การทำ SEO มีข้อดีอย่างไรบ้าง

การทำ SEO มีข้อดีอย่างไรบ้าง

การทำ SEO มีข้อดีอย่างไรบ้าง

SEO เป็นเทคนิคการตลาดออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในยุคปัจจุบัน สังเกตได้จากมีคอร์สสอนทำ SEO เกิดขึ้นมากมาย และมีบริษัทรับจ้างทำ SEO ให้เลือกได้หลากหลายในช่วงหลายปีมานี้ เรามาดูกันว่าการทำ SEO จะมีข้อดีอย่างไรบ้าง

1. ทำให้เว็บไซต์ได้คะแนนคุณภาพสูง
Google มีแนวทาง SEO ให้ผู้ทำเว็บไซต์ออนไลน์นำไปปรับใช้เพื่อช่วยให้ผู้ใช้บริการเว็บไซต์ใช้งานง่าย สามารถมองหาหมวดหมู่สินค้าที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว ได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ทั้งความรู้ ข้อมูลเฉพาะตัวของสินค้าและไอเดียใหม่ ๆ ที่ไม่ซ้ำใคร สามารถคลิกซื้อสินค้าได้โดยมีระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่ดี ฯลฯ การทำ SEO ตามแนวทางของ Google จึงทำให้ได้คะแนนประเมินคุณภาพเว็บไซต์สูง และสัมพันธ์กับความพึงพอใจของผู้ใช้งานหรือลูกค้าของคุณนั่นเอง

2. ทำให้ถูกค้นเจอได้ง่ายและเพิ่มความน่าเชื่อถือ
หากทำเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาสาระดี มีภาพถ่ายสวย แต่ไม่ศึกษาการใช้คีย์เวิร์ด SEO ในการนำรูปภาพมาประกอบในบทความ จะทำให้มีโอกาสน้อยที่จะถูกค้นหาจาก Google search ดังนั้น การใช้คีย์เวิร์ด SEO ที่คนนิยมนำมาใส่ทั้งในหัวข้อ h1 h2 และบรรยายรายละเอียดในแต่ละย่อหน้าได้อย่างเหมาะสม ย่อมแสดงถึงความเป็นมืออาชีพของเจ้าของเว็บไซต์ และเพิ่มความน่าเชื่อถือให้ผู้ชมกลับมาอ่านซ้ำอีก และส่งผลให้มีโอกาสขายสินค้าต่าง ๆ ในเว็บไซต์ได้มากขึ้นด้วย

3. ทำให้เพิ่มยอดขาย
การเพิ่มยอดขายต้องมาจากความเชื่อมั่นในเว็บไซต์และการบอกต่อ ซึ่งจะเกิดได้เมื่อทำ SEO ให้เว็บไซต์อยู่ในอันดับหนึ่งในสามหรือหนึ่งในห้าของคีย์เวิร์ดนั้น ๆ โดยมีการเก็บสถิติพบว่าลูกค้าจะไว้วางใจคลิกเข้าไปเลือกชมและสั่งสินค้าในอันดับต้นมากกว่าอันดับรองลงมาด้านล่าง การทำ SEO สม่ำเสมอนานมากกว่า 6 เดือนขึ้นไป จะทำให้อันดับเว็บไซต์ของคุณอยู่ด้านบนได้นาน และเพิ่มยอดขายได้อย่างมากแน่นอน

4. ประหยัดค่าโฆษณา
การทำ SEM เป็นการซื้อพื้นที่โฆษณา เช่น ใน Google หรือ Facebook ซึ่งต้องมีการตั้งงบประมาณเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อประชาสัมพันธ์หลักหมื่นบาทถึงแสนบาทต่อเดือนขึ้นไป จึงทำให้ต้นทุนธุรกิจสูงขึ้นอย่างมาก การทำ SEO ให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จักและน่าเชื่อถือ จึงช่วยลดจำนวนเงินที่ต้องใช้เพื่อการประชาสัมพันธ์ได้

5. ช่วยเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด
ธุรกิจหลายประเภทมีอัตราการแข่งขันที่สูง หรือที่เรียกว่า Red Ocean หากคุณเป็นมือใหม่ที่ต้องการส่วนแบ่งการตลาดจากเจ้าตลาดเดิมที่แบรนด์ติดหูผู้คนอยู่แล้ว ก็จำเป็นต้องตั้งใจทำ SEO เพื่อให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายมีโอกาสเห็นเว็บไซต์และจดจำแบรนด์น้องใหม่ของคุณได้มากขึ้น

การทำ SEO มีข้อดีต่อธุรกิจยุคใหม่อย่างมาก ซึ่งเจ้าของธุรกิจออนไลน์สามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองจากหนังสือ ยูทูปหรือคอร์สต่าง ๆ หรือหากต้องการประหยัดเวลาก็สามารถจ้างบริษัทมืออาชีพด้าน SEO จะทำให้ได้รับข้อดีตามที่กล่าวมาอย่างรวดเร็ว

SEO ความน่าเชื่อถือบนโลกโซเชียล บันไดสู่ความสำเร็จเชิงการตลาด

SEO ความน่าเชื่อถือบนโลกโซเชียล บันไดสู่ความสำเร็จเชิงการตลาด

SEO ความน่าเชื่อถือบนโลกโซเชียล บันไดสู่ความสำเร็จเชิงการตลาด

หลายคนที่กำลังเดินหน้าเข้าสู่การทำการตลาดเชิงรุกในโซเชียลเน็ตเวิร์ค จำเป็นต้องรู้จักกลยุทธ์การทำการตลาดแบบดิจิทัล ซึ่งมี 2 รูปแบบหลัก ๆ ได้แก่ SEO (Search Engine Optimization) และ SEM (Search Engine Marketing) โดย SEO จะเป็นวิธีที่ดึงคนเข้าเว็บไซต์ด้วยวิธีปกติ แบบไม่เสียค่าโฆษณา หากติดอันดับในผลการค้นหาหน้าแรก ก็จะส่งผลให้จำนวนยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ SEM เน้นการจ่ายเงินเพื่อให้ได้พื้นที่ออนไลน์ดี ๆ ในอันดับต้น ๆ บน Search Engine ซึ่งก็มีข้อดี ข้อด้อยต่างกันไป แต่ SEO ค่อนข้างเป็นที่นิยมและมีระบบการแข่งขันสูงตลอดเวลา แต่สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้อย่างตรงเป้าหมาย ช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจได้อย่างมาก ดังนั้น เราไปทำความรู้จักคำว่า SEO กันให้มากขึ้น ดังนี้

