การโฆษณาในยุคนี้ ทำอย่างไรคุ้มค่าที่สุด

การโฆษณาในยุคนี้ ทำอย่างไรคุ้มค่าที่สุด

ด้วยยุคสมัยนี้การติดต่อสื่อสารกันจะทำบนโลกอินเทอร์เน็ตกันแล้วทั้งนั้น ในบทความนี้จึงขอไม่พูดถึงช่องทางการโฆษณาที่เป็นออฟไลน์เนื่องจากหมดสมัยไปแล้ว (แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ได้ผล เพียงแต่ไม่นิยม) ซึ่งการทำโฆษณาในช่องทางออนไลน์ก็มีด้วยกันหลายวิธีเช่น Bing Ads, Facebook Ads, Twitter, Instragram เป็นต้น หรือแม้แต่ในช่องทาง Market Place ออนไลน์อย่าง Lazada, Shopee ก็ได้รับความนิยมไม่น้อย แต่วิธีไหนล่ะที่เป็นวิธีที่คุ้มค่าที่สุด

ขอแยกรูปแบบการโฆษณาออกเป็น 2 รูปแบบดังนี้

การโปรโมทแบบใช้เงิน เป็นรูปแบบที่นิยมมากในช่วง 6 – 7 ปีที่ผ่านมา จุดเด่นของการโปรโมทแบบใช้เงินคือได้ผลตอบรับที่รวดเร็วมาก ธุรกิจจะเติบโตแบบก้าวกระโดดเนื่องจากการโฆษณาที่แต่ละครั้งมีประสิทธิภาพ ตรงกลุ่มเป้าหมาย อย่างการโฆษณาบน Facebook Ads , Google Ads , การโฆษณาบน BumQ และ Nipa เป็นต้น หรือแม้แต่การจับมือกับเว็บช้อปปิ้งดัง ๆ อย่าง Lazada, Shopee วิธีการเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคได้เห็นสินค้าผ่านหน้าจอมือถือได้โดยง่าย

การโปรโมทแบบไม่ใช้เงิน แน่นอนว่าเราจะสร้างธุรกิจโดยไม่ใช้เงินลงทุน ก็ต้องใช้แรงและความพยายามแทน ผู้ที่จะโปรโมทโฆษณาแบบไม่ใช้เงินอาจจะต้องศึกษากลยุทธ์และวิธีการทำตลาดออนไลน์มากกว่าแบบใช้เงินมากหน่อย เพื่อให้การลงโฆษณาของเราสัมฤทธิ์ผล โดยการโปรโมทแบบไม่ใช้เงินจะมีหลากหลายวิธีเช่น การสร้าง Content ใน Facebook , Line , Twitter หรือการทำ SEO ก็เป็นหนึ่งในวิธีการโปรโมทแบบไม่ใช้เงินที่ดีมากวิธีหนึ่ง โดยการทำ SEO คือวิธีที่จะดันให้เว็บไซต์ของเราไปอยู่ในอันดับต้น ๆ บน Search Engine อันดับหนึ่งอย่าง Google เป็นต้น ด้วยวิธีนี้ไม่จำเป็นต้องเสียงบประมาณการโฆษณาแต่อย่างใด ขอแค่มีบทความคุณภาพ ดึงดูดใจผู้อ่านได้ ก็สามารถทำ SEO ได้แล้ว

ถ้าจะถามว่าเราอยากโปรโมทแบบไหนระหว่างเสียเงินกับไม่เสียเงิน แน่นอนว่าใคร ๆ ก็ไม่อยากเสียเงินกันทั้งนั้น แต่การโปรโมทแบบไม่เสียเงิน ผู้ทำโฆษณาจะต้องรู้ลึกรู้จริงเกี่ยวกับเทคนิคที่จะทำให้ผู้บริโภคได้มีส่วนร่วมกับสิ่งที่เราต้องการจะนำเสนอ

อย่างการทำ SEO ถือเป็นวิธีการโปรโมทแบบไม่เสียเงินที่คุ้มค่ามากที่สุดวิธีหนึ่ง เพียงแค่เราสามารถสร้างบทความคุณภาพตามหลักการทำ SEO ได้อย่างถูกต้อง รับรองเลยว่าประสิทธิภาพไม่ด้อยไปกว่าการโปรโมทแบบเสียเงินอย่างแน่นอน เพียงแต่ต้องอาศัยความพยายามมากกว่า ซึ่งตรงนี้เองที่เป็นข้อดีของการทำ SEO เพราะความสำเร็จจะงอกเงยได้ก็เนื่องมาจากการที่เราศึกษาพฤติกรรมของลูกค้า เราจะได้รู้จักความรู้สึกจริง ๆ เข้าใจรสนิยมของผู้บริโภค

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเอามาต่อยอดเป็นการสร้างโฆษณาที่มีประสิทธิภาพ ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดีนั่นเอง

ขอแยกรูปแบบการโฆษณาออกเป็น 2 รูปแบบ

How to เขียนบทความ SEO ให้น่าอ่าน

How to เขียนบทความ SEO ให้น่าอ่าน

การเขียนบทความเป็นหลักพื้นฐานในการทำ SEO ที่นักการตลาดรู้อยู่แล้วว่าสามารถเพิ่ม Traffic ให้กับเว็บไซต์ได้ โดยพื้นฐานแล้วการเขียนบทความ SEO ที่ดี ต้องมีองค์ประกอบ ดังนี้

