อยากเริ่มทำ SEO ต้องเริ่มจากอะไร

อยากเริ่มทำ SEO ต้องเริ่มจากอะไร

การทำงานผ่านระบบออนไลน์ เป็นช่องทางทำรายได้ที่คนยุคใหม่ให้ความสำคัญ เพราะสามารถทำได้ทุกที่ สะดวกในการบริหารจัดการเวลา โดยเฉพาะ การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization ซึ่งเป็นการผลักดันให้คำค้นหาสินค้าหรือบริการติดอันดับในระบบการค้นหา ทั้ง Google และเว็บไซต์อื่น ๆ การทำ SEO จึงกลายเป็นธุรกิจที่คนยุคใหม่หันมานิยม ถ้าคุณเป็นอีกคนที่อยากลองทำ SEO แต่ยังไม่ทราบว่าจะเริ่มจากตรงไหนก่อน เรามีวิธีการง่ายๆ มาแนะนำ

1.ศึกษาการทำ SEO ที่ถูกต้อง

อันดับแรกคุณต้องศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับการทำ SEO ตั้งแต่การเริ่มสร้างเว็บไซต์ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบการค้นหา ซึ่งคนไทยนิยมใช้คือ Google หากคุณต้องการเจาะกลุ่มคนไทย ควรสร้างเว็บไซต์เป็นภาษาไทยเท่านั้น

2.ตั้งกลุ่มเป้าหมายที่คุณต้องการ

เมื่อคุณเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการทำ SEO แล้ว ต่อมาคือการตั้งกลุ่มเป้าหมาย ว่าเป็นเพศใด ช่วงอายุเท่าไหร่ อาชีพอะไร เพื่อที่จะได้ง่ายต่อการสร้างเว็บไซต์ให้ตรงตามวัตถุประสงค์

3.สร้างสรรค์เว็บไซต์

คุณต้องวางโครงสร้างรวมถึงสร้างเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือ รูปลักษณ์ของเว็บไซต์มีดูดี มีเอกลักษณ์ มีความโดดเด่นและดึงดูดให้คลิกเข้ามาชม

4.เขียนบทความที่มีคุณภาพ

การเขียนบทความนับเป็นหัวใจหลักในการทำ SEO เนื้อหาที่เขียนต้องมีคุณภาพ ไม่มีการคัดลอกของใครมา หากบทความที่เขียนมีประโยชน์ อ่านแล้วรู้สึกดี ทำให้มีคนเข้ามาอ่านมากขึ้น ก็จะผลักดันให้บทความติดอันดับ SEO ต้องมีการกำหนด Keyword หรือข้อความหลักขึ้นมา Keyword นั้นต้องสอดคล้องกับธุรกิจในเว็บไซต์ที่คุณทำขึ้นมา คุณควรตั้งชื่อบทความให้น่าสนใจ มีการใช้ Keyword ในบทความ เพื่อง่ายต่อการค้นหา เพราะผู้เข้าชมมักจะค้นหา คำอธิบายบทความสั้น กระชับแต่น่าสนใจ มีการกระจาย Keyword แบบเป็นธรรมชาติไม่มุ้งเน้นการโฆษณามากเกินไป เพราะจะทำให้ผู้เข้าชมรู้สึกอึดอัดเหมือนถูกยัดเยียด

4.ส่งเสริมให้เว็บไซต์ติดอันดับค้นหา

ควรโปรโมทในช่องทางการสื่อสาร ทั้ง Fcebook, Instagram, Line และช่องทางออนไลน์อื่นๆ เพื่อให้บทความเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ควรมีการสร้างลิงก์จากภายนอกเชื่อมโยงเข้ากับเว็บไซต์ของคุณ เพื่อให้บุคคลอื่น ๆ สามารถเข้าชมเว็บไซต์ของคุณได้ง่าย

5.ติดตามผลงานและปรับปรุง

ผลงานของคุณมีการติดตามมากขึ้น อันดับของคุณก็จะค่อย ๆ เลื่อนขึ้นมาในหน้าแรก ๆ ของการค้นหา หากอันดับของคุณยังไม่มีการเลื่อนขึ้น บางที Keyword ที่คุณกำหนดขึ้นมา อาจมีคนใช้มากเกินไป คุณต้องปรับปรุงเนื้อหาให้ดี มีความน่าสนใจกว่าเดิม

การเริ่มต้นที่ดี นับเป็นชัยชนะก้าวแรก อย่ากลัวที่จะลองผิดลองถูก ทุกอย่างต้องอาศัยเวลา เช่นเดียวกับการทำ SEO แม้บทความที่คุณเขียนจะไม่มีข้อบกพร่อง เว็บไซต์ที่คุณสร้างดูดีไร้ที่ติ แต่เวลาเท่านั้นที่จะเป็นตัวผลักดันให้ผลงานของคุณติดอันดับในการค้นหา

