมีการอัพเดตอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ ก็จะมีโอกาสสูงในการเข้าสู่อันดับต้น ๆ ของหน้าต่างการสืบค้นได้ยาวนานกว่าการใช้ AdWords ที่มีโอกาสขึ้นและลงจากตำแหน่งต้น ๆ ได้

จะเห็นได้ว่า การทำ ทั้ง SEO และ adwords เป็นเทคนิคในการสร้างฐานลูกค้าให้เข้ามาชมข้อมูลของสินค้าและบริการในเว็บไซต์ของคุณได้ โดยมีจุดเด่นและจุดด้อยที่ต่างกันไป คุณจึงควรพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนการเลือกวิธีการใด หรือการใช้ทั้งสองวิธีร่วมกันก็ไม่ผิดกติกา

กลยุทธ์ SEO 2019

SEO จำเป็นไหม สำหรับคนทำเว็บไซต์ขายของปี 2019

การทำเว็บไซต์ขายของในโลกออนไลน์เป็นที่นิยมมาตลอดหลายปีมานี้ ซึ่งในปี 2019 มีการวิเคราะห์ว่าจะมีความเข้มข้นในสถานการณ์การแข่งขันของโลกเสมือนที่มากขึ้นกว่าเดิม จึงมาสู่การหากลยุทธ์ในการนำเสนอเว็บไซต์ของแต่ละแบรนด์เพื่อให้เข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย และนำมาซึ่งคำถามที่ว่าการทำ SEO ยังจำเป็นหรือไม่ในปีนี้

SEO คือ อะไร ?

การทำ SEO หรือ search engine optimization เป็นเทคนิคในการพัฒนาเว็บไซต์แบบดั้งเดิมให้มีความทันสมัยทั้งในด้านของโครงสร้าง องค์ประกอบ และส่วนของเนื้อหาสาระที่มีประโยชน์ต่อผู้เข้ามาชม ซึ่งการจะมียอดขายในระยะยาวที่ดีเพียงใด ก็ ต้องขึ้นกับความสม่ำเสมอ และคุณภาพของเว็บไซต์ที่ต้องรักษามาตรฐานไม่ให้ต่ำกว่าคู่แข่งทางธุรกิจในสินค้าหมวดเดียวกัน

ความยุ่งยาก และความจำเป็นที่ต้องทำ SEO

การทำ SEO ไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเองเพียงคนเดียวทั้งหมด เนื่องจากมีทั้งส่วนของOn-page SEO และ Off-page SEO ที่ต้องดูแล แต่ก็ไม่ต้องวิตกกังวลไป เนื่องจากมีบริษัทเอกชนจำนวนมากพร้อมให้บริการใสในการดูแลเรื่อง SEO อย่างเป็นระบบ และสามารถแสดงผลการเข้าชม หรือ traffic ที่เพิ่มขึ้นให้แก่ผู้ว่าจ้างเป็นรายวัน เพื่อยืนยันว่ามีการพัฒนาเว็บไซต์อย่างต่อเนื่องจริง ๆ

และเนื่องจากระบบ algorithm ของ search engine มีวิธีการคิดคำนวณที่เฉพาะตัว ไม่สามารถทำการบังคับได้ว่าจะให้แสดงผลของเว็บไซต์ใดเป็นลำดับ top 10 ในหน้าต่างการสืบค้น จึงเป็นความยุติธรรมต่อทุกฝ่ายที่ใครก็ตามที่มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาเว็บไซต์ให้มีคุณสมบัติตาม SEO ที่ search engine กำหนดเป็นแนวทาง และมีความสม่ำเสมอในการผลิต content SEO ที่มีคุณภาพมานำเสนอผู้ชม จะได้พุ่งขึ้นสู่อันดับสูงตามความนิยมของผู้ชมที่มีการค้นหาคีย์เวิร์ด SEO ต่าง ๆ ใน google yahoo ราวสามล้านครั้งต่อวัน