มีจำนวนคำที่เหมาะสม คือ ต้องไม่ใช่บทความที่สั้นเกินไป เนื่องจากการเขียนอธิบายเกี่ยวกับเรื่องใดสักเรื่องให้คนอ่านเข้าใจควรอยู่ที่ประมาณ 300 คำขึ้นไป

ใช้จำนวน Keyword ในปริมาณที่เหมาะสม เนื่องจากการใช้ Keyword ที่มากเกินไปแม้จะเป็น Keyword ที่ดีก็อาจทำให้บทความนั้นอ่านไม่รู้เรื่องและยังเปรียบเสมือนการสแปม Keyword ด้วย

การใช้รูปภาพควรสอดคล้องกับเนื้อหาภายในเว็บไซต์และต้องใช้ Keyword ในการอธิบายภาพ (Alt image) ด้วย รวมถึงการเซฟไฟล์ภาพควรใช้ Keyword เพื่อให้ภาพบนเว็บไซต์มีโอกาสติด Search Engine image ด้วย

แน่นอนว่าเหล่านักการตลาดออนไลน์ย่อมทำตามหลักการพื้นฐานในการทำ บทความ SEO แต่หากบทความไม่น่าอ่านก็อาจทำให้เว็บไซต์ไม่ติดอันดับบน Search Engine ได้ ซึ่งวิธีเขียนบทความ SEO ให้น่าอ่าน สามารถทำได้ ดังนี้

วิธีเขียนบทความ SEO ให้น่าอ่าน

แบ่งเนื้อหาภายในบทความออกเป็นส่วน ๆ โดยการแบ่งวรรคที่ช่วยให้คนอ่านสามารถจับเนื้อหาได้ง่ายควรอยู่ที่ประมาณ 3 – 5 บรรทัด เพราะสัดส่วนดังกล่าวจะทำให้เนื้อหาของบทความไม่แน่นเกินไปจนจับประเด็นได้ยาก

แบ่งเนื้อหาเป็น Bullet เป็นวิธีที่ช่วยย่อเนื้อหาให้อ่านง่ายขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้อ่านที่ไม่มีเวลาอ่านเนื้อหาทั้งหมด

เขียนคำอธิบายบทความสั้น ๆ ในบรรทัดถัดจากหัวข้อบทความ เพื่อให้ผู้ที่คลิกเข้ามาอ่านบทความได้ทราบถึงขอบเขตของเนื้อหาคร่าว ๆ ว่าเป็นเนื้อหาที่ผู้อ่านกำลังสนใจหรือไม่ ซึ่งในการเขียนคำอธิบายบทความ ควรใช้ความยาวไม่เกิน 1 – 2 บรรทัด โดยอาจใช้ประโยคสำคัญของเนื้อหาเพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้อ่านก็ได้

เรียบเรียงเนื้อหาให้ดี เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน การเขียนบทความที่ดีควรมีการวางแผนการเขียนคร่าว ๆ เพื่อให้เกิดการเรียบเรียงเนื้อหาเป็นลำดับเนื่องจากบทความที่มีจำนวนคำมาก ๆ ผู้เขียนอาจเกิดความสับสนได้หากไม่วางแผนให้ดีเพื่อไม่ให้ผู้อ่านเกิดความสับสน

สะกดคำถูกต้อง การสะกดคำเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถทำให้ผู้อ่านเกิดความเชื่อถือในเว็บไซต์ ดังนั้นผู้เขียนจึงควรตรวจการสะกดคำให้ถูกต้องอยู่เสมอ โดยอาจใช้เว็บไซต์พจนานุกรมออนไลน์ในการเช็คคำศัพท์ที่ไม่แน่ใจได้

ใช้ภาพหรือ infographic ในปริมาณที่เหมาะสม ภาพจะช่วยให้บทความที่มีความยาวมีความน่าสนใจมากขึ้น แต่การใช้ภาพมากเกินไปอาจทำให้ผู้อ่านไม่สามารถจับประเด็นสำคัญได้ ยกเว้นว่าภาพนั้นจะเป็นการทำ Infographic ที่ช่วยอธิบายเนื้อหายาก ๆ ให้เข้าใจง่ายขึ้น

เทคนิคในการเขียนบทความเหล่านี้จะช่วยเติมความน่าสนใจให้กับบทความได้ และจะทำให้ผู้ที่เข้ามาอ่านสามารถอ่านบทความ SEO ได้จนจบ เมื่อมีผู้อ่านใช้เวลาในเว็บไซต์มากขึ้น ก็จะทำให้เว็บไซต์ได้รับความไว้วางใจจาก Search Engine เพิ่มขึ้นด้วย

วิธีเขียนบทความ SEO ให้น่าอ่าน

SEO รูปภาพจำเป็นหรือไม่ ? มีความสำคัญอย่างไร

SEO รูปภาพจำเป็นหรือไม่

ปัจจุบันเว็บไซต์ถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญของการทำการตลาดออนไลน์ ซึ่งนักการตลาดออนไลน์ส่วนใหญ่ได้ทราบถึงความจำเป็นของการทำบทความ SEO หรือบทความที่ใช้ Keyword ที่กลุ่มเป้าหมายค้นหาบ่อย ทำให้ความรู้เกี่ยวกับ SEO จึงเป็นความรู้พื้นฐานที่นักการตลาดควรรู้ โดยความรู้เกี่ยวกับ SEO เริ่มที่การเขียนบทความ SEO ประกอบไปด้วย