การทำ SEO จึงกลายเป็นธุรกิจที่คนยุคใหม่หันมานิยม

เหตุผลที่โซเชียลมีเดียเป็นหัวใจของการทำ SEO

เหตุผลที่โซเชียลมีเดียเป็นหัวใจของการทำ SEO

หากพูดถึงการตลาดออนไลน์ โซเชียลมีเดียเป็นอีกกลยุทธ์ที่ไม่ควรมองข้าม เพราะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการทำ SEO การเขียนบทความและออกแบบเว็บไซต์ต้องเน้นความน่าเชื่อถือจึงมีรูปแบบที่เป็นทางการ แต่เครื่องมือทางสื่อสังคม โดยเฉพาะ Facebook ใช้ภาษาและเนื้อหาค่อนข้างเป็นกันเองจึงเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายอย่างง่ายดาย เนื้อหาคอนเทนต์ที่ถูกใจจะถูกแชร์ออกไปสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย เพิ่มโอกาสที่จะได้ลูกค้ารายใหม่ เพิ่มยอดขายและขยายตลาดต่อไป

เว็บมาสเตอร์ให้ความสำคัญกับโซเชียลมีเดียมากขึ้น เพราะธุรกิจทุกวันนี้มีการแข่งขันสูง วิธีการโฆษณาแบบดั้งเดิมไม่เพียงเสียค่าใช้จ่ายมาก แต่ยังถูกจำกัดการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและสายตาของคนทั่วไปด้วย เมื่อเพิ่มการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะ Facebook เป็นสื่อสังคมออนไลน์ที่เชื่อมต่อผ่านเครือข่ายเข้าถึงคนจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง

ทำไมถึงต้องเขียนเว็บไซต์ให้เป็นทางการ

เว็บไซต์จัดทำขึ้นเพื่อเสนอแหล่งข้อมูลที่มีประโยชน์และเชื่อถือได้ แนวทางการเขียนจึงเป็นทางการและขาดความมีชีวิตชีวา แตกต่างจากโซเชียลมีเดียที่มีส่วนแสดงความคิดเห็น ปุ่มแชร์แบ่งปันข้อมูล เพื่อส่งเสริมให้แบรนด์เป็นที่รู้จักและสร้างความใกล้ชิดกับลูกค้าในเวลาเดียวกัน ธุรกิจนับไม่ถ้วนที่แจ้งเกิดขึ้นจาก Facebook นั่นคือเหตุผลที่โซเชียลมีเดียถูกนำมาใช้ในการทำ SEO และกลายเป็นหัวใจสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความได้เปรียบของธุรกิจ วิธีการตลาดออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำเหมาะสำหรับผู้ประกอบการมือใหม่ที่ไม่ได้เป็นนักลงทุนกระเป๋าหนักและกำลังมองหาวิธีประหยัดต้นทุน

กลยุทธ์การโฆษณาทางสื่อสังคมออนไลน์ไม่เพียงลดภาระค่าใช้จ่ายเท่านั้น การแชร์ข้อมูลที่โดนใจผ่านโซเชียลมีเดียให้ประโยชน์ 2 ด้าน ด้านแรกคือเกิดการเข้าถึงลูกค้าในวงกว้าง ด้านที่สองคือยอด Like และยอด Follow เป็นตัวรับประกันความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ ทำให้คนคลิกลิงก์เข้าอ่านข้อมูลเพิ่มเติมในเว็บไซต์ เป็นจำนวนมาก ในมุมมองของผู้บริโภคพอใจการติดต่อผ่านโซเชียลมีเดียมากกว่า เพราะเป็นช่องทางที่สื่อสารโต้ตอบไม่ยุ่งยาก สามารถสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สินค้าหรือบริการได้ง่าย การใช้โซเชียลมีเดียมีการสื่อสารแบบอินเตอร์แอ็คทีฟตอบสนองรวดเร็วและสร้างความสัมพันธ์มากขึ้น ทำให้ลูกค้ามีแนวโน้มที่จะตัดสินใจซื้อหรือใช้บริการมากขึ้น

อิทธิพลในสื่อสังคมออนไลน์อย่าง Facebook และ Instagram มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจอย่างมาก ทำให้รู้ความต้องการและฟีดแบ็กจากลูกค้า ตลอดจนเข้าใจคีย์เวิร์ดที่ลูกค้าเลือกใช้เพื่อค้นหาสินค้าและบริการ สามารถนำความเห็นตอบกลับมาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อตรวจสอบกิจกรรมของลูกค้า สิ่งที่ชอบและไม่ชอบ ติดตามความสนใจของลูกค้าว่าตั้งเป้าหมายความต้องการเฉพาะไว้อย่างไร ช่วยให้เลือกคีย์เวิร์ดได้เจาะจงมากขึ้น รวมถึงทำคอนเทนต์เจาะความต้องการของกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ซึ่งเป็นเป็นพื้นฐานที่จะต่อยอดไปสู่กลยุทธ์อื่น ๆ ปัจจุบันโซเชียลมีเดียมีบทบาทสำคัญอย่างมาก สื่อออนไลน์เกิดขึ้นมาแข่งขันกันมากมาย การสร้างเนื้อหาคอนเทนต์จึงต้องมีคุณภาพและมีเอกลักษณ์โดดเด่นจริง ๆ พร้อมทั้งเลือกใช้เว็บไซต์และสื่อใหม่ควบคู่กันในการทำ SEO เพื่อให้มีคนติดตามอ่านจำนวนมาก ส่งผลให้ธุรกิจเกิดรายได้เติบโตอย่างที่ต้องการ