ในยุค NEW NORMAL ที่ระบบออนไลน์มีบทบาทอย่างมาก ตัวอักษรภาษาอังกฤษ 3 ตัวที่เราจะมารู้จักกันในวันนี้ กำลังมีอิทธิพลอย่างมากต่อวิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลก ก็คือ SEO หรือย่อมาจาก Search Engine Optimization คือกลยุทธ์ทางการตลาดดิจิทัลที่ช่วยให้มียอดผู้เข้าชมเว็บไซต์ของเราเพิ่มมากขึ้น เป็นการเพิ่มคนเข้าชมเว็บไซต์ด้วยวิธีตามธรรมชาติและไม่เสียค่าใช้จ่ายเพื่อการโปรโมทสินค้าหรือเว็บไซต์ ซึ่งตรงกันข้ามกับ SEM (Search Engine Marketing) ที่มุ่งเน้นการเป็นเจ้าของพื้นที่ออนไลน์ดี ๆ โดยมีค่าโฆษณาเกิดขึ้น เพื่อโปรโมทให้เกิดกระแสการรับรู้สินค้าหรือบริการมากยิ่งขึ้น

การที่มีสินค้าหรือบริการคุณภาพดี ได้รับการกล่าวถึงจากผู้คนหลากหลายกลุ่ม รวมถึงการนำเสนอเนื้อหาที่สดใหม่ เป็นที่สนใจของกลุ่มเป้าหมาย ก็จะสามารถดึงดูดความสนใจให้คนเข้าชมเว็บไซต์ได้มากขึ้น นั่นคือบันไดก้าวแรกไปสู่ความสำเร็จในการทำ SEO รองลงมาคือความเข้าใจในหลักการทำงานของ SEO ซึ่งสัมพันธ์กับระบบอัลกอริทึมของ Google ที่มีแก่นของกระบวนการทำงานหลัก ๆ ได้แก่

Penguin ซึ่งมีหน้าที่หลักในการให้คะแนนความน่าเชื่อถือของแบ็กลิงก์ (Backlink) ในเว็บไซต์ แบ็กลิงก์ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมโยงเว็บไซต์ของเรากับเว็บอื่น ๆ ซึ่งเราควรเชื่อมโยงลิงก์เฉพาะส่วนที่ให้ความรู้และมีประโยชน์ต่อกลุ่มเป้าหมาย ก็จะช่วยให้เกิดการเชื่อมโยงอย่างเป็นธรรมชาติ และไม่ถูกลดคะแนนความน่าเชื่อถือลงไป และหากเราสามารถเชื่อมโยงกับเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถืออื่น ๆ เช่น ระบบราชการ ธนาคาร สถานศึกษา หรือโรงพยาบาลต่าง ๆ เหล่านี้เข้ามาสู่เว็บไซต์ของเราได้ ก็จะยิ่งเป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ได้

Rank Brain เป็นระบบปัญญาประดิษฐ์ มีหน้าที่คอยเช็คพฤติกรรมของคนที่เข้าเว็บไซต์ ว่าใช้ฟังก์ชันแบบไหน และใช้เวลาอยู่บนเว็บไซต์มากน้อยเพียงใด

Panda เป็นระบบอัลกอริทึมซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพเนื้อหาต่าง ๆ ที่นำเสนอบนเว็บไซต์ เช่น มาตรฐานความยาว การใช้ไวยากรณ์ และคำสะกดถูกผิดในเนื้อหาแต่ละบท จึงเป็นการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้เขียนและเนื้อหาไปพร้อม ๆ กัน หากพบว่ามีเนื้อหาซึ่งเป็นการคัดลอกมาหรือทำซ้ำ ก็จะส่งผลให้เว็บไซต์ถูกลดอันดับลงได้

ดังนั้นเมื่อทำ SEO อย่างถูกวิธี แม้ว่าในตอนแรกอาจจะต้องใช้เวลาเพื่อทำความเข้าใจกับระบบ และมีขั้นตอนปรับแต่งองค์ประกอบต่าง ๆ ในเว็บไซต์ เพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่ Google แนะนำ แต่ในระยะยาว สิ่งเหล่านี้จะนำมาซึ่งความสำเร็จในเชิงการตลาด หากติดอันดับในหน้าแรกของผลการค้นหาได้ในคีย์เวิร์ดที่ต้องการ ก็จะได้ผู้เยี่ยมชมมากขึ้น และมีโอกาสเปลี่ยนเป็นลูกค้าได้มากขึ้นด้วย

ไอเดียทำ SEO ช่วยสร้างรายได้จากงานฝีมือ

ไอเดียทำ SEO ช่วยสร้างรายได้จากงานฝีมือ

ไอเดียทำ SEO ช่วยสร้างรายได้จากงานฝีมือ

งานฝีมือ เป็นหนึ่งในไอเดียสร้างรายได้สำหรับผู้ที่มีความสามารถเฉพาะ เนื่องจากงานฝีมือเป็นงานที่ไม่ใช่ใครสามารถทำได้และมีความสวยงามที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว จึงได้รับความนิยมจากกลุ่มเป้าหมายที่ชื่นชอบในงานฝีมือโดยเฉพาะ เมื่อทำแล้วจะนำไปจำหน่ายได้อย่างไร และใช้ SEO มาเป็นตัวช่วยได้อย่างไรนั้น ในบทความนี้มีข้อมูลที่จะช่วยให้ไอเดียการทำการตลาดได้ ซึ่งการสร้างรายได้จากงานฝีมือสามารถทำได้หลายทาง ดังนี้

นำไปขายในตลาด หรือร้านค้าออฟไลน์ งานศิลปะเป็นความชอบส่วนบุคคล ซึ่งงานฝีมือก็เป็นศิลปะประเภทหนึ่งที่สามารถจับต้องได้ ซึ่งผู้ที่ทำงานฝีมือเป็นงานอดิเรกสามารถนำงานฝีมือของตัวเองวางขายในตลาดนัดหรือฝากขายในร้านค้าได้