การเขียนบทความโดยใช้ Keyword ที่กลุ่มเป้าหมายค้นหาบ่อย โดยเขียนในลักษณะให้ความรู้จะทำให้เกิดความน่าสนใจมากที่สุด

ความสม่ำเสมอของการเขียนบทความ SEO ควร Upload บทความสม่ำเสมอทุกวันอย่างน้อยวันละ 1 บทความ ซึ่งนักการตลาดหรือคนทำเว็บไซต์มือโปรจะทำการ Upload บทความใหม่ 1 บทความและ Rewrite บทความเก่า 1 บทความ เพื่อให้เว็บไซต์มีบทความที่น่าสนใจเพิ่มมากขึ้น

จำนวนคำที่เหมาะสมของบทความ SEO ควรอยู่ที่ประมาณ 300 คำ ขึ้นไป เนื่องจากเป็นจำนวนที่สามารถอธิบายหรือให้ความรู้กับกลุ่มเป้าหมายได้ดีกว่าและ Search Engine จะมองว่าเป็นเว็บไซต์คุณภาพที่ให้ประโยชน์แก่ผู้ใช้งาน

ความสำคัญของรูปภาพ ในการทำ SEO

การใช้รูปภาพ รูปภาพเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้บทความมีความน่าสนใจมากขึ้นและยังช่วยในเรื่องของ SEO ได้เป็นอย่างดี โดยเริ่มที่การตั้งชื่อรูปภาพด้วย Keyword เดียวกันกับที่นำมาทำบทความ SEO, จากนั้นเขียนคำบรรยายภาพ (Alt Image) ด้วย Keyword โดยเลือก Keyword หลักเพียง 1 คำเพื่อใส่ใน Alt Image เท่านั้น เพื่อไม่ให้ Search Engine เกิดความสับสน และตำแหน่งของการวางรูปภาพก็เป็นสิ่งสำคัญเพราะช่วยให้รูปภาพได้รับความสนใจจาก Search Engine โดยตำแหน่งที่ควรวางรูปภาพควรวางใกล้กับประโยคที่มี Keyword หลักเดียวกันอยู่ รวมถึงจำนวนของรูปภาพในบทความไม่ควรมีมากเกินความจำเป็น เนื่องจากจะทำให้เว็บโหลดช้ากว่าปกติซึ่ง Search Engine จะมองว่าไม่เป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน

มีการจัดหมวดหมู่ไว้อย่างชัดเจนและเป็นระเบียบจะทำให้ Search Engine มองว่าเว็บไซต์มีความเป็นมิตรกับผู้ใช้งานมากกว่า เพราะทำให้เกิดความสะดวกในการดูข้อมูลต่าง ๆ บนเว็บไซต์

ควรปรับหน้าเว็บไซต์ให้เหมาะกับการใช้งานบนสมาร์ทโฟน เนื่องจากในปัจจุบันมีผู้ใช้งานไม่น้อยที่ไม่ได้เปิดเว็บไซต์บนคอมพิวเตอร์

จากพื้นฐานการทำเว็บไซต์ทั้ง 6 ข้อ การทำ SEO รูปภาพ มักถูกละเลยความสำคัญมากที่สุด เนื่องจากกลุ่มนักการตลาดมือใหม่มักมุ่งเน้นแต่การทำให้บทความมีคุณภาพ โดยลืมขั้นตอนง่าย ๆ เกี่ยวกับการตั้งค่ารูปภาพ

โดยสรุปแล้ว “รูปภาพ” มีความจำเป็นอย่างมากที่จะทำให้เว็บไซต์ติดอันดับหน้าแรกบน Search Engine ได้ ซึ่งหากทำตามคำแนะนำเกี่ยวกับการตั้งค่าต่าง ๆ เกี่ยวกับรูปภาพ ไม่เพียงแต่จะทำให้เว็บไซต์มีความน่าสนใจแล้ว ยังทำให้บทความติดอันดับบนหน้าแรกของ Search Engine ได้ง่ายขึ้น รวมถึงการตั้งค่าดังกล่าว ยังมีโอกาสทำให้รูปภาพติดอันดับบน Search Engine แบบการค้นหารูปภาพ (เช่น Google Images) ได้ด้วย

ความสำคัญของรูปภาพ ในการทำ SEO

ทำ SEO แล้วดีอย่างไรต่อธุรกิจคุณ

ประโยชน์จากการทำ SEO

การทำ SEO หรือ search engine optimization เป็นเทคนิคการตลาดที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ เพราะกำลังได้รับความนิยมอย่างมากทั้งในไทยและต่างประเทศ เนื่องจากจะช่วยให้ธุรกิจยุคใหม่มีโอกาสประสบความสำเร็จได้สูง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่มีการแข่งขันกันอย่างมากในยุคปัจจุบัน