ทำไมถึงต้องเขียนเว็บไซต์ให้เป็นทางการ

กลยุทธ์การใช้ SEO เอาชนะแบรนด์ใหญ่ แม้งบประมาณจำกัด

กลยุทธ์การใช้ SEO เอาชนะแบรนด์ใหญ่ แม้งบประมาณจำกัด

บริษัทขนาดเล็กจำนวนมากไม่กล้าแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่ ด้วยเชื่อว่า Google นิยมจัดอันดับแบรนด์ดังและธุรกิจขนาดใหญ่ที่ทุ่มงบประมาณมหาศาลในการทำ SEO จึงพากันถอดใจกันไปเสียก่อน ความจริงแล้วการแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่แม้งบประมาณเพียงเล็กน้อยก็เป็นไปได้ หากรู้จักการทำตลาดอย่างสร้างสรรค์ดึงดูดลูกค้าให้สนใจสินค้าหรือบริการ ในฐานะธุรกิจขนาดเล็กจะสร้างเนื้อหาคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ ทำให้ลูกค้ามีความเข้าใจธุรกิจง่ายกว่าบริษัทขนาดใหญ่

หากใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบดังกล่าวเพิ่มประสิทธิในการค้นหาเพื่อเพิ่มจำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ ส่งผลให้ติดอันดับ SEO ในลำดับต้น ๆ ได้ ดังต่อไปนี้

1.วิจัยคำหลัก

บริษัทขนาดใหญ่มักจะให้ความสำคัญกับคีย์เวิร์ดปริมาณมากซึ่งใช้งบประมาณสูง บริษัทขนาดเล็กมีเงินทุนน้อย จำเป็นต้องลงลึกโดยเลือกวลีที่มีความหมายเฉพาะเจาะจง เช่น

-สถานที่น่าเที่ยวที่สุด ช่วงเดือนเมษายน
-กิจกรรม ต้องพาเด็กไปสัมผัสที่พัทยา
-ร้านอาหารที่สัตว์เลี้ยงเข้าได้ ในกรุงเทพฯ
-โรงแรมหรูสำหรับครอบครัว ในเชียงใหม่

จากตัวอย่างข้างต้น ลูกค้ามีโอกาสค้นเจอวลีเฉพาะเจาะจงว่า “ร้านอาหารที่สัตว์เลี้ยงเข้าได้ ในกรุงเทพฯ” โดยไม่ต้องแยกจัดอันดับคำหลัก 2 คำ คือ “ร้านอาหารในกรุงเทพฯ” และ “สัตว์เลี้ยงเข้าได้” การทำวิจัยคำหลักที่ดีจะนำทางผู้ชมค้นพบสิ่งที่ต้องการรวดเร็ว และส่งผลให้ธุรกิจขนาดเล็กมีศักยภาพการแข่งขันสูงในคราวเดียวกัน

2. เนื้อหาเฉพาะด้าน

นอกเหนือจากวิจัยคำหลักแล้ว ต้องสร้างเนื้อหาเฉพาะด้าน เขียนข้อมูลเชิงลึกเรียบเรียงโครงสร้างเนื้อหาที่ดี น่าอ่าน พร้อมทั้งตั้งชื่อบทความน่าสนใจ เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายที่มีโอกาสเป็นลูกค้าอย่างตรงไปตรงมา บทความที่ดียังช่วยให้อยู่อันดับที่ดีใน Google ด้วย ผู้เขียนคอนเทนต์จึงต้องมีความเชี่ยวชาญด้านการทำ SEO อย่างแท้จริง

3.การตลาดเชิงสร้างสรรค์

บริษัทขนาดใหญ่มีข้อจำกัดในการทำงาน การจะริเริ่มสิ่งใหม่ต้องผ่านการตัดสินใจหลายแผนก ผู้บริหารไม่ต้องการแบกรับความเสี่ยง ผู้ถือหุ้นก็ต้องการเห็นผลลัพธ์ที่ดีทุกครั้ง แตกต่างจากธุรกิจขนาดเล็กที่มักจะมีความคิดสร้างสรรค์ กล้าก้าวออกจากคอมฟอร์ตโซนลองทำสิ่งใหม่ ๆ โดยไม่กลัวว่าจะไม่สำเร็จ บางครั้งสิ่งที่ทำอาจไม่ได้ผล แต่จะเริ่มลองวิธีถัดไปอย่างรวดเร็วและอิสระ ถือเป็นความได้เปรียบอย่างหนึ่งและสร้างธุรกิจมีชื่อเสียงดึงดูดผู้ชมติดตามจำนวนมาก ส่งผลให้เว็บขึ้นหน้าแรกของ Google ได้เหมือนกัน