การทำ SEO คุ้มค่าไหมในปี 2019

การทำ SEO ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจ้างงาน โดยมักมีการเซ็นต์สัญญาเป็นรายเดือน หรือรายปี ซึ่งผลที่ได้ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 เดือนขึ้นไป จึงจะเห็นว่าอันดับในการสืบค้นผ่านหน้าจอ search engine ที่มุ่งหวังเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้หากเป็นธุรกิจที่มีอัตราการแข่งขันสูง หรือที่เรียกว่าเป็น red ocean เช่น การท่องเที่ยว การโรงแรม หรือสินค้าจำพวกเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ อาหารเสริมสุขภาพ ฯลฯ ที่มีหลายแบรนด์ระดมทีมในการพัฒนาเว็บไซต์ให้เป็นระบบ SEO เหมือนกัน ก็อาจต้องใช้เวลาในการเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนเป็นปี ๆ ได้

ดังนั้น การทำเว็บไซต์ให้เป็น SEO จะมีความคุ้มค่าและความจำเป็นเพียงใดขึ้นอยู่กับแนวทางการทำธุรกิจ การวางแผน และเป้าหมายในการทำเว็บไซต์ ที่ต้องมีความชัดเจน ยังไงซะสมัยนี้หลายธุรกิจ แทงบอลออนไลน์ ขายครีม เครื่องสำอางค์ ก็ต้องเน้นหาลูกค้าทุกช่องทางอยู่แล้ว อย่าลืมว่า ยังมีเทคนิคอีกหลายวิธีในการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ จึงควรเปรียบเทียบแต่ละแบบให้ดีเสียก่อนเสมอ

ทำไมบทความ SEO จึงสำคัญนัก

ทำไมบทความ SEO จึงสำคัญนัก?

ทำไมบทความ SEO จึงสำคัญนัก

SEO หรือ search engine optimization เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับนักธุรกิจออนไลน์ต้องเรียนรู้ เพื่อสร้างเว็บไซต์ขายสินค้าและบริการที่มีคุณภาพและสามารถถูกสืบค้นได้เป็นอันดับต้นๆ ของระบบการค้นหา อย่าง ยาฮู กูเกิ้ล บิง และการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของสินค้าให้ได้นับว่าเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจหากจะทำเว็บไซต์ SEO ที่ได้ผลลัพธ์ทั้งภาพลักษณ์ที่ดีและยอดรายได้ที่งดงามในระยะยาว

การเลือกคีย์เวิร์ด SEO ให้ตรงกับลูกค้าเป้าหมาย เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องวิจัยตลาดด้วยโปรแกรมที่สามารถดาวน์โหลดได้ และอาจต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเพื่อการอัพเดตคีย์เวิร์ดยอดนิยมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หรือการหาคีย์เวิร์ดด้วยหลักการคิดเสมือนว่าเราก็เป็นลูกค้าคนหนึ่ง หากเราไปนั่งกลางใจลูกค้าได้ ก็จะรู้ว่าพื้นฐานความต้องการสินค้าคืออะไร เช่น จะขายกระทะรุ่นใหม่ที่มีคุณสมบัติทอดได้ไร้น้ำมัน ก็ต้องนำคุณสมบัติที่โดดเด่นนี้ไปนำเสนอ สร้างเป็นคีย์เวิร์ดที่ทั้งโดนใจลูกค้าที่ใจใส่เรื่องสุขภาพและยังตรงกับสินค้าของบริษัทด้วย

การทำ SEO ไม่ได้เน้นที่ traffic หรือจำนวนคนอ่านเพจ หรือเพียงเข้ามาคลิกดูแล้วจากไป เหมือนมีคนเดินเข้ามาในร้าน 100 คน แล้วซื้อเพียง 10 คน เพราะนั่นคือการตลาดรุ่นเก่าที่นิยมใช้ลิ้งค์ หรือใช้คีย์เวิร์ดซ้ำๆ จนมีความเป็นขยะในสายตาของระบบอัลกอริทึ่มของ search engine (ปัจจุบันกูเกิ้ลใช้ ระบบ PANDA ในการตรวจสอบบทความ SEO ด้านนี้) การทำ SEO จึงมุ่งเน้นว่าต้องเสนอสินค้าและบริการให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่มองหาผลิตภัณฑ์นั้นพอดี 10 คน ก็จะมีโอกาสขายได้ทั้ง 10 คน (หากสินค้ามีคุณสมบัติ ราคาและการบริการส่งหรือหลังการขายที่ตอบโจทย์) จึงเป็นระบบที่ win-win กันทุกฝ่าย

