เนื้อหา SEO 6 ประเภท ที่คุณทำได้เลยทันที

เนื้อหา SEO 6 ประเภท ที่คุณทำได้เลยทันที

เนื้อหาหรือ content นั้นมีหลายประเภท ไม่ได้มีแค่เนื้อหาประเภทบทความเท่านั้น ซึ่งการทำเนื้อหาออกมาได้หลากหลาย จะเป็นการนำเสนอข้อมูลที่ช่วยให้คนอ่านไม่เบื่อและทำให้ข้อมูลถูกนำเสนอออกมาได้อย่างน่าสนใจหรืออ่านง่ายขึ้นอีกด้วย ถ้าอยากรู้ว่ามีเนื้อหาแบบไหนบ้าง เรามาดูกันเลยดีกว่า

เนื้อหา SEO แบบไหน ที่ควรทำ

Infographic – เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณต้องการนำเสนอข้อมูลที่มีเนื้อหาเยอะ ทั้งตัวหนังสือ รูปภาพ กราฟหรือแผนภูมิ คุณสามารถใช้ infographic เป็นตัวช่วยได้ เพราจะทำให้คนอ่านกวาดสายตาได้ง่ายกว่า แม้ว่า infographic จะใส่คีย์เวิร์ด SEO ลงในคำอธิบายและชื่อรูปภาพได้น้อย แต่ทำให้คนอ่านอยากติดตามได้

Guide – การใช้เนื้อหาประเภท guide หรือประเภท how to จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณดูมีความเชี่ยวชาญทางด้านนั้น ๆ แล้วยังสร้างประโยชน์ให้กับคนที่กำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับหัวข้อที่คุณกำลังเขียนด้วยนะ โดยนักการตลาดหลายคนใช้เนื้อหาประเภทนี้ในการเพิ่ม traffic และทำ lead generation ด้วยเหมือนกัน แล้วยังสามารถใส่คีย์เวิร์ดได้เหมือนกับบทความทั่วไปที่ประกอบไปด้วยตัวหนังสือและรูปภาพอีกด้วย

Video – การใช้เนื้อหาประเภท video อาจทำให้คุณไม่สามารถใส่คีย์เวิร์ดลงในเนื้อหาเหมือนบทความได้เช่นเดียวกับ infographic แต่สิ่งที่เนื้อหาประเภท video สามารถช่วยได้คือ การดึงดูดกลุ่มเป้าหมายได้ดีกว่าบทความเพราะมีทั้งภาพและเสียง ซึ่งคุณสามารถทำ SEO ได้ด้วยการใส่คีย์เวิร์ดลงไปใน description ของ video หรือจะเป็น hashtag ก็ได้

Directory – เนื้อหาประเภท directory มีประโยชน์ตอนที่คุณต้องการสร้าง external link ให้ link ไปในเว็บไซต์อื่น หรือต้องการให้เว็บไซต์อื่น link มาที่เว็บไซต์ของคุณ ซึ่งภายในเนื้อหาจะเป็นการพูดถึงข้อมูลและให้แหล่งข้อมูลเอาไว้เพื่อให้คนอ่านได้คลิกเข้าไปนั่นเอง ซึ่งคุณสามารถใส่คีย์เวิร์ด SEO ได้ตามความเหมาะสมได้เลย

List – บทความประเภท list ที่ย่อยเนื้อหาออกมาเป็นข้อ ๆ จะทำให้คนอ่านอ่านเนื้อหาได้ง่ายขึ้นด้วยการกวาดสายตา อีกทั้งคุณยังสามารถตั้งชื่อหัวข้อเป็นตัวเลขให้คนอ่านรู้ล่วงหน้าก่อนคลิกเข้ามาอ่านได้ด้วย เช่น 10 ช่องทางหารายได้เสริมสำหรับมนุษย์ออฟฟิศ เห็นไหมว่าดูน่าอ่านและชื่อหัวข้อก็ดึงดูดมากกว่าการใช้ตัวหนังสือเพียงอย่างเดียว

Slide show – หลายครั้งการย่อยข้อมูลนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป ซึ่งการใช้รูปภาพเข้ามาช่วยคั่นและแบ่งเป็นหน้า ๆ ก็สามารถช่วยให้การนำเสนอข้อมูลนั้นดูไม่น่าเบื่อเกินไปด้วยนะ ซึ่งการแทรกคีย์เวิร์ด SEO นั้นจะเป็นส่วนของชื่อไฟล์หรือชื่อ slide แต่ละหน้านั่นเอง

ทีนี้ก็ถึงตาคุณแล้วล่ะว่าจะเลือกใช้วิธีการนำเสนอเนื้อหาประเภทไหนเข้ามาช่วยเป็นวิธีการนำเสนอข้อมูลให้กับคนอ่านของคุณได้ติดตาม แล้วมาบอกกันด้วยนะว่าเนื้อหาแบบไหนที่แฟน ๆ ของคุณชอบอ่านบ้าง

เนื้อหา SEO แบบไหน ที่ควรทำ

การโฆษณาในยุคนี้ ทำอย่างไรคุ้มค่าที่สุด

การโฆษณาในยุคนี้ ทำอย่างไรคุ้มค่าที่สุด

ด้วยยุคสมัยนี้การติดต่อสื่อสารกันจะทำบนโลกอินเทอร์เน็ตกันแล้วทั้งนั้น ในบทความนี้จึงขอไม่พูดถึงช่องทางการโฆษณาที่เป็นออฟไลน์เนื่องจากหมดสมัยไปแล้ว (แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ได้ผล เพียงแต่ไม่นิยม) ซึ่งการทำโฆษณาในช่องทางออนไลน์ก็มีด้วยกันหลายวิธีเช่น Bing Ads, Facebook Ads, Twitter, Instragram เป็นต้น หรือแม้แต่ในช่องทาง Market Place ออนไลน์อย่าง Lazada, Shopee ก็ได้รับความนิยมไม่น้อย แต่วิธีไหนล่ะที่เป็นวิธีที่คุ้มค่าที่สุด