สร้างเว็บไซต์ขายบนโลกออนไลน์ การตลาดออนไลน์เป็นอีกหนึ่งแหล่งที่ช่วยสร้างเงินให้กับเจ้าของงานฝีมือได้ง่าย ๆ ซึ่งในปัจจุบันการสร้างเว็บไซต์เพื่อขายสินค้าไม่ใช่เรื่องยาก เพราะมีเว็บไซต์ E-Commerce มากมายที่ให้บริการฟรี เพียงสมัครสมาชิก จากนั้นถ่ายรูปและโพสต์รายละเอียดงานฝีมือที่ทำเอาไว้บนเว็บไซต์ ก็สามารถทำเงินเข้ากระเป๋าได้ไม่น้อย ยิ่งถ้ารู้เทคนิคเรื่อง SEO จะยิ่งทำให้แซงหน้าคู่แข่งได้

ทำคลิปวิดีโอโพสต์โซเชียลมีเดีย การทำวิดีโอในการสอนผู้อื่นให้สามารถทำงานฝีมือได้นั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญก่อนถึงจะลงมือทำได้ การทำวิดีโอเพื่อโพสต์ลงสื่อโซเชียลต่าง ๆ เมื่อมีผู้ติดตามเพิ่มขึ้นก็สามารถสร้างรายได้เข้ากระเป๋าได้ไม่น้อย เพราะอาจมีเจ้าของแบรนด์สินค้าที่เกี่ยวข้องจ้างให้เป็นผู้โปรโมทสินค้า รวมถึงเป็นช่องทางในการโฆษณาขายสินค้าของตัวเองได้

การสร้างรายได้จากงานฝีมือควรทำทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ ทั้งนี้เทคนิค SEO และการทำการตลาดออนไลน์เป็นวิธีที่จะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายมองเห็นสินค้าได้มากขึ้น โดยวิธีทำการตลาดออนไลน์ง่าย ๆ มีดังนี้

ทำ SEO โดยแทรก Keyword แบบเนียน ๆ การตั้งชื่อหัวข้อสินค้า, หัวข้อบทความ, หัวข้อวิดีโอ รวมถึงเขียนบรรยายรายละเอียดสินค้าหรือข้อมูลที่มีประโยชน์ด้วยประโยคที่มีคีย์เวิร์ดที่กลุ่มเป้าหมายค้นหาบ่อย ในปริมาณที่เหมาะสมกับจำนวนคำทั้งหมดในคำอธิบาย หรือในบทความ เป็นเทคนิคพื้นฐานการทำ Search engine optimization (SEO) หรือวิธีทำการตลาดออนไลน์ที่จะช่วยให้ลูกค้าได้เห็นงานฝีมือได้ง่ายขึ้น

โพสต์บทความ รูปภาพหรือวิดีโอ อย่างสม่ำเสมอ การโพสต์ภาพ วิดีโอ หรือบทความเป็นประจำสม่ำเสมออย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง รวมถึงควรโพสต์ในเวลาเดียวกัน เป็นวิธีที่ช่วยให้กลุ่มเป้าหมายได้อัปเดตข้อมูลใหม่และไม่พลาดทุกการติดตาม

บอกช่องทางการติดต่อให้ชัดเจน ช่องทางการติดต่อเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะผู้ที่สนใจซื้องานฝีมือ หรือเจ้าของแบรนด์ที่ต้องการติดต่อเพื่อจ้างให้โปรโมทสินค้า ที่ต้องการรายละเอียดเกี่ยวกับราคาสินค้า หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ก็สามารถสอบถามได้อย่างรวดเร็ว

งานฝีมือเป็นหนึ่งในสินค้าที่มีความต้องการในท้องตลาดค่อนข้างสูง และมีคู่แข่งค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับสินค้าอื่น ๆ อีกทั้งยังสามารถนำงานฝีมือไปวางขายบนเว็บไซต์ E-Commerce ที่จำหน่ายทั่วโลกได้ด้วย

เหตุผล 7 ข้อ ที่คนทำ SEO ไม่ควรให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงของ search engine มากนัก

ทำไมคนทำ SEO ไม่ควรใส่ใจกับการเปลี่ยนแปลงของ search engine

เมื่อใดก็ตามที่ algorithm ของ Google เกิดการเปลี่ยนแปลงภาพรวมนั้น จะทำให้หลายคนสะดุดและตื่นตระหนกไปเลยทีเดียว แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเพราะเมื่อไหร่ที่ algorithm เกิดการเปลี่ยนแปลงแล้ว ย่อมส่งผลต่ออันดับ SEO ของเว็บไซต์หลายแห่ง แต่วันนี้เราจะมาบอกคุณว่าอย่าใส่ใจมันเกินไป จะเป็นเพราะอะไร เรามาดูกัน

ทำไมคนทำ SEO ไม่ควรใส่ใจกับการเปลี่ยนแปลงของ search engine

Algorithm ของ search engine เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หลายคนบอกว่า algorithm ของ search engine อย่าง Google เปลี่ยนทุก ๆ 3 เดือน ความจริงแล้วไม่มีใครรู้เลยว่า algorithm ที่ว่านี้มีการเปลี่ยนภายในระยะเวลาเท่าไหร่ ซึ่งหากพูดถึงการพัฒนาระบบให้ดีขึ้นนั้น algorithm จะถูกปรับให้ทำงานดีขึ้นตลอดเวลา

แบรนด์ของคุณสำคัญที่สุด การทำตามการเปลี่ยนแปลงของ search engine ไปเรื่อย ๆ อาจทำให้คุณสูญเสีย position ของแบรนด์ไปได้เหมือนกันนะ ฉะนั้นอย่าสนใจมันมากไปกว่าแบรนด์ของคุณ

เข้าใจหลักการทำงานของ search engine ก็พอแล้ว การเข้าใจหลักการทำงานของ search engine ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเพราะ search engine อย่าง Google ก็เป็น platform ประเภทหนึ่ง ส่วนการเปลี่ยนแปลงหรือเทรนด์ที่เข้ามาใหม่ ๆ นั้นแค่เรื่องรอง