4.เติบโตแบบก้าวกระโดด

ธุรกิจขนาดใหญ่เคลื่อนตัวช้า ส่วนธุรกิจขนาดเล็กตัดสินใจง่าย สามารถตอบสนองลูกค้ารวดเร็วโดนใจกลุ่มเป้าหมายในทันที ธุรกิจขนาดเล็กมีแนวโน้มเติบโตรวดเร็วและกำลังก้าวขึ้นไปแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่ที่มีทุนสูงในการอัดโฆษณาสร้างกระแสนิยมในกลุ่มผู้บริโภค กิจการขนาดเล็กมีทางเลือกที่ฉลาดด้วยการนำเสนอบทความที่น่าสนใจโพสต์อย่างสม่ำเสมอ เป็นเทคนิคการทำตลาดที่ใช้งบประมาณน้อยแต่ดึงดูดความสนใจลูกค้าอย่างมาก ขณะเดียวกันควรอาศัยความคล่องตัวให้เป็นข้อได้เปรียบในการทำตลาดดิจิทัลแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่ ๆ

ผู้ประกอบการ SME สามารถนำเทคนิค SEO พื้นฐานไปใช้เสริมจุดแข็งและแย่งความสนใจจากคู่แข่งโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนมากมายเกินตัว

เทคนิค SEO พื้นฐานไปใช้เสริมจุดแข็ง

การตลาดออนไลน์แบบ SEO คืออะไร อยากประสบความสำเร็จต้องอ่าน

ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการทำการตลาด

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเทคนิคการตลาดออนไลน์ที่นิยมมากทั่วโลกในปัจจุบัน เนื่องจากทำให้เว็บไซต์ถูกสืบค้นได้ง่ายไม่ว่าจะใน Yahoo หรือ Google ซึ่งส่งผลดรต่อจำนวนลูกค้าประจำและยอดขาย ทั้งยังทำให้ขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้น

ในบทความนี้ เราจึงได้รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการทำการตลาดด้วย SEO มาฝากกัน เพื่อให้ทุกท่านได้นำไปปรับใช้ให้ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วในธุรกิจออนไลน์

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นมีเป้าหมาย เพื่อให้เว็บไซต์ของคุณถูกจัดให้อยู่ในอันดับคุณภาพสูงเมื่อมีการสืบค้นด้วยคีย์เวิร์ดหนึ่ง ๆ ซึ่งการจัดอันดับของ Google, Bing และ Yahoo จะใช้การวิเคราะห์คำนวณของระบบ algorithm หรือ AI ซึ่งจะพิจารณาในด้านต่าง ๆ ดังนี้

1. ผลิตเนื้อหาหรือ content SEO ที่มีคุณภาพ โดยต้องมีการใส่ keyword ที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายทางธุรกิจของคุณ นิยมค้นหาผ่านหน้าต่างการสืบค้นกระจายทั่วไปทั้งบทความ แต่เฉลี่ยแล้วถ้าบทความยาวไม่เกิน 500 คำ ก็จะไม่ควรมีคีย์เวิร์ดเดียวกันซ้ำเกิน 3 ครั้ง

2. ใช้ keyword เดียวกันกับข้อแรก สร้างคลิปวิดีโอสาธิตการใช้สินค้าที่คุณจำหน่าย หรือถ่ายทำรีวิวสินค้าจากผู้มีประสบการณ์จริง ซึ่งจะทำให้มีความเป็นเอกลักษณ์ สร้างความจดจำให้ผู้บริโภค ซึ่งส่งผลให้เว็บไซต์ของคุณได้รับความสนใจจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากยิ่งขึ้น

3. ออกแบบเว็บไซต์ให้มีความสวยงาม เน้นความเรียบหรูแต่ดูเป็นมืออาชีพ โดยเลือกสีสันที่ไม่ฉูดฉาดมากเกินไป 2 หรือ 3 สี เพื่อให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ดูทันสมัย

4. ควรทำเว็บไซต์ให้ใช้งานได้ง่าย ทั้งทางหน้าจอคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะและโทรศัพท์มือถือ เพื่อให้สัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้งานจริงของคนส่วนใหญ่ที่นิยมพกพาโทรศัพท์มือถือ เพื่อสืบค้นข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งการหาซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ในแทบทุกสถานที่

5. สร้างลิงก์เพื่อเชื่อมโยงเว็บไซต์ทางธุรกิจของคุณเข้ากับเว็บไซต์ภายนอกหลายแห่ง เพื่อเกิดการผลักดันให้มียอดขายสูงขึ้นร่วมกัน เช่น ถ้าคุณขายสินค้าออร์แกนิก ก็อาจสร้างความร่วมมือกับเพจหรือเว็บไซต์ที่ขายสินค้าเพื่อสุขภาพ เมื่อมีลูกค้าเข้ามาชมข้อมูลจากเว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่ง ก็จะทำให้อีกเว็บไซต์มีโอกาสในการขายสินค้าเพิ่มขึ้นได้