ขอแยกรูปแบบการโฆษณาออกเป็น 2 รูปแบบดังนี้

การโปรโมทแบบใช้เงิน เป็นรูปแบบที่นิยมมากในช่วง 6 – 7 ปีที่ผ่านมา จุดเด่นของการโปรโมทแบบใช้เงินคือได้ผลตอบรับที่รวดเร็วมาก ธุรกิจจะเติบโตแบบก้าวกระโดดเนื่องจากการโฆษณาที่แต่ละครั้งมีประสิทธิภาพ ตรงกลุ่มเป้าหมาย อย่างการโฆษณาบน Facebook Ads , Google Ads , การโฆษณาบน BumQ และ Nipa เป็นต้น หรือแม้แต่การจับมือกับเว็บช้อปปิ้งดัง ๆ อย่าง Lazada, Shopee วิธีการเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคได้เห็นสินค้าผ่านหน้าจอมือถือได้โดยง่าย

การโปรโมทแบบไม่ใช้เงิน แน่นอนว่าเราจะสร้างธุรกิจโดยไม่ใช้เงินลงทุน ก็ต้องใช้แรงและความพยายามแทน ผู้ที่จะโปรโมทโฆษณาแบบไม่ใช้เงินอาจจะต้องศึกษากลยุทธ์และวิธีการทำตลาดออนไลน์มากกว่าแบบใช้เงินมากหน่อย เพื่อให้การลงโฆษณาของเราสัมฤทธิ์ผล โดยการโปรโมทแบบไม่ใช้เงินจะมีหลากหลายวิธีเช่น การสร้าง Content ใน Facebook , Line , Twitter หรือการทำ SEO ก็เป็นหนึ่งในวิธีการโปรโมทแบบไม่ใช้เงินที่ดีมากวิธีหนึ่ง โดยการทำ SEO คือวิธีที่จะดันให้เว็บไซต์ของเราไปอยู่ในอันดับต้น ๆ บน Search Engine อันดับหนึ่งอย่าง Google เป็นต้น ด้วยวิธีนี้ไม่จำเป็นต้องเสียงบประมาณการโฆษณาแต่อย่างใด ขอแค่มีบทความคุณภาพ ดึงดูดใจผู้อ่านได้ ก็สามารถทำ SEO ได้แล้ว

ถ้าจะถามว่าเราอยากโปรโมทแบบไหนระหว่างเสียเงินกับไม่เสียเงิน แน่นอนว่าใคร ๆ ก็ไม่อยากเสียเงินกันทั้งนั้น แต่การโปรโมทแบบไม่เสียเงิน ผู้ทำโฆษณาจะต้องรู้ลึกรู้จริงเกี่ยวกับเทคนิคที่จะทำให้ผู้บริโภคได้มีส่วนร่วมกับสิ่งที่เราต้องการจะนำเสนอ

อย่างการทำ SEO ถือเป็นวิธีการโปรโมทแบบไม่เสียเงินที่คุ้มค่ามากที่สุดวิธีหนึ่ง เพียงแค่เราสามารถสร้างบทความคุณภาพตามหลักการทำ SEO ได้อย่างถูกต้อง รับรองเลยว่าประสิทธิภาพไม่ด้อยไปกว่าการโปรโมทแบบเสียเงินอย่างแน่นอน เพียงแต่ต้องอาศัยความพยายามมากกว่า ซึ่งตรงนี้เองที่เป็นข้อดีของการทำ SEO เพราะความสำเร็จจะงอกเงยได้ก็เนื่องมาจากการที่เราศึกษาพฤติกรรมของลูกค้า เราจะได้รู้จักความรู้สึกจริง ๆ เข้าใจรสนิยมของผู้บริโภค

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเอามาต่อยอดเป็นการสร้างโฆษณาที่มีประสิทธิภาพ ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดีนั่นเอง

ขอแยกรูปแบบการโฆษณาออกเป็น 2 รูปแบบ

How to เขียนบทความ SEO ให้น่าอ่าน

How to เขียนบทความ SEO ให้น่าอ่าน

การเขียนบทความเป็นหลักพื้นฐานในการทำ SEO ที่นักการตลาดรู้อยู่แล้วว่าสามารถเพิ่ม Traffic ให้กับเว็บไซต์ได้ โดยพื้นฐานแล้วการเขียนบทความ SEO ที่ดี ต้องมีองค์ประกอบ ดังนี้

มีจำนวนคำที่เหมาะสม คือ ต้องไม่ใช่บทความที่สั้นเกินไป เนื่องจากการเขียนอธิบายเกี่ยวกับเรื่องใดสักเรื่องให้คนอ่านเข้าใจควรอยู่ที่ประมาณ 300 คำขึ้นไป

ใช้จำนวน Keyword ในปริมาณที่เหมาะสม เนื่องจากการใช้ Keyword ที่มากเกินไปแม้จะเป็น Keyword ที่ดีก็อาจทำให้บทความนั้นอ่านไม่รู้เรื่องและยังเปรียบเสมือนการสแปม Keyword ด้วย

การใช้รูปภาพควรสอดคล้องกับเนื้อหาภายในเว็บไซต์และต้องใช้ Keyword ในการอธิบายภาพ (Alt image) ด้วย รวมถึงการเซฟไฟล์ภาพควรใช้ Keyword เพื่อให้ภาพบนเว็บไซต์มีโอกาสติด Search Engine image ด้วย

แน่นอนว่าเหล่านักการตลาดออนไลน์ย่อมทำตามหลักการพื้นฐานในการทำ บทความ SEO แต่หากบทความไม่น่าอ่านก็อาจทำให้เว็บไซต์ไม่ติดอันดับบน Search Engine ได้ ซึ่งวิธีเขียนบทความ SEO ให้น่าอ่าน สามารถทำได้ ดังนี้