Bot ของ search engine ไม่สนใจว่าเว็บไซต์ของคุณจะใหญ่มาจากที่ไหน ไม่ว่าเว็บไซต์ของคุณจะยิ่งใหญ่แค่ไหน หากเว็บไซต์ของคุณละเมิดกฎและทำ SEO จนถูกรายงานให้เป็น สแปม เว็บไซต์ของคุณก็มีโอกาสถูกบล็อกจาก search engine ได้เหมือนกัน

ยังมีคู่แข่งอีกหลายเว็บไซต์ที่แข่งกับคุณอยู่ การให้ความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงของ search engine นั้นไม่ใช่เรื่องผิด แต่อย่าลืมว่ามีคู่แข่งของคุณอีกกี่ร้อยกี่พันเจ้าที่กำลังมุ่งหน้าไปยังหน้าแรกของ search engine เหมือนคุณอยู่เช่นกัน

มีเทรนด์ใหม่ ๆ ของ search engine เข้ามาทำให้คุณหวั่นไหวบ่อย ยิ่งมีเทรนด์ใหม่เข้ามาเรื่อย ๆ ย่อมทำให้หลายคนหลงทาง เพราะมัวแต่ไปตามเทรนด์ที่เข้ามาใหม่อยู่เรื่อย ลองคิดดูสิว่าถ้าทุกเดือนจะมีเทรนด์ใหม่เข้ามา คุณต้องปรับกลยุทธ์ในการทำ SEO จนเหนื่อยแค่ไหน?

บางครั้ง search engine ก็เปลี่ยนแปลงกฎหรือนโยบายเพื่อการทดสอบระบบ การเปลี่ยนนโยบายหรือปรับกฎข้อบังคับ รวมถึงการแสดงผลบนหน้าแรกของ search engine นั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อเปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวร แต่หลายครั้งก็เกิดขึ้นจากการทดสอบระบบเท่านั้นเอง

การติดตามเทรนด์ที่เปลี่ยนแปลงไปของ algorithm นั้นเป็นสิ่งที่ดี เพราะมันจะทำให้คุณก้าวตาม Google ได้ทันและจะได้นำมาประยุกต์ใช้กับการทำอันดับ SEO ให้กับเว็บไซต์ตัวเอง แต่ก็ไม่ควรใส่ใจหรือให้ความสำคัญมากเกินไปจนลืมเนื้อแท้ของการทำ SEO ไป เพราะท้ายที่สุดแล้ว algorithm จะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ อยู่ดี

เหตุผล 7 ข้อ ที่คนทำ SEO ไม่ควรให้ความสำคัญ

กระจาย keyword SEO อย่างไรให้ Google ประทับใจ

กระจาย keyword ให้ถูกหลัก Google

Keyword เป็นส่วนประกอบสำคัญของการทำ SEO อย่างหนึ่งที่คนทำ SEO ต้องทำความเข้าใจให้ดี โดยการใส่ keyword เข้าไปในเนื้อหานั้นมีเทคนิคและข้อควรรู้หลายข้อเลยทีเดียว ทีนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าถ้าจะกระจาย keyword ให้ Google ประทับใจนั้นต้องทำอย่างไรบ้าง

กระจาย keyword ให้ถูกหลัก Google

ใส่ keyword ลงไปในพารากราฟแรกของเนื้อหา พารากราฟแรกของเนื้อหานั้นถือว่ามีความสำคัญมากเลยทีเดียวล่ะ เพราะ bot ของ Google มักจะตรวจจับเอา keyword จากพารากราฟแรกด้วยเสมอ โดยเราถือว่าพารากราฟแรกเป็น description ที่อธิบายว่าเนื้อหานั้น ๆ จะเกี่ยวข้องกับอะไร ซึ่งจะเชื่อมโยงกับหัวข้อและส่วนของพารากราฟต่อ ๆ ไป

ไม่ยัด keyword ทุกพื้นที่ของเนื้อหาจนแน่นไปหมด การใส่ keyword ให้กระจายทั่วเนื้อหาเป็นสิ่งที่ดี แต่การยัด keyword จนทำให้อ่านไม่รู้เรื่องนั้นไม่เป็นเรื่องที่ดีและไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้ดูเป็นเหมือนบทความรูปแบบสแปมมากกว่า

ใช้ heading 2 และ heading 3 เข้ามาช่วย การทำเนื้อหาให้มีแต่พารากราฟยาว ๆ ทำให้อ่านยาก ซึ่ง Google เองก็ไม่ค่อยชอบเนื้อหาที่อ่านยากแบบนี้ด้วยเหมือนกัน การนำ heading 2 และ heading 3 เข้ามาย่อยเนื้อหาของบทความให้อ่านง่ายขึ้น ดูเป็นระเบียบมากขึ้นจึงเป็นวิธีการที่ช่วยคุณได้

ใส่ keyword ลงในชื่อรูปภาพด้วย บางคนตั้งชื่อรูปภาพด้วยชื่อ original หรือชื่อดั้งเดิมที่ถูกบันทึกลงบนเครื่องคอมพิวเตอร์และอาจยังไม่รู้ว่าสามารถใส่ keyword ลงในชื่อของรูปภาพได้ แล้วแน่นอนว่าการใส่ keyword ใส่บริเวณนี้จะยิ่งมีโอกาสให้คุณถูกค้นหาได้ง่ายขึ้นมากกว่าการตั้งชื่อรูปภาพที่ประกอบไปด้วยตัวหนังสือหรือตัวเลขที่ไม่มี keyword เลย

ไม่จำเป็นต้องใส่ keyword ในทุก heading หรือพารากราฟเสมอไป หลายครั้งการทำ SEO ก็ดูเป็นเรื่องยากเหมือนกัน เพราะการใส่ keyword ที่ดีจะต้องทำให้ดูเป็นธรรมชาติมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้การยัด keyword จะง่ายกว่าก็ตาม ฉะนั้น heading ของคุณทุกส่วนไม่จำเป็นต้องมี keyword แทรกจนดูยัดเยียดให้คนอ่านมากเกินไป

หัวข้อต้องมี keyword อยู่ด้วยทุกครั้ง มาถึงส่วนสุดท้ายที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือการใส่ keyword ลงไปในหัวข้อของเนื้อหา แน่นอนว่ายิ่งเนื้อหาของคุณน่าสนใจมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งทำให้คนอยากคลิกอ่านมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งตามหลักของการทำ SEO จะต้องมี keyword อยู่ในหัวข้อของเนื้อหาเสมอ เพราะ Google เองจะค้นหาเนื้อหาของคุณด้วยหัวข้อเช่นกัน