SEO เป็นหลักเกณฑ์ที่ Google ได้ออกแบบมาหลายปีแล้ว เพื่อช่วยในการคัดกรองคุณภาพของเว็บไซต์ ถ้าคุณต้องการประสบความสำเร็จในการขายสินค้าและบริการทุกรูปแบบ ก็จำเป็นจะต้องศึกษาการทำ SEO ไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทางด้านธุรกิจแนะนำว่า เมื่อทำ SEO แล้วจะได้รับประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ต่อไปนี้

ประโยชน์จากการทำ SEO

เพิ่มความเชื่อมั่นในธุรกิจ : เนื่องจากอันดับ SEO ของเว็บไซต์มาจากการจัดระเบียบของระบบอัลกอริทึมของ Google ซึ่งส่งผลให้บริษัท 3 อันดับแรก ที่อยู่ในหน้าจอการสืบค้น ที่เรียกว่า SERPs หรือ search engine result pages ได้รับความเชื่อถือสูงจากผู้คนที่ใช้งาน Google ทำให้มีโอกาสถูกคลิกเข้ามาใช้บริการสั่งซื้อสินค้าและบริการมากเกือบ 100%

เพิ่มโอกาสในการขายสินค้าและบริการ : เมื่อมีการผลิต บทความ SEO ที่ใช้ในเว็บไซต์เป็นประจำสม่ำเสมอ จะทำให้ผู้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อ่านบทความที่ตรงกับสิ่งที่กำลังมองหาที่มีเนื้อหาใหม่ ๆ อยู่ตลอด เช่น คนที่กำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกคีย์บอร์ดเล่นเกมส์อีสปอร์ต ในปี 2020 ก็สามารถที่จะเข้ามาเพื่อดูรายละเอียดจากเว็บไซต์ของคุณโดยตรง ซึ่งทำให้คุณสามารถเชื่อมโยงไปสู่การขายสินค้าในเว็บไซต์ตัวเองได้ด้วย การทำบทความ SEO ที่มีคุณภาพมาก ๆ จะทำให้เว็บไซต์ของคุณอยู่ในอันดับต้น ๆ ของหน้าจอการสืบค้นตลอดปีแน่นอน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการขายได้อย่างมาก

ลดค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์ : ปกติแล้วการทำตลาดที่หลายคนรู้จักคือ การทำโฆษณาด้วยการจ้างพรีเซ็นเตอร์ หรือใช้ช่องทาง YouTube แต่หากทำ SEO ให้กับเว็บไซต์เป็นประจำสม่ำเสมอ จะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ แก่ Google เลย เพียงแค่ใช้ระยะเวลาในการสะสมข้อมูล เพื่อให้ระบบนำไปประมวลและเปรียบเทียบกับเว็บไซต์อื่น ๆ ที่ใช้ keyword เดียวกันเท่านั้น

ต่อยอดเพื่อการพัฒนาเว็บไซต์ : เว็บไซต์ในอนาคตจะต้องใช้ระบบในการเปรียบเทียบคุณภาพกัน ถ้าคุณเริ่มทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ตั้งแต่วันนี้ จะทำให้สามารถต่อยอดไปได้ไกล โดยใช้เวลาในการแก้ไขข้อบกพร่องย้อนหลังน้อยลง จึงเพิ่มโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจได้สูงยิ่งขึ้นในระยะยาว

เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านมองเห็นประโยชน์ของการทำ SEO ตามที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจออนไลน์ต่อไป ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถทำ SEO ได้ด้วยตัวเองผ่านหนังสือและคอร์สเรียนออนไลน์ต่าง ๆ หรืออาจจะจ้างบริษัททำ SEO ที่มีความน่าเชื่อถือและคิดราคาที่เหมาะสมได้

ทำ SEO แล้วดีอย่างไรต่อธุรกิจคุณ

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับการทำ SEO ให้ภาพ

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับการทำ SEO ให้ภาพ

การทำ SEO เป็นเทคนิคการตลาดที่ไม่มีค่าใช้จ่าย โดยทั่วไปคนจะนิยมทำ SEO โดยการเลือก keyword ให้บทความ การทำโครงสร้างเว็บไซต์ให้สวยงามใช้งานง่าย จุดหนึ่งที่คนทั่วไปหลงลืมไปแต่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำมากขึ้นในระยะหลัง คือ การทำ SEO ให้ภาพถ่ายหรือภาพกราฟิกนั่นเอง

การทำ SEO ให้รูปภาพโดยทั่วไป ใช้หลักการใกล้เคียงกันกับการทำ SEO ให้กับบทความ ซึ่งมีความสำคัญเช่นกัน เพราะคนนิยมค้นหารูปภาพที่น่าสนใจนำไปอ้างอิงต่อ และภาพที่สวยโดดเด่นจะทำให้คนคลิกเข้าไปชมในเว็บไซต์ เพิ่มค่า traffic ให้อันดับ SEO ดีขึ้นได้ด้วย

เทคนิคการทำ SEO ให้แก่รูปภาพที่ควรทราบ มีดังนี้

การผลิตรูปภาพเอง

ภาพใช้ประกอบบทความในเว็บไซต์ SEO ต้องเป็นภาพที่ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ และที่สำคัญ หากทำให้มีความเป็นเอกลักษณ์จากการทำเองด้วยโปรแกรม Photoshop หรือ Illustrator หรือจากการถ่ายภาพ แล้วนำมาตกแต่งเพิ่ม จะส่งผลดีทำให้อันดับ SEO ของเว็บไซต์คุณสูงขึ้นกว่าการใช้ภาพฟรีซ้ำ ๆ ที่เว็บไซต์อื่น ๆ ก็ไปดาวน์โหลดมาใช้กัน