6. แปะลิงค์ไว้เว็บไซต์ตามห้องแชทต่าง ๆเช่น ห้องพันทิป สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่ตรงกับสินค้าคุณมากที่สุด จะทำให้มีโอกาสขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ วิธีนี้จะทำให้ได้รับความสนใจและมียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้นในระยะยาว

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO สำคัญอย่างยิ่งต่อธุรกิจออนไลน์ยุคใหม่ ให้ประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ผู้ซื้อและผู้ขายมักใช้ช่องทางการสืบค้นสินค้าที่ต้องการทาง search engine ตลอด 24 ชั่วโมง

การตลาดออนไลน์แบบ SEO คืออะไร อยากประสบความสำเร็จต้องอ่าน

5 เทคนิคการทำ SEO ด้วยตัวเอง

เคล็ดลับการทำ SEO ด้วยตัวเองเพื่อประหยัดงบ

5 เทคนิคการทำ SEO ด้วยตัวเอง

จากภาวะเศรษฐกิจซบเซาทั่วโลกอย่างที่เป็นทุกวันนี้ คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ถ้าจะใช้งบประมาณสูงในการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ การโฆษณาจะใช้เงินและเวลา ยิ่งมีการลงทุนมากยิ่งมีความเสี่ยงสูง การทำ SEO จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะกับธุรกิจในยุคปัจจุบัน หลักการในเบื้องต้นไม่ยากที่จะเข้าใจ ลองใช้เคล็ดลับการทำ SEO ด้วยตัวเองเพื่อปรับปรุงการจัดอันดับบน Google ให้ดีขึ้นได้และประหยัดงบประมาณด้วย ดังต่อไปนี้

5 เทคนิคการทำ SEO ด้วยตัวเอง

1.สิ่งแรกที่ควรทำคือมองหาคีย์เวิร์ดหลักที่ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย เคล็ดลับคือคิดในมุมมองของลูกค้าว่าจะใช้คำหรือวลีแบบไหนค้นหาสินค้าหรือบริการ หลีกเลี่ยงศัพท์แสงอุตสาหกรรมซึ่งคนทั่วไปไม่รู้จัก มีเครื่องมือวิจัยคำหลักทั้งแบบฟรีและจ่ายเงินซึ่งช่วยให้ขั้นตอนนี้ง่ายขึ้น ประกอบกับมองหาคีย์เวิร์ดที่เว็บไซต์คู่แข่งทางธุรกิจใช้แล้วประสบความสำเร็จ รวมถึงเว็บไซต์ที่ไม่เกี่ยวข้องด้วย เพื่อให้เข้าใจการแข่งขันในออนไลน์ และพบคำค้นหาที่น่าสนใจเพื่อดึงดูดลูกค้าได้ดีขึ้น นอกจากนี้ควรศึกษาความคิดเห็นในสื่อสังคมออนไลน์เพื่อเรียนรู้พฤติกรรมของลูกค้า เข้าใจในสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ ดูว่าลูกค้าคิดอะไร พอใจอะไร มักจะพบคำไหนเป็นคีย์เวิร์ดหลักในการค้นหา

2.หลังจากระบุคำค้นหาที่เหมาะกับการทำ SEO ได้แล้ว ควรวางแผนว่าจะใส่คีย์เวิร์ดไว้ในส่วนไหนของเว็บไซต์ โดยระบุหน้าต่างๆในเว็บไซต์ กระจายคีย์เวิร์ดบนหน้าเว็บ ทั้งด้านบน กลางและล่าง ใส่คำหลักที่มีลำดับความสำคัญสูงสุดไว้ตรงชื่อบทความด้วย พร้อมกับใส่ลิงก์หน้าเว็บที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเว็บไซต์ สำหรับคีย์เวิร์ดแบบหลายคำและเจาะจงมาก เช่น วิธีขจัดคราบสกปรกจากรถ หรือสถานที่ซื้อรองเท้ามือสอง ในบล็อกโพสต์และหน้าคำถามที่พบบ่อย ช่วยให้กลุ่มเป้าหมายพบสิ่งที่ต้องการเร็วขึ้น

3.การทำ SEO ด้วยตัวเองอาจไม่มีประสิทธิภาพมากพอเท่ากับจ้างมืออาชีพทำให้ แต่ก็มีวิธีอื่นๆ ที่ช่วยเพิ่มการเข้าชมเว็บไซต์ได้ โดยเฉพาะการเชื่อมต่อเนื้อหาบทความกับโซเชียลมีเดีย เช่น Twitter, Facebook, LinkedIn, Instagram, Pinterest เป็นต้น ช่วยให้เชื่อมต่อกับลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายในวงกว้างมากขึ้น สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของ SEO ในระยะยาว

4.เจ้าของธุรกิจควรอัปเดตข้อมูลในเว็บไซต์สม่ำเสมอ แต่ไม่จำเป็นต้องโพสต์เนื้อหาใหม่ทุกวัน เลือกระยะเวลาอัปเดตข้อมูลใหม่ทุกสัปดาห์หรืออย่างน้อยเดือนละครั้ง จะเห็นบทความสั้นๆ หรือโพสต์ภาพข่าวที่มีคำอธิบายเป็นข้อความสั้นๆ รวมถึงคลิปวิดีโอที่มักจะดึงดูดผู้ชมมากที่สุด ศึกษาว่าการเผยแพร่เนื้อหาแบบไหนที่ตรงใจกลุ่มเป้าหมายและปรับวิธีการสื่อสารให้เข้ากับพฤติกรรมการบริโภคมากขึ้น