แล้วนี่ก็คือวิธีการกระจาย keyword ที่เป็นการใช้เทคนิคเล็กน้อยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของเนื้อหาบนเว็บไซต์ของคุณให้ติดอันดับบน Google มากขึ้น ถ้ารู้แล้วอย่าลืมนำเอาวิธีเหล่านี้ไปใช้ในการผลิตเนื้อหาบนเว็บไซต์ของคุณด้วยนะ

กระจาย keyword SEO อย่างไรให้ Google ประทับใจ

เนื้อหา SEO 6 ประเภท ที่คุณทำได้เลยทันที

เนื้อหา SEO 6 ประเภท ที่คุณทำได้เลยทันที

เนื้อหาหรือ content นั้นมีหลายประเภท ไม่ได้มีแค่เนื้อหาประเภทบทความเท่านั้น ซึ่งการทำเนื้อหาออกมาได้หลากหลาย จะเป็นการนำเสนอข้อมูลที่ช่วยให้คนอ่านไม่เบื่อและทำให้ข้อมูลถูกนำเสนอออกมาได้อย่างน่าสนใจหรืออ่านง่ายขึ้นอีกด้วย ถ้าอยากรู้ว่ามีเนื้อหาแบบไหนบ้าง เรามาดูกันเลยดีกว่า

เนื้อหา SEO แบบไหน ที่ควรทำ

Infographic – เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณต้องการนำเสนอข้อมูลที่มีเนื้อหาเยอะ ทั้งตัวหนังสือ รูปภาพ กราฟหรือแผนภูมิ คุณสามารถใช้ infographic เป็นตัวช่วยได้ เพราจะทำให้คนอ่านกวาดสายตาได้ง่ายกว่า แม้ว่า infographic จะใส่คีย์เวิร์ด SEO ลงในคำอธิบายและชื่อรูปภาพได้น้อย แต่ทำให้คนอ่านอยากติดตามได้

Guide – การใช้เนื้อหาประเภท guide หรือประเภท how to จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณดูมีความเชี่ยวชาญทางด้านนั้น ๆ แล้วยังสร้างประโยชน์ให้กับคนที่กำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับหัวข้อที่คุณกำลังเขียนด้วยนะ โดยนักการตลาดหลายคนใช้เนื้อหาประเภทนี้ในการเพิ่ม traffic และทำ lead generation ด้วยเหมือนกัน แล้วยังสามารถใส่คีย์เวิร์ดได้เหมือนกับบทความทั่วไปที่ประกอบไปด้วยตัวหนังสือและรูปภาพอีกด้วย

Video – การใช้เนื้อหาประเภท video อาจทำให้คุณไม่สามารถใส่คีย์เวิร์ดลงในเนื้อหาเหมือนบทความได้เช่นเดียวกับ infographic แต่สิ่งที่เนื้อหาประเภท video สามารถช่วยได้คือ การดึงดูดกลุ่มเป้าหมายได้ดีกว่าบทความเพราะมีทั้งภาพและเสียง ซึ่งคุณสามารถทำ SEO ได้ด้วยการใส่คีย์เวิร์ดลงไปใน description ของ video หรือจะเป็น hashtag ก็ได้

Directory – เนื้อหาประเภท directory มีประโยชน์ตอนที่คุณต้องการสร้าง external link ให้ link ไปในเว็บไซต์อื่น หรือต้องการให้เว็บไซต์อื่น link มาที่เว็บไซต์ของคุณ ซึ่งภายในเนื้อหาจะเป็นการพูดถึงข้อมูลและให้แหล่งข้อมูลเอาไว้เพื่อให้คนอ่านได้คลิกเข้าไปนั่นเอง ซึ่งคุณสามารถใส่คีย์เวิร์ด SEO ได้ตามความเหมาะสมได้เลย

List – บทความประเภท list ที่ย่อยเนื้อหาออกมาเป็นข้อ ๆ จะทำให้คนอ่านอ่านเนื้อหาได้ง่ายขึ้นด้วยการกวาดสายตา อีกทั้งคุณยังสามารถตั้งชื่อหัวข้อเป็นตัวเลขให้คนอ่านรู้ล่วงหน้าก่อนคลิกเข้ามาอ่านได้ด้วย เช่น 10 ช่องทางหารายได้เสริมสำหรับมนุษย์ออฟฟิศ เห็นไหมว่าดูน่าอ่านและชื่อหัวข้อก็ดึงดูดมากกว่าการใช้ตัวหนังสือเพียงอย่างเดียว

Slide show – หลายครั้งการย่อยข้อมูลนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป ซึ่งการใช้รูปภาพเข้ามาช่วยคั่นและแบ่งเป็นหน้า ๆ ก็สามารถช่วยให้การนำเสนอข้อมูลนั้นดูไม่น่าเบื่อเกินไปด้วยนะ ซึ่งการแทรกคีย์เวิร์ด SEO นั้นจะเป็นส่วนของชื่อไฟล์หรือชื่อ slide แต่ละหน้านั่นเอง

ทีนี้ก็ถึงตาคุณแล้วล่ะว่าจะเลือกใช้วิธีการนำเสนอเนื้อหาประเภทไหนเข้ามาช่วยเป็นวิธีการนำเสนอข้อมูลให้กับคนอ่านของคุณได้ติดตาม แล้วมาบอกกันด้วยนะว่าเนื้อหาแบบไหนที่แฟน ๆ ของคุณชอบอ่านบ้าง

เนื้อหา SEO แบบไหน ที่ควรทำ

การโฆษณาในยุคนี้ ทำอย่างไรคุ้มค่าที่สุด

การโฆษณาในยุคนี้ ทำอย่างไรคุ้มค่าที่สุด

ด้วยยุคสมัยนี้การติดต่อสื่อสารกันจะทำบนโลกอินเทอร์เน็ตกันแล้วทั้งนั้น ในบทความนี้จึงขอไม่พูดถึงช่องทางการโฆษณาที่เป็นออฟไลน์เนื่องจากหมดสมัยไปแล้ว (แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ได้ผล เพียงแต่ไม่นิยม) ซึ่งการทำโฆษณาในช่องทางออนไลน์ก็มีด้วยกันหลายวิธีเช่น Bing Ads, Facebook Ads, Twitter, Instragram เป็นต้น หรือแม้แต่ในช่องทาง Market Place ออนไลน์อย่าง Lazada, Shopee ก็ได้รับความนิยมไม่น้อย แต่วิธีไหนล่ะที่เป็นวิธีที่คุ้มค่าที่สุด