วิธีเขียนบทความ SEO ให้น่าอ่าน

แบ่งเนื้อหาภายในบทความออกเป็นส่วน ๆ โดยการแบ่งวรรคที่ช่วยให้คนอ่านสามารถจับเนื้อหาได้ง่ายควรอยู่ที่ประมาณ 3 – 5 บรรทัด เพราะสัดส่วนดังกล่าวจะทำให้เนื้อหาของบทความไม่แน่นเกินไปจนจับประเด็นได้ยาก

แบ่งเนื้อหาเป็น Bullet เป็นวิธีที่ช่วยย่อเนื้อหาให้อ่านง่ายขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้อ่านที่ไม่มีเวลาอ่านเนื้อหาทั้งหมด

เขียนคำอธิบายบทความสั้น ๆ ในบรรทัดถัดจากหัวข้อบทความ เพื่อให้ผู้ที่คลิกเข้ามาอ่านบทความได้ทราบถึงขอบเขตของเนื้อหาคร่าว ๆ ว่าเป็นเนื้อหาที่ผู้อ่านกำลังสนใจหรือไม่ ซึ่งในการเขียนคำอธิบายบทความ ควรใช้ความยาวไม่เกิน 1 – 2 บรรทัด โดยอาจใช้ประโยคสำคัญของเนื้อหาเพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้อ่านก็ได้

เรียบเรียงเนื้อหาให้ดี เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน การเขียนบทความที่ดีควรมีการวางแผนการเขียนคร่าว ๆ เพื่อให้เกิดการเรียบเรียงเนื้อหาเป็นลำดับเนื่องจากบทความที่มีจำนวนคำมาก ๆ ผู้เขียนอาจเกิดความสับสนได้หากไม่วางแผนให้ดีเพื่อไม่ให้ผู้อ่านเกิดความสับสน

สะกดคำถูกต้อง การสะกดคำเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถทำให้ผู้อ่านเกิดความเชื่อถือในเว็บไซต์ ดังนั้นผู้เขียนจึงควรตรวจการสะกดคำให้ถูกต้องอยู่เสมอ โดยอาจใช้เว็บไซต์พจนานุกรมออนไลน์ในการเช็คคำศัพท์ที่ไม่แน่ใจได้

ใช้ภาพหรือ infographic ในปริมาณที่เหมาะสม ภาพจะช่วยให้บทความที่มีความยาวมีความน่าสนใจมากขึ้น แต่การใช้ภาพมากเกินไปอาจทำให้ผู้อ่านไม่สามารถจับประเด็นสำคัญได้ ยกเว้นว่าภาพนั้นจะเป็นการทำ Infographic ที่ช่วยอธิบายเนื้อหายาก ๆ ให้เข้าใจง่ายขึ้น

เทคนิคในการเขียนบทความเหล่านี้จะช่วยเติมความน่าสนใจให้กับบทความได้ และจะทำให้ผู้ที่เข้ามาอ่านสามารถอ่านบทความ SEO ได้จนจบ เมื่อมีผู้อ่านใช้เวลาในเว็บไซต์มากขึ้น ก็จะทำให้เว็บไซต์ได้รับความไว้วางใจจาก Search Engine เพิ่มขึ้นด้วย

วิธีเขียนบทความ SEO ให้น่าอ่าน

SEO รูปภาพจำเป็นหรือไม่ ? มีความสำคัญอย่างไร

SEO รูปภาพจำเป็นหรือไม่

ปัจจุบันเว็บไซต์ถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญของการทำการตลาดออนไลน์ ซึ่งนักการตลาดออนไลน์ส่วนใหญ่ได้ทราบถึงความจำเป็นของการทำบทความ SEO หรือบทความที่ใช้ Keyword ที่กลุ่มเป้าหมายค้นหาบ่อย ทำให้ความรู้เกี่ยวกับ SEO จึงเป็นความรู้พื้นฐานที่นักการตลาดควรรู้ โดยความรู้เกี่ยวกับ SEO เริ่มที่การเขียนบทความ SEO ประกอบไปด้วย

การเขียนบทความโดยใช้ Keyword ที่กลุ่มเป้าหมายค้นหาบ่อย โดยเขียนในลักษณะให้ความรู้จะทำให้เกิดความน่าสนใจมากที่สุด

ความสม่ำเสมอของการเขียนบทความ SEO ควร Upload บทความสม่ำเสมอทุกวันอย่างน้อยวันละ 1 บทความ ซึ่งนักการตลาดหรือคนทำเว็บไซต์มือโปรจะทำการ Upload บทความใหม่ 1 บทความและ Rewrite บทความเก่า 1 บทความ เพื่อให้เว็บไซต์มีบทความที่น่าสนใจเพิ่มมากขึ้น

จำนวนคำที่เหมาะสมของบทความ SEO ควรอยู่ที่ประมาณ 300 คำ ขึ้นไป เนื่องจากเป็นจำนวนที่สามารถอธิบายหรือให้ความรู้กับกลุ่มเป้าหมายได้ดีกว่าและ Search Engine จะมองว่าเป็นเว็บไซต์คุณภาพที่ให้ประโยชน์แก่ผู้ใช้งาน

ความสำคัญของรูปภาพ ในการทำ SEO

การใช้รูปภาพ รูปภาพเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้บทความมีความน่าสนใจมากขึ้นและยังช่วยในเรื่องของ SEO ได้เป็นอย่างดี โดยเริ่มที่การตั้งชื่อรูปภาพด้วย Keyword เดียวกันกับที่นำมาทำบทความ SEO, จากนั้นเขียนคำบรรยายภาพ (Alt Image) ด้วย Keyword โดยเลือก Keyword หลักเพียง 1 คำเพื่อใส่ใน Alt Image เท่านั้น เพื่อไม่ให้ Search Engine เกิดความสับสน และตำแหน่งของการวางรูปภาพก็เป็นสิ่งสำคัญเพราะช่วยให้รูปภาพได้รับความสนใจจาก Search Engine โดยตำแหน่งที่ควรวางรูปภาพควรวางใกล้กับประโยคที่มี Keyword หลักเดียวกันอยู่ รวมถึงจำนวนของรูปภาพในบทความไม่ควรมีมากเกินความจำเป็น เนื่องจากจะทำให้เว็บโหลดช้ากว่าปกติซึ่ง Search Engine จะมองว่าไม่เป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน

มีการจัดหมวดหมู่ไว้อย่างชัดเจนและเป็นระเบียบจะทำให้ Search Engine มองว่าเว็บไซต์มีความเป็นมิตรกับผู้ใช้งานมากกว่า เพราะทำให้เกิดความสะดวกในการดูข้อมูลต่าง ๆ บนเว็บไซต์

ควรปรับหน้าเว็บไซต์ให้เหมาะกับการใช้งานบนสมาร์ทโฟน เนื่องจากในปัจจุบันมีผู้ใช้งานไม่น้อยที่ไม่ได้เปิดเว็บไซต์บนคอมพิวเตอร์

จากพื้นฐานการทำเว็บไซต์ทั้ง 6 ข้อ การทำ SEO รูปภาพ มักถูกละเลยความสำคัญมากที่สุด เนื่องจากกลุ่มนักการตลาดมือใหม่มักมุ่งเน้นแต่การทำให้บทความมีคุณภาพ โดยลืมขั้นตอนง่าย ๆ เกี่ยวกับการตั้งค่ารูปภาพ

โดยสรุปแล้ว “รูปภาพ” มีความจำเป็นอย่างมากที่จะทำให้เว็บไซต์ติดอันดับหน้าแรกบน Search Engine ได้ ซึ่งหากทำตามคำแนะนำเกี่ยวกับการตั้งค่าต่าง ๆ เกี่ยวกับรูปภาพ ไม่เพียงแต่จะทำให้เว็บไซต์มีความน่าสนใจแล้ว ยังทำให้บทความติดอันดับบนหน้าแรกของ Search Engine ได้ง่ายขึ้น รวมถึงการตั้งค่าดังกล่าว ยังมีโอกาสทำให้รูปภาพติดอันดับบน Search Engine แบบการค้นหารูปภาพ (เช่น Google Images) ได้ด้วย

ความสำคัญของรูปภาพ ในการทำ SEO

ทำ SEO แล้วดีอย่างไรต่อธุรกิจคุณ

ประโยชน์จากการทำ SEO

การทำ SEO หรือ search engine optimization เป็นเทคนิคการตลาดที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ เพราะกำลังได้รับความนิยมอย่างมากทั้งในไทยและต่างประเทศ เนื่องจากจะช่วยให้ธุรกิจยุคใหม่มีโอกาสประสบความสำเร็จได้สูง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่มีการแข่งขันกันอย่างมากในยุคปัจจุบัน

SEO เป็นหลักเกณฑ์ที่ Google ได้ออกแบบมาหลายปีแล้ว เพื่อช่วยในการคัดกรองคุณภาพของเว็บไซต์ ถ้าคุณต้องการประสบความสำเร็จในการขายสินค้าและบริการทุกรูปแบบ ก็จำเป็นจะต้องศึกษาการทำ SEO ไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทางด้านธุรกิจแนะนำว่า เมื่อทำ SEO แล้วจะได้รับประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ต่อไปนี้

ประโยชน์จากการทำ SEO

เพิ่มความเชื่อมั่นในธุรกิจ : เนื่องจากอันดับ SEO ของเว็บไซต์มาจากการจัดระเบียบของระบบอัลกอริทึมของ Google ซึ่งส่งผลให้บริษัท 3 อันดับแรก ที่อยู่ในหน้าจอการสืบค้น ที่เรียกว่า SERPs หรือ search engine result pages ได้รับความเชื่อถือสูงจากผู้คนที่ใช้งาน Google ทำให้มีโอกาสถูกคลิกเข้ามาใช้บริการสั่งซื้อสินค้าและบริการมากเกือบ 100%

เพิ่มโอกาสในการขายสินค้าและบริการ : เมื่อมีการผลิต บทความ SEO ที่ใช้ในเว็บไซต์เป็นประจำสม่ำเสมอ จะทำให้ผู้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อ่านบทความที่ตรงกับสิ่งที่กำลังมองหาที่มีเนื้อหาใหม่ ๆ อยู่ตลอด เช่น คนที่กำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกคีย์บอร์ดเล่นเกมส์อีสปอร์ต ในปี 2020 ก็สามารถที่จะเข้ามาเพื่อดูรายละเอียดจากเว็บไซต์ของคุณโดยตรง ซึ่งทำให้คุณสามารถเชื่อมโยงไปสู่การขายสินค้าในเว็บไซต์ตัวเองได้ด้วย การทำบทความ SEO ที่มีคุณภาพมาก ๆ จะทำให้เว็บไซต์ของคุณอยู่ในอันดับต้น ๆ ของหน้าจอการสืบค้นตลอดปีแน่นอน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการขายได้อย่างมาก

ลดค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์ : ปกติแล้วการทำตลาดที่หลายคนรู้จักคือ การทำโฆษณาด้วยการจ้างพรีเซ็นเตอร์ หรือใช้ช่องทาง YouTube แต่หากทำ SEO ให้กับเว็บไซต์เป็นประจำสม่ำเสมอ จะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ แก่ Google เลย เพียงแค่ใช้ระยะเวลาในการสะสมข้อมูล เพื่อให้ระบบนำไปประมวลและเปรียบเทียบกับเว็บไซต์อื่น ๆ ที่ใช้ keyword เดียวกันเท่านั้น

ต่อยอดเพื่อการพัฒนาเว็บไซต์ : เว็บไซต์ในอนาคตจะต้องใช้ระบบในการเปรียบเทียบคุณภาพกัน ถ้าคุณเริ่มทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ตั้งแต่วันนี้ จะทำให้สามารถต่อยอดไปได้ไกล โดยใช้เวลาในการแก้ไขข้อบกพร่องย้อนหลังน้อยลง จึงเพิ่มโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจได้สูงยิ่งขึ้นในระยะยาว

เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านมองเห็นประโยชน์ของการทำ SEO ตามที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจออนไลน์ต่อไป ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถทำ SEO ได้ด้วยตัวเองผ่านหนังสือและคอร์สเรียนออนไลน์ต่าง ๆ หรืออาจจะจ้างบริษัททำ SEO ที่มีความน่าเชื่อถือและคิดราคาที่เหมาะสมได้

ทำ SEO แล้วดีอย่างไรต่อธุรกิจคุณ

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับการทำ SEO ให้ภาพ

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับการทำ SEO ให้ภาพ

การทำ SEO เป็นเทคนิคการตลาดที่ไม่มีค่าใช้จ่าย โดยทั่วไปคนจะนิยมทำ SEO โดยการเลือก keyword ให้บทความ การทำโครงสร้างเว็บไซต์ให้สวยงามใช้งานง่าย จุดหนึ่งที่คนทั่วไปหลงลืมไปแต่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำมากขึ้นในระยะหลัง คือ การทำ SEO ให้ภาพถ่ายหรือภาพกราฟิกนั่นเอง

การทำ SEO ให้รูปภาพโดยทั่วไป ใช้หลักการใกล้เคียงกันกับการทำ SEO ให้กับบทความ ซึ่งมีความสำคัญเช่นกัน เพราะคนนิยมค้นหารูปภาพที่น่าสนใจนำไปอ้างอิงต่อ และภาพที่สวยโดดเด่นจะทำให้คนคลิกเข้าไปชมในเว็บไซต์ เพิ่มค่า traffic ให้อันดับ SEO ดีขึ้นได้ด้วย

เทคนิคการทำ SEO ให้แก่รูปภาพที่ควรทราบ มีดังนี้

การผลิตรูปภาพเอง

ภาพใช้ประกอบบทความในเว็บไซต์ SEO ต้องเป็นภาพที่ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ และที่สำคัญ หากทำให้มีความเป็นเอกลักษณ์จากการทำเองด้วยโปรแกรม Photoshop หรือ Illustrator หรือจากการถ่ายภาพ แล้วนำมาตกแต่งเพิ่ม จะส่งผลดีทำให้อันดับ SEO ของเว็บไซต์คุณสูงขึ้นกว่าการใช้ภาพฟรีซ้ำ ๆ ที่เว็บไซต์อื่น ๆ ก็ไปดาวน์โหลดมาใช้กัน

การจัดวางตำแหน่งของรูปภาพ

ในบทความหนึ่ง ๆ จะมีทั้งส่วนคำนำ เนื้อหาหัวข้อย่อย สรุป ซึ่งหากมีความยาวมาก 500 คำขึ้นไป ก็ต้องมีการใส่รูปอธิบายและทำให้คนอ่านได้พักสายตา ในแต่ละส่วนจึงควรจะใส่รูปภาพที่สอดคล้องกันกับเนื้อหาท่อนนั้น เพื่อเสริมความเข้าใจและส่งผลดีต่อการประมวล SEO ของระบบ algorithm ใน Google ตัวอย่างเช่น หากกำลังพูดถึงการดูแลสุขภาพของผู้สูงวัยในหัวข้อย่อยเรื่องอาหารที่ดี ก็ควรเป็นรูปผู้สูงวัยกำลังรับประทานอาหารจำพวกผักผลไม้ เป็นต้น

การระบุ keyword ใน alt tag ของรูปภาพ

เป็นการให้รายละเอียดที่ระบบ AI ของ Google จะนำไปประมวลผลได้ง่าย ยึดหลักการง่าย ๆ จากการตอบคำถามพื้นฐานให้ได้ในประเด็นว่า ใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร และต้องใส่รายละเอียดของสีสันลงไปด้วย เนื่องจากระบบ Google ไม่สามารถแยกแยะสีได้อัตโนมัติ

การปรับขนาดรูปภาพ

การถ่ายภาพหรือทำภาพกราฟิก มักจะมีการบันทึกให้มีความละเอียดสูงเข้าไว้ แต่เมื่อจะนำมาใช้ประกอบในบทความ ควรต้องปรับให้ความละเอียดลดลง เพื่อลดเวลารอคอยการดาวน์โหลดของลูกค้า เช่น รูปสินค้า เสื้อผ้า รองเท้า ที่พัก รีสอร์ท ฯลฯ และเป็นการใช้ทรัพยากรของเครื่องอย่างประหยัดด้วย มีการเก็บข้อมูลด้านการตลาดพบว่า เว็บไซต์ที่ต้องใช้เวลาดาวน์โหลดภาพนาน จะไม่เป็นที่ประทับใจของลูกค้าและอาจเกิดการเปลี่ยนไปใช้บริการร้านค้าอื่นแทน การปรับขนาดรูปภาพให้เล็กประมาณ 1000 พิกเซล ก็เพียงพอแล้วต่อเว็บไซต์ทั่วไป

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO ให้รูปภาพ เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อความสำเร็จทางธุรกิจออนไลน์ ทำให้เพิ่มการเข้าถึงบทความที่ใช้ภาพนั้นประกอบ และช่วยเพิ่มโอกาสขายสินค้าตามมาได้อีกด้วย

เทคนิคการทำ SEO ให้แก่รูปภาพที่ควรทราบ

ไขข้อข้องใจ SEO คืออะไร ทำไมถึงสำคัญ

ไขข้อข้องใจ SEO คืออะไร ทำไมถึงสำคัญ

อย่างที่หลายคนทราบกันดีอยู่แล้วว่าการทำตลาดถือเป็นสิ่งที่เจ้าของธุรกิจต้องทำเพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการของตัวเองให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้าในวงกว้าง ซึ่งหากเป็นสมัยก่อนเชื่อว่าหลายคนคงคุ้นเคยกับการนำเสนอผ่านโฆษณาทางโทรทัศน์ สปอตโฆษณาบนคลื่นวิทยุ และสื่อสิ่งพิมพ์ เพราะต้องถือว่าเป็นสื่อใหญ่สื่อหลักของประเทศที่เข้าถึงคนทุกเพศทุกวัยที่ง่ายที่สุด แต่ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีด้านการสื่อสาร จึงทำให้ปัจจุบันเจ้าของธุรกิจมีช่องทางในการประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในช่องทางการประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดตอนนี้คือ การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization

หลักการแล้วการทำ SEO

โดยตามหลักการแล้วการทำ SEO นั้นเป็นหนึ่งในวิธีการตลาดดิจิทัลรูปแบบหนึ่งด้วยการทำให้เว็บไซต์ เพจ หรือบล็อกติดอันดับต้น ๆ ของการค้นหาบนเครื่องมือ Search Engine หรือเครื่องมือค้นหาข้อมูลและเว็บไซต์บนอินเทอร์เน็ตเมื่อกรอกคำสำคัญในช่องค้นหาของ Search Engine อย่าง Baidu, Bing, Sanook, Yahoo แต่ส่วนใหญ่แล้วการทำ SEO ส่วนใหญ่เน้นการพัฒนาบน Google เป็นหลัก เนื่องจากเป็น Search Engine ที่คนไทยและอีกหลาย ๆ ประเทศนิยมใช้สำหรับหาความรู้ ข้อมูล หรือเว็บไซต์ที่ตัวเองต้องการมากที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องซื้อโฆษณาหรือ Google Ads ที่มีข้อจำกัดในเรื่องของช่วงเวลาและค่าโฆษณาแบบต่อคลิก เพราะฉะนั้นการทำ SEO จึงเป็นวิธีการประชาสัมพันธ์ที่ทั้งประหยัดแต่มีประสิทธิภาพในระยะยาว

หากถามว่าประโยชน์หลัก ๆ ของการทำ SEO คืออะไร แน่นอนว่าการได้ติดอันดับที่หนึ่งหรือหน้าแรกของ Search Engine นั้นย่อมดีกว่าหน้าท้าย เพราะจากการศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้งานการค้นหาบนอินเทอร์เน็ต ผลการค้นหาอันดับที่ 1 ของการค้นหาจะมีการเข้าชมมากกว่าอันดับที่ 2 เกือบเท่าตัว ในขณะที่หลายคนยอมรับออกมาตรง ๆ ว่าแทบไม่เคยคลิกต่อไปยังหน้าที่ 2 ของการค้นหาเลยด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนี้การติดอันดับต้น ๆ หรือหน้าแรกของการค้นหาบน Search Engine จึงเป็นการเพิ่มโอกาสที่ลูกค้าจะเห็นเว็บไซต์ เพจ หรือบล็อกของเราก่อนของคู่แข่งและทำให้มีโอกาสทางธุรกิจมากกว่าด้วย

สำหรับวิธีการทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์ เพจ หรือบล็อกติดอันดับเมื่อมีการค้นหาด้วยคำสำคัญบน Search Engine นั้นต้องอาศัยการพัฒนาหลาย ๆ ส่วนประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็น การเขียนคอนเทนต์ออนไลน์ การใส่คำสำคัญ และการทำประชาสัมพันธ์ ซึ่งแม้ว่า Search Engine ส่วนมักมีเงื่อนไขพิจารณาการจัดลำดับที่แตกต่างกัน แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเน้นที่คุณภาพ ประโยชน์ที่ผู้ค้นหาจะได้รับ ความน่าสนใจ เข้าใจง่าย และการเข้าถึงที่ต้องง่ายและรวดเร็ว อีกทั้งยังต้องไม่เป็นแหล่งของไวรัสคอมพิวเตอร์ที่เป็นอันตรายต่อผู้ค้นหาข้อมูลอีกด้วย การทำ SEO ต้องอาศัยเวลาในการปรับปรุง พัฒนา และสร้างความน่าเชื่อถือให้ตรงตามหลักเกณฑ์ เพียงเท่านี้เว็บไซต์ เพจ หรือบล็อกของคุณก็มีโอกาสขึ้นแสดงในลำดับต้น ๆ ของทุก Search Engine ได้แล้ว

หลักการแล้วการทำ SEO

อยากรู้การทำ SEO รูปภาพ ทำอย่างไร

การควบคุมขนาดรูปภาพให้เหมาะสม

การทำ SEO หรือ search engine optimization ตามที่ Google กำหนด เป็นสิ่งที่ช่วยในการคัดกรองคุณภาพของเว็บไซต์ โดยเว็บไซต์ทุกประเภทที่มีผลวิเคราะห์ด้าน SEO สูง เมื่อถูกสืบค้นด้วย keyword SEO หนึ่ง ๆ ก็จะถูกนำเสนอให้ผู้ใช้งาน Google ในลำดับบน ๆ จึงเพิ่มความเชื่อมั่นของลูกค้าและทำให้มียอดขายสินค้าและบริการที่สูงขึ้น

การทำ SEO ให้กับรูปภาพ นับว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่หลายคนมักมองข้ามไป แต่กูรูทางการตลาดแนะนำว่าผู้ที่อยากให้เว็บไซต์ประสบความสำเร็จในการทำ SEO ต้องใส่ใจเรื่องรูปภาพมากขึ้น ในประเด็นต่อไปนี้

1. การควบคุมขนาดรูปภาพให้เหมาะสม

ไม่ว่าจะเป็นภาพที่ถ่ายเองหรือดาวน์โหลดมาจากที่อื่น ควรตั้งค่าใหม่ ไม่ให้ขนาดภาพเกิน 200 KB เพราะความละเอียดภาพที่มากเกินไปจะใช้ระยะเวลาในการดาวน์โหลดมาก ซึ่งมีการวิจัยทางการตลาดพบว่าลูกค้าจะเปลี่ยนแหล่งในการสืบค้นข้อมูล ถ้าใช้เวลารอนานเกินกว่า 3 ถึง 5 วินาที ขณะเดียวกัน ยังเป็นการเปลืองทรัพยากรในระบบของเซิร์ฟเวอร์อีกด้วย