สาเหตุที่ระบบสืบค้นหรือ search engine ต้องใส่ใจในการตรวจสอบคุณภาพของบทความ SEO นั้น เพราะสัมพันธ์กับการฟีดแบคกลับมาของลูกค้าในระยะยาว หากการสืบค้นหลายครั้ง หลายคีย์เวิร์ดเจอแต่ผลลัพธ์ที่ไม่ตรงกับความต้องการ ไม่พบเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาน่าอ่าน ให้ประโยชน์สาระเพียงพอต่อการสละเวลาอ่านของลูกค้า ก็จะทำให้สุดท้ายลูกค้าของ search engine เอง ก็จะย้ายแบรนด์ไปใช้ platform อื่น เช่น กูเกิ้ล เปลี่ยนไปใช้ ยาฮู เป็นต้น ส่งผลเสียทั้งต่อธุรกิจและภาพลักษณ์ของระบบ search engine เอง และต้องใช้เวลาอีกนานกว่าการรื้อฟื้นชื่อเสียงและสร้างทัศนคติใหม่ให้ลูกค้ากลับมาใช้งานอีก

ระบบการตรวจสอบบทความ SEO จึงมีประโยชน์ในการสกัดกั้นเว็บไซต์ตกมาตรฐาน ไม่หมั่นอัพเดต และเน้นแต่การใช้คีย์เวิร์ดใส่ลงบทความโดยขาดคุณภาพของงาน แต่ขณะเดียวกันก็ช่วยส่งเสริมให้เว็บไซต์ของธุรกิจที่มุ่งมั่น ได้ยกระดับตัวเองและมีโอกาสสืบค้นในอันดับต้นๆ ได้ โดยไม่ถูกผูกขาดแน่นอน

กระแสโลกด้วย เทรนด์ SEO

จับตากระแสโลกด้วย เทรนด์ SEO

จับตากระแสโลกด้วย เทรนด์ SEO

กระแสหรือทิศทางโลกในปัจจุบัน สามารถดูได้จากการสืบค้นบทความ หรือ content ที่ตอบโจทย์ความสนใจของผู้คน ไม่ว่าเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง สังคม เทคโนโลยี แฟชั่น ฯลฯ ที่การเชื่อมโยงของระบบออนไลน์ จะทำให้ส่งอิทธิพลต่อความคิด ทัศนคติของผู้คนเป็นวงกว้างในเวลาชั่วข้ามวัน

จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่เราต้องศึกษาเทรนด์การตลาด SEO เพื่อการปรับปรุงเว็บไซต์ ทั้งส่วนโครงสร้างและเนื้อหาต่าง ๆ ให้ทันสมัยอยู่เสมอ ที่สำคัญจะทำให้เว็บไซต์ที่ปรับตัวตามหลัก SEO ยุคใหม่ สามารถพุ่งทะยานสู่อันดับต้น ๆ ของ GOOGLE RANK ด้วย

จับตา ด้วย เทรนด์ SEO

การปรับโฉมของ UX กับเทคนิค SEO

เป็นการประยุกต์สองศาสตร์แห่งเทคโนโลยีอย่าง User experience กับ Search Engine Opitimization เข้าด้วยกัน โดยทำให้เว็บไซต์ที่ติดตั้ง AMP หรือ Accelerated mobile Page ซึ่งเป็น html แบบใหม่ในการสืบค้นเนื้อหาผ่านหน้าต่างของกูเกิ้ลเป็นไปด้วยความรวดเร็วและมีอันดับดีขึ้น เนื่องจากมีค่า CTR (Click through rate) หรืออัตราการคลิกผ่านเพิ่มขึ้นนั่นเอง