การจัดวางตำแหน่งของรูปภาพ

ในบทความหนึ่ง ๆ จะมีทั้งส่วนคำนำ เนื้อหาหัวข้อย่อย สรุป ซึ่งหากมีความยาวมาก 500 คำขึ้นไป ก็ต้องมีการใส่รูปอธิบายและทำให้คนอ่านได้พักสายตา ในแต่ละส่วนจึงควรจะใส่รูปภาพที่สอดคล้องกันกับเนื้อหาท่อนนั้น เพื่อเสริมความเข้าใจและส่งผลดีต่อการประมวล SEO ของระบบ algorithm ใน Google ตัวอย่างเช่น หากกำลังพูดถึงการดูแลสุขภาพของผู้สูงวัยในหัวข้อย่อยเรื่องอาหารที่ดี ก็ควรเป็นรูปผู้สูงวัยกำลังรับประทานอาหารจำพวกผักผลไม้ เป็นต้น

การระบุ keyword ใน alt tag ของรูปภาพ

เป็นการให้รายละเอียดที่ระบบ AI ของ Google จะนำไปประมวลผลได้ง่าย ยึดหลักการง่าย ๆ จากการตอบคำถามพื้นฐานให้ได้ในประเด็นว่า ใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร และต้องใส่รายละเอียดของสีสันลงไปด้วย เนื่องจากระบบ Google ไม่สามารถแยกแยะสีได้อัตโนมัติ

การปรับขนาดรูปภาพ

การถ่ายภาพหรือทำภาพกราฟิก มักจะมีการบันทึกให้มีความละเอียดสูงเข้าไว้ แต่เมื่อจะนำมาใช้ประกอบในบทความ ควรต้องปรับให้ความละเอียดลดลง เพื่อลดเวลารอคอยการดาวน์โหลดของลูกค้า เช่น รูปสินค้า เสื้อผ้า รองเท้า ที่พัก รีสอร์ท ฯลฯ และเป็นการใช้ทรัพยากรของเครื่องอย่างประหยัดด้วย มีการเก็บข้อมูลด้านการตลาดพบว่า เว็บไซต์ที่ต้องใช้เวลาดาวน์โหลดภาพนาน จะไม่เป็นที่ประทับใจของลูกค้าและอาจเกิดการเปลี่ยนไปใช้บริการร้านค้าอื่นแทน การปรับขนาดรูปภาพให้เล็กประมาณ 1000 พิกเซล ก็เพียงพอแล้วต่อเว็บไซต์ทั่วไป

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO ให้รูปภาพ เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อความสำเร็จทางธุรกิจออนไลน์ ทำให้เพิ่มการเข้าถึงบทความที่ใช้ภาพนั้นประกอบ และช่วยเพิ่มโอกาสขายสินค้าตามมาได้อีกด้วย

เทคนิคการทำ SEO ให้แก่รูปภาพที่ควรทราบ

ไขข้อข้องใจ SEO คืออะไร ทำไมถึงสำคัญ

ไขข้อข้องใจ SEO คืออะไร ทำไมถึงสำคัญ

อย่างที่หลายคนทราบกันดีอยู่แล้วว่าการทำตลาดถือเป็นสิ่งที่เจ้าของธุรกิจต้องทำเพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการของตัวเองให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้าในวงกว้าง ซึ่งหากเป็นสมัยก่อนเชื่อว่าหลายคนคงคุ้นเคยกับการนำเสนอผ่านโฆษณาทางโทรทัศน์ สปอตโฆษณาบนคลื่นวิทยุ และสื่อสิ่งพิมพ์ เพราะต้องถือว่าเป็นสื่อใหญ่สื่อหลักของประเทศที่เข้าถึงคนทุกเพศทุกวัยที่ง่ายที่สุด แต่ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีด้านการสื่อสาร จึงทำให้ปัจจุบันเจ้าของธุรกิจมีช่องทางในการประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในช่องทางการประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดตอนนี้คือ การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization

หลักการแล้วการทำ SEO

โดยตามหลักการแล้วการทำ SEO นั้นเป็นหนึ่งในวิธีการตลาดดิจิทัลรูปแบบหนึ่งด้วยการทำให้เว็บไซต์ เพจ หรือบล็อกติดอันดับต้น ๆ ของการค้นหาบนเครื่องมือ Search Engine หรือเครื่องมือค้นหาข้อมูลและเว็บไซต์บนอินเทอร์เน็ตเมื่อกรอกคำสำคัญในช่องค้นหาของ Search Engine อย่าง Baidu, Bing, Sanook, Yahoo แต่ส่วนใหญ่แล้วการทำ SEO ส่วนใหญ่เน้นการพัฒนาบน Google เป็นหลัก เนื่องจากเป็น Search Engine ที่คนไทยและอีกหลาย ๆ ประเทศนิยมใช้สำหรับหาความรู้ ข้อมูล หรือเว็บไซต์ที่ตัวเองต้องการมากที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องซื้อโฆษณาหรือ Google Ads ที่มีข้อจำกัดในเรื่องของช่วงเวลาและค่าโฆษณาแบบต่อคลิก เพราะฉะนั้นการทำ SEO จึงเป็นวิธีการประชาสัมพันธ์ที่ทั้งประหยัดแต่มีประสิทธิภาพในระยะยาว