ขอแยกรูปแบบการโฆษณาออกเป็น 2 รูปแบบดังนี้

การโปรโมทแบบใช้เงิน เป็นรูปแบบที่นิยมมากในช่วง 6 – 7 ปีที่ผ่านมา จุดเด่นของการโปรโมทแบบใช้เงินคือได้ผลตอบรับที่รวดเร็วมาก ธุรกิจจะเติบโตแบบก้าวกระโดดเนื่องจากการโฆษณาที่แต่ละครั้งมีประสิทธิภาพ ตรงกลุ่มเป้าหมาย อย่างการโฆษณาบน Facebook Ads , Google Ads , การโฆษณาบน BumQ และ Nipa เป็นต้น หรือแม้แต่การจับมือกับเว็บช้อปปิ้งดัง ๆ อย่าง Lazada, Shopee วิธีการเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคได้เห็นสินค้าผ่านหน้าจอมือถือได้โดยง่าย

การโปรโมทแบบไม่ใช้เงิน แน่นอนว่าเราจะสร้างธุรกิจโดยไม่ใช้เงินลงทุน ก็ต้องใช้แรงและความพยายามแทน ผู้ที่จะโปรโมทโฆษณาแบบไม่ใช้เงินอาจจะต้องศึกษากลยุทธ์และวิธีการทำตลาดออนไลน์มากกว่าแบบใช้เงินมากหน่อย เพื่อให้การลงโฆษณาของเราสัมฤทธิ์ผล โดยการโปรโมทแบบไม่ใช้เงินจะมีหลากหลายวิธีเช่น การสร้าง Content ใน Facebook , Line , Twitter หรือการทำ SEO ก็เป็นหนึ่งในวิธีการโปรโมทแบบไม่ใช้เงินที่ดีมากวิธีหนึ่ง โดยการทำ SEO คือวิธีที่จะดันให้เว็บไซต์ของเราไปอยู่ในอันดับต้น ๆ บน Search Engine อันดับหนึ่งอย่าง Google เป็นต้น ด้วยวิธีนี้ไม่จำเป็นต้องเสียงบประมาณการโฆษณาแต่อย่างใด ขอแค่มีบทความคุณภาพ ดึงดูดใจผู้อ่านได้ ก็สามารถทำ SEO ได้แล้ว

ถ้าจะถามว่าเราอยากโปรโมทแบบไหนระหว่างเสียเงินกับไม่เสียเงิน แน่นอนว่าใคร ๆ ก็ไม่อยากเสียเงินกันทั้งนั้น แต่การโปรโมทแบบไม่เสียเงิน ผู้ทำโฆษณาจะต้องรู้ลึกรู้จริงเกี่ยวกับเทคนิคที่จะทำให้ผู้บริโภคได้มีส่วนร่วมกับสิ่งที่เราต้องการจะนำเสนอ

อย่างการทำ SEO ถือเป็นวิธีการโปรโมทแบบไม่เสียเงินที่คุ้มค่ามากที่สุดวิธีหนึ่ง เพียงแค่เราสามารถสร้างบทความคุณภาพตามหลักการทำ SEO ได้อย่างถูกต้อง รับรองเลยว่าประสิทธิภาพไม่ด้อยไปกว่าการโปรโมทแบบเสียเงินอย่างแน่นอน เพียงแต่ต้องอาศัยความพยายามมากกว่า ซึ่งตรงนี้เองที่เป็นข้อดีของการทำ SEO เพราะความสำเร็จจะงอกเงยได้ก็เนื่องมาจากการที่เราศึกษาพฤติกรรมของลูกค้า เราจะได้รู้จักความรู้สึกจริง ๆ เข้าใจรสนิยมของผู้บริโภค

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเอามาต่อยอดเป็นการสร้างโฆษณาที่มีประสิทธิภาพ ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดีนั่นเอง

ขอแยกรูปแบบการโฆษณาออกเป็น 2 รูปแบบ

How to เขียนบทความ SEO ให้น่าอ่าน

How to เขียนบทความ SEO ให้น่าอ่าน

การเขียนบทความเป็นหลักพื้นฐานในการทำ SEO ที่นักการตลาดรู้อยู่แล้วว่าสามารถเพิ่ม Traffic ให้กับเว็บไซต์ได้ โดยพื้นฐานแล้วการเขียนบทความ SEO ที่ดี ต้องมีองค์ประกอบ ดังนี้

มีจำนวนคำที่เหมาะสม คือ ต้องไม่ใช่บทความที่สั้นเกินไป เนื่องจากการเขียนอธิบายเกี่ยวกับเรื่องใดสักเรื่องให้คนอ่านเข้าใจควรอยู่ที่ประมาณ 300 คำขึ้นไป

ใช้จำนวน Keyword ในปริมาณที่เหมาะสม เนื่องจากการใช้ Keyword ที่มากเกินไปแม้จะเป็น Keyword ที่ดีก็อาจทำให้บทความนั้นอ่านไม่รู้เรื่องและยังเปรียบเสมือนการสแปม Keyword ด้วย

การใช้รูปภาพควรสอดคล้องกับเนื้อหาภายในเว็บไซต์และต้องใช้ Keyword ในการอธิบายภาพ (Alt image) ด้วย รวมถึงการเซฟไฟล์ภาพควรใช้ Keyword เพื่อให้ภาพบนเว็บไซต์มีโอกาสติด Search Engine image ด้วย

แน่นอนว่าเหล่านักการตลาดออนไลน์ย่อมทำตามหลักการพื้นฐานในการทำ บทความ SEO แต่หากบทความไม่น่าอ่านก็อาจทำให้เว็บไซต์ไม่ติดอันดับบน Search Engine ได้ ซึ่งวิธีเขียนบทความ SEO ให้น่าอ่าน สามารถทำได้ ดังนี้