2. การใส่ keyword SEO

การใส่ keyword แบบเดียวกับที่อยู่ในบทความลงในส่วนของการบรรยายภาพ และจัดวางตำแหน่งให้ตรงกับช่วงของบทความที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับรูปภาพมากที่สุด จะทำให้ระบบ algorithm วิเคราะห์อันดับได้ดีขึ้น

3. การใส่รายละเอียดของ Yoast SEO ในช่อง alt text

การใส่รายละเอียดในฟังก์ชั่นนี้ ของ Plugin Yoast SEO ให้ครบถ้วน จะทำให้เมื่ออัปโหลดขึ้นบนเว็บไซต์แล้ว หากผู้ใช้งานนำเมาส์ชี้ที่รูป ก็จะมีคำอธิบายโผล่ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ยิ่งรายละเอียดส่วนนี้มากเท่าใด ก็จะทำให้อันดับ SEO สูงขึ้น

4. การผลิตรูปใหม่

รูปที่ถ่ายขึ้นมาใหม่จะมีอันดับในการวิเคราะห์ที่ดีกว่าการใช้รูปเดิม ๆ ที่มีในเว็บไซต์ฟรี เช่น pixabay หรือรูปที่ซื้อลิขสิทธิ์จาก shutterstock อย่าลืมว่าภาพของคุณที่ถ่ายเองนอกจากเป็นลิขสิทธิ์ของคุณแล้ว ยังเป็นการสร้างความประทับใจ เสริมสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำแก่ลูกค้าเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้นด้วย

5. การใส่ธีมภาพและอธิบายสีสัน

นอกจากการใส่ keyword ที่ตรงกับบทความและความนิยมในการสืบค้นแล้ว ควรใส่รายละเอียดที่ตอบคำถามในประเด็นได้ครบถ้วนว่าใครในภาพ กำลังทำอะไรกันอยู่ ภาพถ่ายทำที่ไหน มีบรรยากาศอย่างไร รวมทั้งใส่คำอธิบายเกี่ยวกับสีของสิ่งต่าง ๆ ในภาพด้วย เนื่องจากระบบ algorithm ของ Google ไม่สามารถที่จะแยกแยะสีได้อย่าง algorithm ใน Facebook ประเด็นนี้จึงเป็นสิ่งที่ห้ามมองข้าม

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO รูปภาพ สามารถปรับแต่งในหลาย ๆ ส่วน การใส่ใจทุกรายละเอียดจะทำให้รูปภาพเป็นอีกตัวช่วยหนึ่งที่ส่งผลให้การสืบค้นเว็บไซต์คุณดีขึ้นได้ เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านใส่ใจการทำ SEO ให้กับรูปภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจออนไลน์ต่อไป

อยากรู้การทำ SEO รูปภาพ ทำอย่างไร

Google Search Console มีประโยชน์อะไรบ้าง

Google Search Console มีประโยชน์อะไรบ้าง

Google Search Console เป็นตัวช่วยที่สามารถดาวน์โหลดติดตั้งแบบไม่มีค่าใช้จ่ายที่คนทำเว็บไซต์ออนไลน์ควรรู้จัก เพราะช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลและแสดงผลเป็นกราฟทางสถิติทั้งที่เป็นปัจจุบันและย้อนหลัง เพื่อให้นำไปปรับปรุงการทำระบบ SEO หรือ search engine optimization ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

หลังการดาวน์โหลด Google Search Console ผู้พัฒนาเว็บไซต์สามารถใช้ฟังก์ชันด้านต่างๆของ Google Search Console ได้ดังนี้

1. Performance

เป็นค่าตัวเลขและกราฟเส้น แสดงจำนวนคนที่เข้ามาชมข้อมูลในเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งจะเป็นตัวเลขย้อนหลังเพื่อการเปรียบเทียบวิเคราะห์แบบละเอียดได้มากกว่า 1 ปี ทั้งมีค่าที่คำนวณให้แล้วเป็นเปอร์เซ็นต์ของอัตราการคลิก หรือ CTR และคะแนนตำแหน่งของเว็บไซต์ หรือที่เรียกว่า Average Position ให้คุณได้ดูการเปลี่ยนแปลงหลังจาก การทำ SEO ด้วย

2. URL Inspection

เป็นฟังก์ชันที่จะบอกให้รู้ว่าหลังจากการทำ SEO ไปแล้วระบบอัลกอริทึ่มของ Google ได้มาเก็บข้อมูลครั้งล่าสุด จากเว็บไซต์คุณเพื่อไปประมวลผล ปรับอันดับให้สอดคล้องกับความเป็นจริงล่าสุดในวันใด และหากมีการเก็บข้อมูลไปแล้วปรากฏความผิดพลาดหรือมีจุดอ่อนที่ตรงไหน ก็จะมีการแสดงข้อมูลให้คุณได้เห็นด้วย

3. Sitemap

Sitemap เป็นสิ่งที่เปรียบได้กับสารบัญของหนังสือ ที่จะช่วยให้ Google ทราบว่าเว็บไซต์ของคุณมีเพจที่มีรายละเอียดอย่างไรบ้าง ทำให้การเก็บข้อมูลไปวิเคราะห์ SEO สะดวกยิ่งขึ้น

4. Mobile usability

เป็นตัวเลขที่บ่งบอกได้ว่าเว็บไซต์ของคุณเข้าถึงกลุ่มคนที่ใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือมากน้อยเพียงไหน ถ้ามีตัวเลขที่สูง ก็แสดงว่าเว็บไซต์ธุรกิจคุณมีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้น เพราะปัจจุบันผู้คนนิยมหาข้อมูลและสั่งซื้อสินค้าในระบบออนไลน์ผ่านมือถือมากกว่าการใช้คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ หากค่านี้มีค่าต่ำ เท่ากับว่า คุณจะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบ ความสวยงาม การใช้งานให้เหมาะสมกับมือถือให้มากยิ่งขึ้น