หากถามว่าประโยชน์หลัก ๆ ของการทำ SEO คืออะไร แน่นอนว่าการได้ติดอันดับที่หนึ่งหรือหน้าแรกของ Search Engine นั้นย่อมดีกว่าหน้าท้าย เพราะจากการศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้งานการค้นหาบนอินเทอร์เน็ต ผลการค้นหาอันดับที่ 1 ของการค้นหาจะมีการเข้าชมมากกว่าอันดับที่ 2 เกือบเท่าตัว ในขณะที่หลายคนยอมรับออกมาตรง ๆ ว่าแทบไม่เคยคลิกต่อไปยังหน้าที่ 2 ของการค้นหาเลยด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนี้การติดอันดับต้น ๆ หรือหน้าแรกของการค้นหาบน Search Engine จึงเป็นการเพิ่มโอกาสที่ลูกค้าจะเห็นเว็บไซต์ เพจ หรือบล็อกของเราก่อนของคู่แข่งและทำให้มีโอกาสทางธุรกิจมากกว่าด้วย

สำหรับวิธีการทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์ เพจ หรือบล็อกติดอันดับเมื่อมีการค้นหาด้วยคำสำคัญบน Search Engine นั้นต้องอาศัยการพัฒนาหลาย ๆ ส่วนประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็น การเขียนคอนเทนต์ออนไลน์ การใส่คำสำคัญ และการทำประชาสัมพันธ์ ซึ่งแม้ว่า Search Engine ส่วนมักมีเงื่อนไขพิจารณาการจัดลำดับที่แตกต่างกัน แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเน้นที่คุณภาพ ประโยชน์ที่ผู้ค้นหาจะได้รับ ความน่าสนใจ เข้าใจง่าย และการเข้าถึงที่ต้องง่ายและรวดเร็ว อีกทั้งยังต้องไม่เป็นแหล่งของไวรัสคอมพิวเตอร์ที่เป็นอันตรายต่อผู้ค้นหาข้อมูลอีกด้วย การทำ SEO ต้องอาศัยเวลาในการปรับปรุง พัฒนา และสร้างความน่าเชื่อถือให้ตรงตามหลักเกณฑ์ เพียงเท่านี้เว็บไซต์ เพจ หรือบล็อกของคุณก็มีโอกาสขึ้นแสดงในลำดับต้น ๆ ของทุก Search Engine ได้แล้ว

หลักการแล้วการทำ SEO

อยากรู้การทำ SEO รูปภาพ ทำอย่างไร

การควบคุมขนาดรูปภาพให้เหมาะสม

การทำ SEO หรือ search engine optimization ตามที่ Google กำหนด เป็นสิ่งที่ช่วยในการคัดกรองคุณภาพของเว็บไซต์ โดยเว็บไซต์ทุกประเภทที่มีผลวิเคราะห์ด้าน SEO สูง เมื่อถูกสืบค้นด้วย keyword SEO หนึ่ง ๆ ก็จะถูกนำเสนอให้ผู้ใช้งาน Google ในลำดับบน ๆ จึงเพิ่มความเชื่อมั่นของลูกค้าและทำให้มียอดขายสินค้าและบริการที่สูงขึ้น

การทำ SEO ให้กับรูปภาพ นับว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่หลายคนมักมองข้ามไป แต่กูรูทางการตลาดแนะนำว่าผู้ที่อยากให้เว็บไซต์ประสบความสำเร็จในการทำ SEO ต้องใส่ใจเรื่องรูปภาพมากขึ้น ในประเด็นต่อไปนี้

1. การควบคุมขนาดรูปภาพให้เหมาะสม

ไม่ว่าจะเป็นภาพที่ถ่ายเองหรือดาวน์โหลดมาจากที่อื่น ควรตั้งค่าใหม่ ไม่ให้ขนาดภาพเกิน 200 KB เพราะความละเอียดภาพที่มากเกินไปจะใช้ระยะเวลาในการดาวน์โหลดมาก ซึ่งมีการวิจัยทางการตลาดพบว่าลูกค้าจะเปลี่ยนแหล่งในการสืบค้นข้อมูล ถ้าใช้เวลารอนานเกินกว่า 3 ถึง 5 วินาที ขณะเดียวกัน ยังเป็นการเปลืองทรัพยากรในระบบของเซิร์ฟเวอร์อีกด้วย

2. การใส่ keyword SEO

การใส่ keyword แบบเดียวกับที่อยู่ในบทความลงในส่วนของการบรรยายภาพ และจัดวางตำแหน่งให้ตรงกับช่วงของบทความที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับรูปภาพมากที่สุด จะทำให้ระบบ algorithm วิเคราะห์อันดับได้ดีขึ้น