การแข่งขันด้านคุณภาพของบทความ

การเช็คความซ้ำหรือ plagiarism เป็นสิ่งสำคัญในการคัดกรองบทความที่มีคุณภาพ และไม่มีการคัดลอกงานซ้ำจากที่อื่น ๆ ทำให้เว็บไซต์ที่อัดแน่นด้วยบทความเหล่านี้เป็นที่นิยมและมีอันดับสูง ซึ่งในอดีตจะเน้นที่ความยาวบทความให้ยาวเกือบสองพันคำ ซึ่งพบปัญหาการใส่เนื้อหาที่ไม่สัมพันธ์และมีความพยายามยัดเยียด keyword SEO มากเกินไป

การใช้ระบบเสียง หรือ voice search

การใช้เทคโนโลยีด้านคำสั่งเสียงในการสืบค้น เรียกได้ว่าเป็นเทรนด์ที่มีเปอร์เซ็นต์สูงในการทำให้เว็บไซต์ที่พัฒนาต่อยอดในการทำเนื้อหาแบบ Podcast ติดตลาดการสืบค้นที่ดียิ่งขึ้นในอนาคต

การนำเสนอในรูปแบบวีดีโอดึงดูดผู้ชม

การนำเสนอบทความ SEO ในประเด็นที่คนทั่วโลกกำลังสนใจในรูปแบบวีดีโอ เป็นวิธีการที่ดึงดูดใจผู้ชมมากกว่าการให้อ่านบทความประกอบภาพแบบธรรมดา เทียบได้กับเทคโนโลยี VR หรือ virtual reality ในเกมส์ที่เพิ่มความตื่นตาตื่นใจด้วยรูปแบบและสีสันที่แตกต่างไปจากเดิม

การให้ผู้ชมเป็นผู้กำหนดทิศทางคอนเทนต์ SEO

เป็นเทรนด์ที่ได้รับผลตอบสนองอย่างเยี่ยมยอดจากผู้ชม โดยเฉพาะการนำเสนอในรูปแบบไลฟ์สดหรือการสร้างโพลล์ เพื่อให้ผู้ดำเนินรายการจับประเด็นและดีไซน์การนำเสนอให้น่าสนใจและเป็นอัตลักษณ์ของตัวเอง ตัวอย่างเช่น การถามผู้ติดตามในเพจตัวเองว่าชอบแบบซ้ายหรือขวา ถ้าชอบซ้ายกด LIKE ถ้าชอบขวากด LOVE แล้วนำผลด้านที่มากกว่าเป็นประเด็นนำเสนอในเนื้อหา episode ถัดไป เป็นต้น

เทรนด์ SEO

จะเห็นได้ว่า เทคนิคการทำ SEO สำหรับเว็บไซต์ที่ต้องการสร้างฐานลูกค้าประจำและทำให้เกิดผู้ติดตามใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง ต้องมีการพัฒนาและต่อยอดไปเรื่อย ๆ ตามเทรนด์ความสนใจของผู้ใช้เว็บไซต์ซึ่งย่อมส่งผลความนิยม อันดับในการสืบค้นและรายได้ที่งดงามในระยะยาวแน่นอน

8 ประโยชน์ของการทำ SEO

8 ประโยชน์ของการทำ SEO

8 ประโยชน์ของการทำ SEO

การทำ SEO ในปัจจุบัน เป็นเรื่องปกติของธุรกิจออนไลน์ แต่ก็ยังมีหลายคนที่สงสัยว่าจำเป็นหรือไม่? เนื่องจากการจ้างทำ SEO ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น หรือนับเป็นอีกหนึ่งต้นทุนของบริษัท ซึ่งแน่นอนว่ากระทบต่อเปอร์เซ็นต์กำไรที่ควรจะได้ เราจึงได้รวบรวม 8 ข้อดี ของการทำ SEO มาให้คุณพิจารณาเพื่อสำรวจว่าธุรกิจของคุณได้ประโยชน์ทั้งแปดข้อ ครบถ้วนหรือไม่ ดังนี้