5. Security Issue

เป็นตัวคัดกรองว่า เว็บไซต์ของคุณมีไวรัสหรือมัลแวร์หลบซ่อนอยู่ที่ใด ที่จะทำให้เป็นอันตรายต่อระบบการทำงานของเครื่อง ส่งผลต่อการดาวน์โหลดข้อมูลและรูปภาพ ทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกแฮ็กข้อมูลที่เป็นความลับของลูกค้าและลิขสิทธิ์สินค้าของคุณ เทียบได้กับเป็นโปรแกรม Antivirus ที่จะช่วยปกป้องคอมพิวเตอร์ของคุณนั่นเอง

จะเห็นได้ว่า Google Search Console เป็นผู้ช่วยที่ดีสำหรับการทำ SEO ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการทำธุรกิจออนไลน์ให้มีอำนาจในการแข่งขันกับเว็บไซต์อื่น ๆ ได้ดียิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม หลังการใช้งาน Google Search Console แล้ว ก็ควรเพิ่มการติดตั้ง plugin ที่จำเป็น เช่น Yoast SEO เพื่อใช้ในการปรับแต่งรายละเอียดต่าง ๆ ในเว็บไซต์ เช่น การเลือกคีย์เวิร์ดสำหรับเขียนบทความ การวิเคราะห์ประสิทธิภาพของหัวข้อ (Title) และบทบรรยายย่อ (Meta description) ด้วย ซึ่งจะทำให้เห็นผลการเปลี่ยนแปลงด้าน SEO ที่ดีขึ้นได้อย่างชัดเจน

Security Issu

เทคนิคการทำ keyword SEO ให้รูปภาพในบทความ

เทคนิคการทำ keyword SEO ให้รูปภาพในบทความ

การทำ keyword SEO ที่ดีในแต่ละบทความ ไม่ควรให้ความสำคัญเฉพาะส่วนเนื้อหาหรือหัวเรื่องเท่านั้น ยังรวมถึงรูปภาพประกอบบทความที่ควรใส่รายละเอียดให้ครบถ้วนตามหลักของ search engine optimization ที่ Google แนะนำด้วย

เทคนิคในการคิด keyword SEO ของรูปภาพประกอบบทความ

1. การตอบ 4 คำถามในภาพ

หลักง่าย ๆ คือ การตอบคำถามให้ได้ว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เป็นหลักของการคิด keyword SEO เบื้องต้นในทุกภาพ กล่าวคือ
ใคร ผู้หญิงหรือผู้ชาย
กำลังทำอะไร ทำอาหาร เล่นดนตรี ร้องเพลง
ที่ไหน ในห้อง ในสนามหญ้า ริมแม่น้ำ
อย่างไร ร่าเริง เศร้าโศก เสียใจ ซาบซึ้ง เป็นต้น

2. Theme ของภาพ

Theme ของภาพ คือการขยายความให้เห็นบรรยากาศหรือภาพรวมที่ชัดเจน ภาพหนึ่ง ๆ สามารถตีความหมายได้หลากหลาย ตามองค์ประกอบของคนและสิ่งของประกอบ เช่น เป็นภาพผู้หญิงกำลังยิ้มในชุดสีขาว ก็สามารถสื่อได้ถึงความสุข การแต่งงาน การแต่งหน้า ความสวย สุขภาพจิตดี การเริ่มต้น ความรัก เป็นต้น หากเป็นรูปคนกำลังจับมือกัน อาจหมายถึง มิตรภาพ ความเป็นเพื่อน คนรัก ความจริงใจ การร่วมมือกัน ก็ได้ คำเหล่านี้สามารถนำไปสร้างเป็น keyword SEO ของรูปภาพได้อย่างไม่จำกัด

3. สิ่งแวดล้อมหรือองค์ประกอบของภาพ

แน่นอนว่าการถ่ายภาพหนึ่ง ๆ จะไม่ใช่มีแค่คนหรือสัตว์อยู่ในภาพ ต้องมีพร็อพหรือองค์ประกอบในฉากอื่น ๆ ซึ่งแต่ละชิ้นสามารถนำมาเป็น keyword SEO ได้ทั้งหมด โดยควรระบุรูปลักษณ์หรือสีลงไปด้วย เช่น กระปุกครีมสีขาว ขวดน้ำสีใส แก้วน้ำสีแดง โต๊ะทำจากไม้อัด กระจกหน้าต่างแนววินเทจ กรงนกเปล่า กระถางต้นไม้สีน้ำตาล กุหลาบสีขาว ฯลฯ อย่าลืมว่ารายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ สำคัญต่อการช่วยให้อันดับ SEO สูงขึ้นในระยะยาวได้

4. ลักษณะของบุคคลในภาพ

รายละเอียดของคนในภาพ มีสิ่งที่สามารถบรรยายได้หลายประเด็น ทั้งด้านเชื้อชาติ ไทย เอเชีย แขก ตะวันตก สีผม บลอนด์ น้ำตาลแดง ดำ ผมเสีย ผมแห้งแตก ผมลอน ผมเหยียดตรง ผมสั้น ผมยาวประบ่า ผมมวย เกล้าผม ริ้วรอยเหี่ยวย่น ใบหน้าตึงเรียบเนียน ตีนกา ฝ้ากระ ฟันเก ฟันหลอ จัดฟัน ฯลฯ รวมถึงกิริยาที่กำลังแสดงออก เช่น ยิ้มแย้ม ร้องไห้ มีน้ำตา เคร่งเครียด เดินเร็ว หอบเหนื่อย กำลังวิ่ง เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า การทำ keyword SEO ให้กับรูปภาพ เป็นเรื่องสำคัญที่สามารถใส่รายละเอียดได้อย่างไม่จำกัด ขอเพียงแค่สอดคล้องกับสิ่งที่อยู่ในภาพ โดยพิจารณาเป็นทีละส่วน ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไป ที่จะทำให้ภาพของคุณมี keyword ที่ช่วยส่งเสริมอันดับ SEO ให้กับเว็บไซต์ได้ ทำให้เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายและเพิ่มยอดขายสินค้าและบริการของคุณได้มากยิ่งขึ้น

เทคนิคในการคิด keyword SEO ของรูปภาพ