3. การใส่รายละเอียดของ Yoast SEO ในช่อง alt text

การใส่รายละเอียดในฟังก์ชั่นนี้ ของ Plugin Yoast SEO ให้ครบถ้วน จะทำให้เมื่ออัปโหลดขึ้นบนเว็บไซต์แล้ว หากผู้ใช้งานนำเมาส์ชี้ที่รูป ก็จะมีคำอธิบายโผล่ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ยิ่งรายละเอียดส่วนนี้มากเท่าใด ก็จะทำให้อันดับ SEO สูงขึ้น

4. การผลิตรูปใหม่

รูปที่ถ่ายขึ้นมาใหม่จะมีอันดับในการวิเคราะห์ที่ดีกว่าการใช้รูปเดิม ๆ ที่มีในเว็บไซต์ฟรี เช่น pixabay หรือรูปที่ซื้อลิขสิทธิ์จาก shutterstock อย่าลืมว่าภาพของคุณที่ถ่ายเองนอกจากเป็นลิขสิทธิ์ของคุณแล้ว ยังเป็นการสร้างความประทับใจ เสริมสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำแก่ลูกค้าเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้นด้วย

5. การใส่ธีมภาพและอธิบายสีสัน

นอกจากการใส่ keyword ที่ตรงกับบทความและความนิยมในการสืบค้นแล้ว ควรใส่รายละเอียดที่ตอบคำถามในประเด็นได้ครบถ้วนว่าใครในภาพ กำลังทำอะไรกันอยู่ ภาพถ่ายทำที่ไหน มีบรรยากาศอย่างไร รวมทั้งใส่คำอธิบายเกี่ยวกับสีของสิ่งต่าง ๆ ในภาพด้วย เนื่องจากระบบ algorithm ของ Google ไม่สามารถที่จะแยกแยะสีได้อย่าง algorithm ใน Facebook ประเด็นนี้จึงเป็นสิ่งที่ห้ามมองข้าม

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO รูปภาพ สามารถปรับแต่งในหลาย ๆ ส่วน การใส่ใจทุกรายละเอียดจะทำให้รูปภาพเป็นอีกตัวช่วยหนึ่งที่ส่งผลให้การสืบค้นเว็บไซต์คุณดีขึ้นได้ เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านใส่ใจการทำ SEO ให้กับรูปภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจออนไลน์ต่อไป

อยากรู้การทำ SEO รูปภาพ ทำอย่างไร

ทำไมผู้ชำนาญทางการตลาด แนะนำให้ทำ SEO กับทุกเว็บไซต์

ทำไมผู้ชำนาญทางการตลาด แนะนำให้ทำ SEO กับทุกเว็บไซต์

การทำเว็บไซต์ขายสินค้าและบริการออนไลน์เป็นที่ได้รับความนิยมมากทั่วโลก เนื่องจากไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อสูง มีความนิยมพกพาโทรศัพท์มือถือสำหรับหาข้อมูลและสั่งซื้อสินค้าอย่างสะดวก

การสร้างโอกาสขายให้สูงขึ้นด้วยการทำ SEO หรือ Search Engine Optimization จึงเป็นสิ่งที่ผู้ชำนาญทางการตลาดแนะนำให้ทุกเว็บไซต์ทำตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้ได้รับประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ต่อไปนี้

1. ทำให้เว็บไซต์มีรากฐานที่ดี

สำหรับนักศึกษาหรือผู้ที่เพิ่งจบการศึกษาแต่ต้องการหาอาชีพเสริมจากการ ขายสินค้าออนไลน์ ควรเริ่มทำเว็บไซต์แบบ SEO ตั้งแต่เริ่มต้น เพราะจะทำให้เว็บไซต์ถูกออกแบบได้ตรงตามเกณฑ์ที่ Search Engine อย่าง Bing, Yahoo และ Google กำหนด ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาและโอกาสในการขายหากต้องแก้ไขปรับปรุงใหม่ในภายหลัง

2. ทำให้สร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัย

ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์เก่าที่เปิดมานาน 10-20 ปีแล้ว หรือเป็นเว็บไซต์ใหม่ การทำ SEO ได้แก่ การออกแบบให้หมวดหมู่สินค้าค้นหาง่าย แยกการโฆษณาออกไปที่มุมด้านใดด้านหนึ่ง การมี Chatbot ที่ช่วยในการสอบถามและตอบคำถามข้อมูลอย่างรวดเร็ว การทำให้เว็บไซต์ให้งานได้ง่ายทั้งบนมือถือและคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ฯลฯ เหล่านี้ คือ สิ่งที่ช่วยสร้างความประทับใจแก่ลูกค้าซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ ต้องการความสะดวกในการใช้งานในเว็บไซต์ ทำให้การสั่งสินค้าซื้อขายทำได้อย่างรวดเร็ว หากทำ SEO เสียแต่วันนี้ ก็เท่ากับการปรับภาพลักษณ์ให้ตรงใจลูกค้าผู้บริโภคนั่นเอง

3. ช่วยประหยัดค่าโฆษณา

การเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายที่นิยมมากในปัจจุบัน คือ การโฆษณา เช่น การทำ SEM หรือ Search Engine Marketing เป็นการประมูลพื้นที่สื่อและจ่ายค่าโฆษณาให้แก่ Search Engine แบบ PPC หรือ Pay Per Click ซึ่งทำให้ธุรกิจมีต้นทุนที่สูงขึ้น หากต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ (โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง หรือธุรกิจที่เพิ่งเปิดตัวใหม่) ควรทำ SEO เป็นหลัก เพื่อให้อันดับในการสืบค้นดีขึ้น โดยไม่มีการเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ให้แก่ Bing, Yahoo และ Google อย่างแน่นอน