ข้อดีของการทำ SEO

1. ลดค่าโฆษณา

การจ้างทำ SEO มีค่าใช้จ่ายโดยรวมถูกกว่าการจ้างโฆษณาแบบอื่นไหม ไม่ว่าจะเป็นแบนเนอร์ หรือแบบจ่ายตามการคลิ๊ก “pay per click”

2. สร้างภาพลักษณ์ธุรกิจที่ดีขึ้น

การทำ SEO จะทำให้เว็บไซต์พุ่งอันดับสูงขึ้น ซึ่งสัมพันธ์กับความรู้สึกหรือหลักทางจิตวิทยาที่คนเรารวมถึงลูกค้าของคุณย่อมรู้สึกว่ามีเครดิตน่าเชื่อถือดีกว่าเว็บไซต์ที่อยู่อันดับถัด ๆ ลงไป

3. เกิดการจัดระเบียบภายในเว็บไซต์

การจะถูกจัดอันดับให้ search หาได้ง่ายขึ้น ด้วย ยาฮู กูเกิ้ล จำเป็นต้องมี การจัดระเบียบภายในของ code ให้เหมาะสมกับการทำงานของ Robots ซึ่งการจ้างทำ SEO จะทำให้เกิดการแก้ไขจุดนี้ไปโดยปริยาย

4. หมุนทำเล

การทำ SEO เพิ่มโอกาสจับจองทำเลออนไลน์บนหน้าการค้นหาที่ดีขึ้น ทำให้ลูกค้ามีโอกาสได้เห็นชื่อและข้อมูลของเว็บไซต์เรามากขึ้น จึงเพิ่มเปอร์เซ็นต์ลูกค้าหน้าใหม่ได้อย่างมาก

5. ยิงตรงเป้าหมาย

SEO สัมพันธ์กับการเลือกใช้คีย์ หรือ Keywords ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเลือกลูกค้าเป้าหมายที่จะได้อ่านเพจ

6. ได้เปิดตัว

การทำสินค้าหรือบริการที่มีคู่แข่งประเภทเดียวกันมาก ย่อมต้องมีกล่มผู้นำในธุรกิจที่ลูกค้าคุ้นชื่อหรือติดตลาดอยู่ หากเราไม่ทำ SEO จะทำให้แทบไม่มีโอกาสได้ “เจอ” หรือ “เปิดตัว” กับลูกค้าได้เลย การจ้างทำ SEO เป็นเสมือนการ PR ตัวเองที่ดี ทำให้ลูกค้าได้คุ้นหูคุ้นตากับแบรนด์คุณบ้าง

7. เพิ่มลูกค้าต่างชาติ

การทำ SEO และออกแบบชื่อ URL ที่เหมาะสม จะช่วยให้ได้ฐานลูกค้าใหม่ที่ใช้ภาษาอังกฤษ (หรือภาษาอื่น) เป็นภาษาหลักได้ การปรึกษากับผู้รับจ้างทำ SEO เว็บไซต์ที่มีประสบการณ์และมีความเป็นมืออาชีพจะช่วยให้คุณ “GO INTER” ได้อย่างรวดเร็ว คุ้มกับค่าใช้จ่ายแน่นอน

8. รักษาฐานเก่า

การทำให้ลูกค้าเก่าที่มีอยู่เดิมได้เห็นชื่อและเห็นแนวทางการอัพเดตที่ทันสมัยขึ้นเรื่อย ๆ ของบริษัทคุณ จะทำให้ลูกค้ารู้สึกอุ่นใจและไว้วางใจในการซื้อสินค้า โดยเฉพาะสินค้าหรือบริการที่ต้องการการบริการหลังการขาย เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า การซื้อตั๋วทัวร์ หรื่อเที่ยวบิน ฯลฯ ที่อาจมีปัญหาตามมาได้ เพราะลูกค้ารู้สึกว่าบริษัทที่มีการอัพเดตบ่อย ๆ ย่อมมีความใส่ใจและแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้รวดเร็วกว่านั่นเอง