วิธีเขียนบทความ SEO ให้น่าอ่าน

แบ่งเนื้อหาภายในบทความออกเป็นส่วน ๆ โดยการแบ่งวรรคที่ช่วยให้คนอ่านสามารถจับเนื้อหาได้ง่ายควรอยู่ที่ประมาณ 3 – 5 บรรทัด เพราะสัดส่วนดังกล่าวจะทำให้เนื้อหาของบทความไม่แน่นเกินไปจนจับประเด็นได้ยาก

แบ่งเนื้อหาเป็น Bullet เป็นวิธีที่ช่วยย่อเนื้อหาให้อ่านง่ายขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้อ่านที่ไม่มีเวลาอ่านเนื้อหาทั้งหมด

เขียนคำอธิบายบทความสั้น ๆ ในบรรทัดถัดจากหัวข้อบทความ เพื่อให้ผู้ที่คลิกเข้ามาอ่านบทความได้ทราบถึงขอบเขตของเนื้อหาคร่าว ๆ ว่าเป็นเนื้อหาที่ผู้อ่านกำลังสนใจหรือไม่ ซึ่งในการเขียนคำอธิบายบทความ ควรใช้ความยาวไม่เกิน 1 – 2 บรรทัด โดยอาจใช้ประโยคสำคัญของเนื้อหาเพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้อ่านก็ได้

เรียบเรียงเนื้อหาให้ดี เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน การเขียนบทความที่ดีควรมีการวางแผนการเขียนคร่าว ๆ เพื่อให้เกิดการเรียบเรียงเนื้อหาเป็นลำดับเนื่องจากบทความที่มีจำนวนคำมาก ๆ ผู้เขียนอาจเกิดความสับสนได้หากไม่วางแผนให้ดีเพื่อไม่ให้ผู้อ่านเกิดความสับสน

สะกดคำถูกต้อง การสะกดคำเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถทำให้ผู้อ่านเกิดความเชื่อถือในเว็บไซต์ ดังนั้นผู้เขียนจึงควรตรวจการสะกดคำให้ถูกต้องอยู่เสมอ โดยอาจใช้เว็บไซต์พจนานุกรมออนไลน์ในการเช็คคำศัพท์ที่ไม่แน่ใจได้

ใช้ภาพหรือ infographic ในปริมาณที่เหมาะสม ภาพจะช่วยให้บทความที่มีความยาวมีความน่าสนใจมากขึ้น แต่การใช้ภาพมากเกินไปอาจทำให้ผู้อ่านไม่สามารถจับประเด็นสำคัญได้ ยกเว้นว่าภาพนั้นจะเป็นการทำ Infographic ที่ช่วยอธิบายเนื้อหายาก ๆ ให้เข้าใจง่ายขึ้น

เทคนิคในการเขียนบทความเหล่านี้จะช่วยเติมความน่าสนใจให้กับบทความได้ และจะทำให้ผู้ที่เข้ามาอ่านสามารถอ่านบทความ SEO ได้จนจบ เมื่อมีผู้อ่านใช้เวลาในเว็บไซต์มากขึ้น ก็จะทำให้เว็บไซต์ได้รับความไว้วางใจจาก Search Engine เพิ่มขึ้นด้วย

วิธีเขียนบทความ SEO ให้น่าอ่าน

SEO รูปภาพจำเป็นหรือไม่ ? มีความสำคัญอย่างไร

SEO รูปภาพจำเป็นหรือไม่

ปัจจุบันเว็บไซต์ถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญของการทำการตลาดออนไลน์ ซึ่งนักการตลาดออนไลน์ส่วนใหญ่ได้ทราบถึงความจำเป็นของการทำบทความ SEO หรือบทความที่ใช้ Keyword ที่กลุ่มเป้าหมายค้นหาบ่อย ทำให้ความรู้เกี่ยวกับ SEO จึงเป็นความรู้พื้นฐานที่นักการตลาดควรรู้ โดยความรู้เกี่ยวกับ SEO เริ่มที่การเขียนบทความ SEO ประกอบไปด้วย

การเขียนบทความโดยใช้ Keyword ที่กลุ่มเป้าหมายค้นหาบ่อย โดยเขียนในลักษณะให้ความรู้จะทำให้เกิดความน่าสนใจมากที่สุด

ความสม่ำเสมอของการเขียนบทความ SEO ควร Upload บทความสม่ำเสมอทุกวันอย่างน้อยวันละ 1 บทความ ซึ่งนักการตลาดหรือคนทำเว็บไซต์มือโปรจะทำการ Upload บทความใหม่ 1 บทความและ Rewrite บทความเก่า 1 บทความ เพื่อให้เว็บไซต์มีบทความที่น่าสนใจเพิ่มมากขึ้น

จำนวนคำที่เหมาะสมของบทความ SEO ควรอยู่ที่ประมาณ 300 คำ ขึ้นไป เนื่องจากเป็นจำนวนที่สามารถอธิบายหรือให้ความรู้กับกลุ่มเป้าหมายได้ดีกว่าและ Search Engine จะมองว่าเป็นเว็บไซต์คุณภาพที่ให้ประโยชน์แก่ผู้ใช้งาน

ความสำคัญของรูปภาพ ในการทำ SEO

การใช้รูปภาพ รูปภาพเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้บทความมีความน่าสนใจมากขึ้นและยังช่วยในเรื่องของ SEO ได้เป็นอย่างดี โดยเริ่มที่การตั้งชื่อรูปภาพด้วย Keyword เดียวกันกับที่นำมาทำบทความ SEO, จากนั้นเขียนคำบรรยายภาพ (Alt Image) ด้วย Keyword โดยเลือก Keyword หลักเพียง 1 คำเพื่อใส่ใน Alt Image เท่านั้น เพื่อไม่ให้ Search Engine เกิดความสับสน และตำแหน่งของการวางรูปภาพก็เป็นสิ่งสำคัญเพราะช่วยให้รูปภาพได้รับความสนใจจาก Search Engine โดยตำแหน่งที่ควรวางรูปภาพควรวางใกล้กับประโยคที่มี Keyword หลักเดียวกันอยู่ รวมถึงจำนวนของรูปภาพในบทความไม่ควรมีมากเกินความจำเป็น เนื่องจากจะทำให้เว็บโหลดช้ากว่าปกติซึ่ง Search Engine จะมองว่าไม่เป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน

มีการจัดหมวดหมู่ไว้อย่างชัดเจนและเป็นระเบียบจะทำให้ Search Engine มองว่าเว็บไซต์มีความเป็นมิตรกับผู้ใช้งานมากกว่า เพราะทำให้เกิดความสะดวกในการดูข้อมูลต่าง ๆ บนเว็บไซต์

ควรปรับหน้าเว็บไซต์ให้เหมาะกับการใช้งานบนสมาร์ทโฟน เนื่องจากในปัจจุบันมีผู้ใช้งานไม่น้อยที่ไม่ได้เปิดเว็บไซต์บนคอมพิวเตอร์

จากพื้นฐานการทำเว็บไซต์ทั้ง 6 ข้อ การทำ SEO รูปภาพ มักถูกละเลยความสำคัญมากที่สุด เนื่องจากกลุ่มนักการตลาดมือใหม่มักมุ่งเน้นแต่การทำให้บทความมีคุณภาพ โดยลืมขั้นตอนง่าย ๆ เกี่ยวกับการตั้งค่ารูปภาพ

โดยสรุปแล้ว “รูปภาพ” มีความจำเป็นอย่างมากที่จะทำให้เว็บไซต์ติดอันดับหน้าแรกบน Search Engine ได้ ซึ่งหากทำตามคำแนะนำเกี่ยวกับการตั้งค่าต่าง ๆ เกี่ยวกับรูปภาพ ไม่เพียงแต่จะทำให้เว็บไซต์มีความน่าสนใจแล้ว ยังทำให้บทความติดอันดับบนหน้าแรกของ Search Engine ได้ง่ายขึ้น รวมถึงการตั้งค่าดังกล่าว ยังมีโอกาสทำให้รูปภาพติดอันดับบน Search Engine แบบการค้นหารูปภาพ (เช่น Google Images) ได้ด้วย

ความสำคัญของรูปภาพ ในการทำ SEO

ทำ SEO แล้วดีอย่างไรต่อธุรกิจคุณ

ประโยชน์จากการทำ SEO

การทำ SEO หรือ search engine optimization เป็นเทคนิคการตลาดที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ เพราะกำลังได้รับความนิยมอย่างมากทั้งในไทยและต่างประเทศ เนื่องจากจะช่วยให้ธุรกิจยุคใหม่มีโอกาสประสบความสำเร็จได้สูง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่มีการแข่งขันกันอย่างมากในยุคปัจจุบัน

SEO เป็นหลักเกณฑ์ที่ Google ได้ออกแบบมาหลายปีแล้ว เพื่อช่วยในการคัดกรองคุณภาพของเว็บไซต์ ถ้าคุณต้องการประสบความสำเร็จในการขายสินค้าและบริการทุกรูปแบบ ก็จำเป็นจะต้องศึกษาการทำ SEO ไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทางด้านธุรกิจแนะนำว่า เมื่อทำ SEO แล้วจะได้รับประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ต่อไปนี้

ประโยชน์จากการทำ SEO

เพิ่มความเชื่อมั่นในธุรกิจ : เนื่องจากอันดับ SEO ของเว็บไซต์มาจากการจัดระเบียบของระบบอัลกอริทึมของ Google ซึ่งส่งผลให้บริษัท 3 อันดับแรก ที่อยู่ในหน้าจอการสืบค้น ที่เรียกว่า SERPs หรือ search engine result pages ได้รับความเชื่อถือสูงจากผู้คนที่ใช้งาน Google ทำให้มีโอกาสถูกคลิกเข้ามาใช้บริการสั่งซื้อสินค้าและบริการมากเกือบ 100%

เพิ่มโอกาสในการขายสินค้าและบริการ : เมื่อมีการผลิต บทความ SEO ที่ใช้ในเว็บไซต์เป็นประจำสม่ำเสมอ จะทำให้ผู้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อ่านบทความที่ตรงกับสิ่งที่กำลังมองหาที่มีเนื้อหาใหม่ ๆ อยู่ตลอด เช่น คนที่กำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกคีย์บอร์ดเล่นเกมส์อีสปอร์ต ในปี 2020 ก็สามารถที่จะเข้ามาเพื่อดูรายละเอียดจากเว็บไซต์ของคุณโดยตรง ซึ่งทำให้คุณสามารถเชื่อมโยงไปสู่การขายสินค้าในเว็บไซต์ตัวเองได้ด้วย การทำบทความ SEO ที่มีคุณภาพมาก ๆ จะทำให้เว็บไซต์ของคุณอยู่ในอันดับต้น ๆ ของหน้าจอการสืบค้นตลอดปีแน่นอน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการขายได้อย่างมาก

ลดค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์ : ปกติแล้วการทำตลาดที่หลายคนรู้จักคือ การทำโฆษณาด้วยการจ้างพรีเซ็นเตอร์ หรือใช้ช่องทาง YouTube แต่หากทำ SEO ให้กับเว็บไซต์เป็นประจำสม่ำเสมอ จะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ แก่ Google เลย เพียงแค่ใช้ระยะเวลาในการสะสมข้อมูล เพื่อให้ระบบนำไปประมวลและเปรียบเทียบกับเว็บไซต์อื่น ๆ ที่ใช้ keyword เดียวกันเท่านั้น

ต่อยอดเพื่อการพัฒนาเว็บไซต์ : เว็บไซต์ในอนาคตจะต้องใช้ระบบในการเปรียบเทียบคุณภาพกัน ถ้าคุณเริ่มทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ตั้งแต่วันนี้ จะทำให้สามารถต่อยอดไปได้ไกล โดยใช้เวลาในการแก้ไขข้อบกพร่องย้อนหลังน้อยลง จึงเพิ่มโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจได้สูงยิ่งขึ้นในระยะยาว

เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านมองเห็นประโยชน์ของการทำ SEO ตามที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจออนไลน์ต่อไป ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถทำ SEO ได้ด้วยตัวเองผ่านหนังสือและคอร์สเรียนออนไลน์ต่าง ๆ หรืออาจจะจ้างบริษัททำ SEO ที่มีความน่าเชื่อถือและคิดราคาที่เหมาะสมได้

ทำ SEO แล้วดีอย่างไรต่อธุรกิจคุณ