5.สุดท้ายคือการทำคอนเทนต์ต่างๆ ควรตอบสนองการใช้งานบนสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตซึ่งสอดคล้องกับการใช้งานของผู้บริโภคสมัยนี้ ไฟล์ทุกอย่างจึงต้องโหลดเร็ว เนื้อน่าสนใจ ดูและอ่านได้ง่ายบนหน้าจออุปกรณ์พกพา เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ที่ดีและพอใจจะเข้ามาใช้เว็บไซต์นั้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งหมดนี้เป็นหลักการพื้นฐานที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้เริ่มต้นและเรียนรู้ทำได้ด้วยตัวเอง

เคล็ดลับการทำ SEO ด้วยตัวเองเพื่อประหยัดงบ

นักธุรกิจออนไลน์ควรรู้ SEO กับ SEM ต่างกันอย่างไร

นักธุรกิจออนไลน์ควรรู้ SEO กับ SEM ต่างกันอย่างไร

การทำธุรกิจออนไลน์ ถ้าต้องการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ในหน้าต่างของ Search Engine ก็ต้องใช้วิธี SEO และ SEM ซึ่งมีความแตกต่างกัน แต่ก็เป็นที่นิยมในปัจจุบันทั้งคู่ ซึ่งเราได้รวบรวมสิ่งที่ควรรู้มาไว้ที่นี่แล้ว

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นการทำใน 2 ส่วน คือ Off-Page SEO และ On-Page SEO โดย Off-Page SEO คือการสร้างลิงก์เชื่อมโยงจากเว็บไซต์ภายนอก ขยายฐานลูกค้าที่สืบค้นหาข้อมูล เช่น คุณขายเครื่องกรองน้ำในเว็บไซต์ หากสามารถโพสต์ตอบคำถามที่มีคนสงสัยเกี่ยวกับเครื่องกรองน้ำและให้ลิงก์ในห้องแชทต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ที่สนใจเข้ามาหาข้อมูลเพิ่มเติมในเว็บไซต์ของคุณ ก็จะทำให้สามารถขายสินค้าได้มากขึ้น

ส่วน On-Page SEO หมายถึง การปรับในส่วนเนื้อหาของเว็บไซต์ ที่ต้องใส่บทความที่มีประโยชน์ เช่น วิธีการเลือกเครื่องกรองน้ำ วิธีทำความสะอาดเครื่องกรองน้ำ เป็นต้น ซึ่งการอัปเดตข้อมูลที่สม่ำเสมอและมีเนื้อหาที่ถูกต้องจะช่วยให้ลูกค้าที่ติดตามอ่านบทความในเว็บไซต์คุณได้รับประโยชน์และทำให้อันดับในการสืบค้นที่ระบบของ Search Engine วิเคราะห์เพิ่มขึ้นด้วย

การทำ SEO จึงเป็นการประชาสัมพันธ์ที่นิยมมาก เพราะสามารถทำได้ด้วยตัวเองไม่ต้องเสียค่าโฆษณา แต่ก็ต้องใช้ระยะเวลาในการเก็บสะสมข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ Search Engine ของ Yahoo และ Google ทำการประมวลผลอย่างน้อย 2 เดือนขึ้นไป

ในส่วนของ SEM หรือ Search Engine Marketing จะเป็นการโฆษณาเว็บไซต์โดยการซื้อพื้นที่โฆษณาด้านบนของหน้าต่างการสืบค้นแบบที่ไม่ต้องใช้เวลามาก ไม่ต้องใช้เวลาหลายเดือนในการสะสมบทความบนเว็บไซต์ของคุณ เพราะการทำ SEM สามารถทำได้ง่ายและสะดวก ซึ่งเจ้าของเว็บไซต์สามารถประมูลพื้นที่โฆษณาได้ด้วยตัวเอง (โดยจะแข่งขันกับบริษัทอื่น ๆ ที่ต้องการพื้นที่โฆษณาตำแหน่งบน ๆ ด้วยคีย์เวิร์ดเดียวกัน) และทำการจ่ายเงินทุกครั้งที่มีผู้สนใจคลิกเข้ามาดูข้อมูลหรือที่เรียกว่า เป็นการจ่ายแบบ Pay Per Click

การทำ SEM จึงทำให้มีโอกาสเพิ่มการขายได้อย่างรวดเร็ว สร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มเป้าหมายได้ดีขึ้นและเพิ่มรายได้เป็นจำนวนมากในเวลาสั้น ๆ โดยจะมีลูกค้ามาคลิกตาม Link โฆษณาของคุณได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่อย่างไรก็ตามหากไม่ทำการโฆษณาอย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้ยอดการขายลดลงได้เช่นกัน

จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าการทำ SEO และ SEM เป็นเทคนิคการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ที่มีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน ซึ่งสามารถทำทั้งสองแบบไปพร้อม ๆ กันได้ เพื่อให้มีลูกค้าติดตามและเพิ่มยอดขายได้มากในระยะยาว ซึ่งในปัจจุบันนอกจากการทำเองแล้ว ยังสามารถจ้างบริษัททำ SEO และ SEM ได้ด้วย

นักธุรกิจออนไลน์ควรรู้ SEO กับ SEM ต่างกัน

กลยุทธ์การตลาด SEO ที่ทุกคนควรรู้

กลยุทธ์การตลาด SEO ที่ทุกคนควรรู้

การทำ SEO เป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับธุรกิจในโลกออนไลน์ปัจจุบัน เพราะมีผู้ค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตเพื่อซื้อสินค้าและบริการตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้นหากเว็บไซต์ใดมีอันดับดีในการจัดเว็บไซต์ตามเกณฑ์ที่ search engine กำหนดแนวทางไว้ ก็จะทำให้สามารถขายสินค้าและบริการได้มากขึ้น

กลยุทธ์การทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ที่ทุกคนควรรู้มีดังนี้

1. โครงสร้างของเว็บไซต์ต้องเหมาะสม

การทำโครงสร้างของเว็บไซต์ SEO เป็นสิ่งที่จำเป็นเพราะเกี่ยวข้องกับความประทับใจของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหากเว็บไซต์ใช้งานง่าย มีความสวยงาม มีการแยกหมวดหมู่ที่ชัดเจน เช่น หมวดของเนื้อหา หมวดการโฆษณา ฯลฯ จะทำให้ลูกค้าจดจำเว็บไซต์ได้ดียิ่งขึ้น แล้วก็ทำให้มีโอกาสกลับมาใช้บริการได้ซ้ำอีก ทำให้สามารถเพิ่มยอดการขายที่ดีในระยะยาวด้วย

2. แก้ไขเพจและปรับปรุงคุณภาพ

ผู้ทำเว็บไซต์ SEO ควรจะเอาหน้าเพจที่ไม่จำเป็นออกไป เช่น เพจที่มีบทความเนื้อหาที่น้อยกว่า 500 คำ และเป็นบทความที่ขาด keyword ที่ดี หรือไม่ได้ช่วยให้ยอดขายของสินค้าและบริการขายดีขึ้น

ซึ่งสามารถศึกษาได้จาก Google analytics ที่ Google ได้ทำเป็นเครื่องมือไว้ในการวิเคราะห์ ว่าเพจใดลูกค้าเข้ามาอ่านหรือว่าศึกษาข้อมูลมาก หรือใช้เวลาในเพจใดมากกว่ากัน เพื่อให้เจ้าของธุรกิจสามารถนำไปปรับปรุงในการผลิตบทความและสื่อที่มีเนื้อหาและสีสันที่ถูกใจกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

3. ปรับแก้ความเร็วของหน้าเพจ

ด้านความเร็วเป็นปัญหาในส่วนของเทคนิคคอมพิวเตอร์ที่มักจะเกิดจากการมี hosting ที่ไม่เหมาะสมหรือเซิร์ฟเวอร์เกิดปัญหาเว็บไซต์ล่ม ไม่สามารถจะอัพโหลดข้อมูลจากเจ้าของธุรกิจได้ ไม่สามารถที่จะส่งอีเมล์จากลูกค้ามายังเจ้าของธุรกิจได้ ทำให้ธุรกิจได้รับความเสียหาย ลูกค้าเกิดความไม่ประทับใจ ทำให้เสียคู่แข่งไปให้ธุรกิจเจ้าอื่น หากมีปัญหานี้ต้องรีบแก้ไขโดยเร็ว

4. การสร้าง Link เชื่อมโยง

การสร้าง Link เชื่อมโยงมาจากเว็บไซต์ภายนอก ซึ่งอาจเป็นเว็บไซต์ข้อมูลจากต่างประเทศที่มีเนื้อหาน่าสนใจ เมื่อนำมาเชื่อมโยงกัน ก็จะทำให้เว็บไซต์ของคุณนั้นจะได้รับความน่าเชื่อถือ ทำให้มีลูกค้าที่กว้างขึ้นที่มาซื้อสินค้าและบริการ

5. ปรับการตั้งชื่อ

ชื่อของเพจแต่ละหน้า หรือ URL address ควรจะต้องมี keyword ที่เหมาะสมและเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ เพราะถ้าใช้ภาษาไทยก็จะมีการผิดพลาดในการเขียนสระ วรรณยุกต์ พยัญชนะได้ ทำให้ไม่สามารถเชื่อมโยงลิงค์ แล้วเกิด Error ซึ่งจะส่งผลต่อความประทับใจของลูกค้า อาจทำให้ลูกค้าไม่มาใช้เว็บไซต์