หากธุรกิจของคุณได้ประโยชน์ จาก SEO ครบทั้ง 8 ข้อนี้ เชื่อว่าย่อมมีความคุ้มค่าเกินราคาค่าจ้างทำ SEO แลกกับการเติบโตของธุรกิจที่รวดเร็วเหนือคู่แข่งอย่างแน่นอน

ข้อดีของการทำ SEO

การสร้างลิงค์ภายนอกเว็บไซต์สำคัญกับการทำ SEO

การสร้างลิงค์ภายนอกเว็บไซต์สำคัญกับการทำ SEO

การสร้างลิงค์ภายนอกเว็บไซต์สำคัญกับการทำ SEO

การสร้างลิงค์ภายนอกเว็บไซต์ (Backlink) เป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการทำ SEO ที่มีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จ และช่วยส่งเสริมกันกับการเชื่อมโยงเนื้อหาภายในเว็บไซต์ด้วย เพราะการเชื่อมโยงเว็บอื่นย้อนกลับมาที่เว็บไซต์ของเราเป็นการตอกย้ำถึงคุณภาพและความน่าเชื่อถือ มีผลต่อการจัดอันดับที่ดีขึ้นในเครื่องมือค้นหาด้วย แต่การเชื่อมโยงต้องมีความเกี่ยวข้องกันอย่างแท้จริง ถ้าสร้างลิงก์จำนวนมากโดยไม่เกี่ยวข้องกัน หรือสร้างลิงก์กับเว็บไม่มีคุณภาพเพื่อหวังปริมาณเท่านั้น อาจกลายเป็นผลลบและทำผิดกฎของเครื่องมือค้นหา เพราะถ้าไปเลือกลิงก์กับเว็บไม่มีคุณภาพ จะด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม อาจโดนหางเลขทำให้ถูก Google ตัดชื่อออกไม่ให้อยู่ในดัชนีการค้นหา ไม่คุ้มกันอย่างแน่นอน

ดังนั้น จำเป็นต้องเรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการทำลิงก์ภายนอกอย่างถูกต้อง ดูว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำแล้วเกิดผลบวกหรือผลลบ ต้องคัดเฟ้นเลือกเว็บที่เกี่ยวข้องและมีคุณภาพด้วยความใส่ใจเพื่อให้ทำลิงก์อย่างปลอดภัยและเพิ่มความน่าเชื่อถือให้แก่เว็บไซต์ มีผลให้ติดอันดับต้น ๆ ในการค้นหาบนเสิร์จเอนจินต่างๆ ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดคือการสร้างลิงก์ภายนอกจะเพิ่มปริมาณผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ เพราะลิงก์จะย้อนกลับมาที่เว็บไซต์เป็นการเพิ่มจำนวนผู้ชมอย่างเป็นธรรมชาติ ยิ่งเราเรียนรู้เกี่ยวกับการทำ SEO มากเท่าไร มีโอกาสที่จะเพิ่มความน่าเชื่อถือตามเป้าหมายที่ต้องการมากเท่านั้น

ปัจจัยการสร้างเว็บลิงก์ภายนอกเชื่อมโยงกลับมาที่เว็บของเรา มีดังนี้

-ความเกี่ยวข้องของเนื้อหา การสร้างลิงก์เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ภายนอกที่จะสร้าง Backlink อย่างน้อยจะต้องอยู่ในหมวดหมู่เดียวกัน เป็นธุรกิจประเภทเดียวกัน มีสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวข้องกัน

-ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ ก่อนอื่นต้องพิจารณาว่าเว็บไซต์นั้นนำเสนอข้อมูลที่เป็นจริง มีประโยชน์ เนื้อหามีความน่าเชื่อถือ มีการเข้าชมและใช้งานสม่ำเสมอ จำนวนผู้ชมไม่น้อยเกินไปจนผิดสังเกต ถ้าเป็นเว็บไซต์ยอดนิยมอยู่แล้วจะยิ่งเพิ่มความน่าเชื่อถือ ไม่เพียงส่งผลให้เว็บติดอันดับการแสดงผลการค้นที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่มีโอกาสที่ผู้ชมเว็บนั้นจะคลิกย้อนกลับมาชมเว็บไซต์ของเรามากขึ้นด้วย

ปัจจัยการสร้างเว็บลิงก์ภายนอก

-คีย์เวิร์ดและข้อความที่ใช้ทำ Backlink การเลือกคีย์เวิร์ดที่เหมาะสมสำหรับการแทรกในบทความจะต้องรู้วิธีการเลือกที่ดี มีคำหลากหลาย ไม่ใช้คำทั่วไป แต่เป็นวลีที่มีคำขยายแบบเฉพาะเจาะจง เน้นการเชื่อมโยงกับเว็บไซต์ภายนอก แสดงให้เห็นมีความเกี่ยวข้องกันเป็นผลบวกในการทำ SEO

การสร้างลิงก์ไม่จำเป็นต้องใช้กับเว็บไซต์อย่างเดียว สามารถเชื่อมลิงก์กับโซเชียลมีเดียต่าง ๆ โดยการสร้างลิงก์กับคีย์เวิร์ดและบทความที่โพสต์ลงใน Facebook , Twitte r, Line และสื่อออนไลน์ต่าง ๆ นอกจากจะสร้าง Traffic ทำให้มีจำนวนผู้ชมเพิ่มขึ้นแล้ว ยังเพิ่มช่องทางการเผยแพร่บทความและสร้างลิงก์ภายนอกให้ย้อนกลับสู่เว็บไซต์มากขึ้น คอยติดตามผลลัพธ์ว่ามีความก้าวหน้าอย่างไร พยายามปรับปรุงคุณภาพของคอนเทนต์และคีย์เวิร์ดให้เกิดผลลัพธ์ดีที่สุด การทำ SEO เว็บไซต์ของคุณให้โดดเด่นในเครื่องมือค้นหาจะประสบความสำเร็จแน่นอน

SEO อาจไม่เหมาะสมสำหรับธุรกิจบางกลุ่ม

เหตุผลที่ SEO อาจไม่เหมาะสมสำหรับธุรกิจของคุณ

หลายคนคิดว่าการเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องมือการค้นหา SEO เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับธุรกิจทุกประเภท เหมือนกับการมีช่องทางติดต่อทางอีเมล์ เฟซบุ๊ก ไลน์ และอื่นๆ แต่ในความเป็นจริง SEO ไม่ใช่สิ่งที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการทางธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่มีงบประมาณทางการตลาดค่อนข้างน้อย หากเงื่อนไขเรื่องค่าใช้จ่ายในการจ้างทำ SEO หรืออยากเรียนรู้ทำด้วยตนเองเพื่อความประหยัด แต่ขาดความชำนาญและไม่มีเวลาด้วย ติดขัดเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่ง คงจะดีกว่าถ้าคุณเบนเข็มไปลงทุนในแคมเปญการตลาดอื่นที่ไม่ใช่ SEO เหตุผลที่ SEO อาจไม่เหมาะสมสำหรับธุรกิจของคุณ มีอะไรบ้างมาดูกัน

ปริมาณค้นหาคีย์เวิร์ดน้อย

การจัดอันดับเว็บไซต์ที่ติดหน้าแรก Google จะไม่ให้ความสำคัญกับคีย์เวิร์ดหลักที่มีจำนวนการค้นหาเพียงไม่กี่ครั้งต่อเดือนเท่านั้น หากคำหลักหรือคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณมีปริมาณน้อยมาก เว็บไซต์ของคุณจึงไม่น่าจะเข้าถึงจำนวนลูกค้าได้มากนักตามเงื่อนไขการจัดอันดับของ Google การลงทุน SEO อาจจะไม่เหมาะกับบริษัทของคุณ ลองประเมินดูก่อนก็ได้ โดยติดตามยอดขายและรายได้ว่าเพิ่มขึ้นมากหรือไม่หลังจากทำ SEO แล้วประเมินผลลัพธ์ตามนั้น