การทำกลยุทธ์ SEO สามารถศึกษาทำด้วยตัวเองก็ได้หรืออาจจะจ้างบริษัทที่มีผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะในการทำทั้งนี้ก็ควรเลือก hosting ที่มีคุณภาพ จะทำให้มีโอกาสในการสร้างยอดขายและเพิ่มจำนวนลูกค้าได้มากขึ้นแน่นอน

กลยุทธ์การตลาด SEO ที่ควรรู้

พัฒนาเว็บไซต์ SEO หรือ โฆษณาของ AdWords อย่างไหนดีกว่ากัน

พัฒนาเว็บไซต์ SEO หรือซื้อโฆษณาของ AdWords อย่างไหนดีกว่ากัน

การแข่งขันในธุรกิจออนไลน์ในปัจจุบัน เรียกได้ว่าต้องแข่งทั้งกับเวลาและคุณภาพของสินค้า และที่สำคัญคือการโปรโมตเว็บไซต์ขายสินค้าและบริการในช่องทางออนไลน์ที่ต้องส่งสารถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายโดยเร็วและโดนใจที่สุด จึงเป็นที่มาของคำถามในใจหลายท่านว่าจะพัฒนาเว็บไซต์ให้มีคุณสมบัติ SEO หรือจะซื้อโฆษณาผ่าน google AdWords ดีกว่ากัน ในวันนี้เราจึงไว้รวบรวมข้อดีข้อเสียของทั้งสองแบบไว้ให้ ดังนี้

พัฒนาเว็บไซต์ SEO หรือซื้อโฆษณาของ AdWords

การพัฒนาเว็บไซต์ SEO คือ อะไร

เป็นการใส่คีย์เวิร์ด SEO ในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ พร้อมกับการปรับปรุงส่วนโครงสร้างของเว็บไซต์ให้สอดคล้องตามหลักเกณฑ์ของ search engine อย่าง google ที่แนะนำไว้ เพื่อให้เพิ่มโอกาสในการถูกวิเคราะห์และจัดอันดับให้ขึ้นสู่เพจหรือเว็บไซต์ต้น ๆ ที่มีเนื้อหาตอบโจทย์ความสนใจของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย

การโฆษณาผ่าน AdWord คือ อะไร

เป็นการที่คุณเสียค่าโฆษณาให้กับ search engine เช่น google กรณีที่มีผู้ชมเข้ามาคลิกที่โฆษณา (จะยกเว้นการจ่ายเงินกรณีที่ไม่มีคนคลิก) หากคุณเลือกวิธีการนี้จะทำให้เว็บไซต์ของคุณถูกแสดงขึ้นในอันดับต้น ๆ ของหน้าต่างการสืบค้นได้ ซึ่งหลายแบรนด์ทั่วโลกนิยมใช้วิธีนี้จน ทำให้ google มีรายได้มหาศาลจากการขายพื้นที่โฆษณา

เปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของการพัฒนาเว็บไซต์ SEO และการทำ AdWord

พัฒนาเว็บไซต์ SEO หรือซื้อโฆษณาของ AdWords

การทำทั้งสองแบบที่กล่าวมาต่างเป็นที่นิยม และมีข้อเด่นข้อด้อยต่างกันไป ดังนี้

1. การทำ SEO จำเป็น ต้องมีความสม่ำเสมอ และใช้ระยะเวลาในการปรับปรุงทั้งส่วนโครงสร้าง การสร้างบทความ หรือเนื้อหา content ที่น่าสนใจและตรงใจผู้อ่าน ส่วนการทำ AdWords จะใช้เวลาสั้นกว่า เป็นการเลือกทำเลที่ดีที่สุดในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างรวดเร็ว

2. ค่าใช้จ่ายในการทำ SEO จะมีทั้งส่วนของการจ้างปรับโครงสร้างให้แก่ทีมพัฒนาเว็บไซต์ที่คุณเลือกได้เอง และส่วนของการผลิต content SEO ที่มีคุณภาพตามที่คุณต้องการ ส่วนการทำ adwords จะเสียเงินให้ search engine อย่าง google ต่อเมื่อมีผู้คลิกเข้ามาผ่านช่องทางโฆษณานั้น

3. การทำ SEO จำเป็นต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากระบบ algorithm ของ search engine สามารถวิเคราะห์และตรวจสอบความเป็นปัจจุบันของเว็บไซต์ได้ ให้เว็บไซต์ใดมีคุณภาพและมีการอัพเดตอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ ก็จะมีโอกาสสูงในการเข้าสู่อันดับต้น ๆ ของหน้าต่างการสืบค้นได้ยาวนานกว่าการใช้ AdWords ที่มีโอกาสขึ้นและลงจากตำแหน่งต้น ๆ ได้

จะเห็นได้ว่า การทำ ทั้ง SEO และ adwords เป็นเทคนิคในการสร้างฐานลูกค้าให้เข้ามาชมข้อมูลของสินค้าและบริการในเว็บไซต์ของคุณได้ โดยมีจุดเด่นและจุดด้อยที่ต่างกันไป คุณจึงควรพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนการเลือกวิธีการใด หรือการใช้ทั้งสองวิธีร่วมกันก็ไม่ผิดกติกา