ลูกค้าตลาดเล็กในท้องถิ่น

หากธุรกิจของคุณเจาะลูกค้าตลาดขนาดเล็กหรือขนาดกลางในท้องถิ่น เช่น ร้านทันตกรรม ร้านอาหาร คิดจะทำเว็บไซต์ตามมาตรฐาน SEO คงไม่คุ้ม เพราะคีย์เวิร์ดของคุณมีกลุ่มเป้าหมายเจาะจงเกินไป ไม่จำเป็นสำหรับการวิเคราะห์ผลตอบแทนจากการลงทุน ในสถานการณ์เช่นนี้ให้พิจารณาวิธีการทำ SEO เจาะเฉพาะท้องถิ่นซึ่งใช้เทคนิคแตกต่างจาก SEO มาตรฐานที่เจาะตลาดในวงกว้างระดับประเทศ

การแข่งขันรุนแรงเกินไป

หากงบประมาณการ SEO สูงสุดของคุณคือ 30,000 บาทต่อเดือน ต้องแข่งขันกับคู่แข่งที่มีงบประมาณมากถึง 600,000 บาทต่อเดือน ก็ยากที่จะมีโอกาสไต่อันดับขึ้นไปอยู่หน้าแรก ต่อให้คุณวางแผนการทำ SEO ได้ดี โดยเฉพาะคีย์เวิร์ดและโครงสร้างเว็บไซต์ที่มีประสิทธิภาพมาแล้วก็ตาม เช่น ธุรกิจเล็ก ๆ ที่คิดจะแข่งขันในวงการประกันภัยและธนาคาร จะมีผู้เล่นรายใหญ่เพียงไม่กี่รายที่มีทุนหนามาก ถ้าจะพยายามสู้ให้ได้ ต้องศึกษาเทคนิคใช้คีย์เวิร์ดและวิเคราะห์การแข่งขันอย่างเจาะลึกให้มีช่องทางเข้าไปแทรกชิงส่วนแบ่งตลาดได้สำเร็จในที่สุด

งบประมาณของคุณน้อยเกินไป

การทำ SEO ใช้เวลามากและลงทุนพอสมควรกว่าจะประสบความสำเร็จ แต่เว็บอยู่อันดับดีแล้วจะนิ่งเฉยไปเลยคงไม่ได้ ต้องทำต่อไป มองหาโอกาสในการสร้างลิงค์ การพัฒนายุทธวิธีใหม่ๆ จำเป็นต้องใช้เวลาและความชำนาญเป็นอย่างมาก เพราะอันดับในการค้นหาของเสิร์จเอนจินไม่อยู่นิ่ง ต้องก้าวไปข้างหน้าและพร้อมสำหรับการแข่งขันตลอดเวลา อย่างน้อยต้องมีค่าใช้จ่ายจ้างทำ SEO หลักหมื่นต่อเดือน

หากคุณต้องการทำ SEO และยังมีข้อสงสัยว่าทำแล้วคุ้มหรือไม่ วิธีดีที่สุดคือการวิเคราะห์เบื้องต้นอย่างเป็นมืออาชีพเพื่อประเมินโอกาสและค่าใช้จ่าย เมื่อพบว่า SEO ไม่ใช่คำตอบที่คุณต้องการ เพราะลูกค้าเป้าหมายหลักไม่ได้ค้นหาแบบออนไลน์ อาจจะใช้วิธีการอื่นในการโปรโมทสินค้า เช่น การเสนอขายแบบมีโปรโมชั่นพิเศษ หรือสร้างการจดจำแบรนด์ ซึ่งเป็นตัวเลือกที่มีผลลัพธ์และผลตอบแทนดีกว่า