4. ทำให้มีลูกค้าต่างประเทศมากขึ้น

การทำ SEO กับเว็บไซต์ที่เป็นระบบสองภาษา จะทำให้มีโอกาสขายสินค้าให้ลูกค้าที่เป็นชาวต่างชาติได้ง่ายขึ้น เพียงศึกษาการใช้ Keywords ที่เหมาะสมกับการค้นหาของผู้บริโภค แล้วใส่คีย์เวิร์ดในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ เช่น ส่วนหัว Title ส่วนคำบรรยายย่อ หรือ Meta Description การตั้งชื่อรูปภาพ ชื่อเพจ และที่สำคัญ คือใส่ในบทความให้กระจายอยู่ทั่วไปอย่างเป็นธรรมชาติ จะทำให้อันดับ SEO สูงขึ้นและถูกค้นพบได้ง่ายขึ้น จึงมีโอกาสขายสินค้าและบริการได้เพิ่มตามไปด้วย

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO มีประโยชน์รอบด้าน ทั้งการปรับภาพลักษณ์ ขยายฐานลูกค้า เพิ่มยอดขยาย ทั้งยังประหยัดค่าใช้จ่าย จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้ชำนาญการตลาดแนะนำให้ทุกเว็บไซต์ทำ SEO

การสร้างโอกาสขายให้สูงขึ้นด้วยการทำ SEO

วิธีเลือก Keyword SEO ให้เหมาะกับธุรกิจคุณ

วิธีเลือก Keyword SEO ให้เหมาะกับธุรกิจคุณ

การทำ SEO ให้กับเว็บไซต์เป็นเทคนิคที่ช่วยให้คุณเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในปี 2019 ที่มีผู้ขายสินค้าออนไลน์จากทั่วโลก ทำให้เกิดการแข่งขันอย่างมาก เมื่อประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน ก็ยิ่งทำให้คุณต้องคัดกรองการใช้ Keyword สำหรับการทำ SEO ที่หวังผลได้และคุ้มค่าในการลงมือทำ เพื่อที่จะทำให้ประสบผลสำเร็จทั้งในด้านยอดขายและขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้นได้

การเลือก Keyword เพื่อทำ SEO ที่ดี ต้องพิจารณาโดยประเมินธุรกิจของคุณก่อนว่าต้องการขายสินค้าให้แก่บุคคลกลุ่มใด ซึ่งในปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์แบ่ง Keyword SEO เป็น 3 กลุ่ม คือ

1. Mass Keyword

เป็นการใช้ Keyword ที่เป็นความหมายกว้าง ๆ เน้นการรับรู้ของคนทั่วไป เหมาะกับธุรกิจที่ขายสินค้าแบบ One Stop Service หรือเข้ามาที่เดียวแล้วได้สิ่งของที่หลากหลายให้เลือก เหมาะกับกลุ่มลูกค้า ที่ต้องการศึกษาข้อมูลสินค้าก่อน และไม่ได้ยึดมั่นว่าต้องซื้อเป็นแบรนด์ใดแบรนด์เดียว

กรณีนี้ สามารถใช้ Keyword ที่เป็นความกว้าง ๆ ได้ เช่น คำว่า ร้านขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ออนไลน์ ร้านดอกไม้ออนไลน์ ร้านขายรองเท้าสตรี ร้านขายเครื่องเขียนออนไลน์ เป็นต้น

2. Niche Keyword

หากสินค้าของคุณมีรายละเอียดที่ตรงกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าบางประเภท ควรใช้วลีที่มีความยาวมากขึ้น มาประกอบกันเป็น Niche Keyword เพื่อสื่อความหมายที่เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น จะทำให้มีโอกาสขายได้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น คุณขายปริ้นเตอร์ยี่ห้อ Brother ก็ควรใช้ Keyword ระบุว่า จำหน่าย ออนไลน์ Printer พร้อมยี่ห้อและรุ่น เพื่อที่จะให้คนที่กำลังมองหาสินค้าแบรนด์นี้และรุ่นนี้ พบเว็บไซต์ของคุณเป็นอันดับต้น ๆ

เทคนิคนี้ มีประสิทธิภาพและนิยมมากขึ้น เพราะเท่ากับว่าคุณกำลังเจาะจงตัวเองให้นำเสนอต่อผู้ที่ได้ศึกษาข้อมูลของสินค้ามาบ้างแล้ว และมีกำลังซื้อสินค้าแบรนด์และรุ่นดังกล่าว

3. Long-Tailed Keyword

เป็น Keyword ที่มีความยาวยิ่งขึ้นกว่าแบบที่ 2 เพื่อที่จะเฉพาะเจาะจงและเน้นความสำคัญของแบรนด์ให้มากที่สุด ตัวอย่างเช่น คุณจำหน่ายผลิตภัณฑ์ล้างขวดนมสำหรับเด็กแบบออร์แกนิก ไร้สารเคมี คุณสามารถใช้ Keyword ว่า น้ำยาล้างขวดนม เด็กอ่อน ออร์แกนิก ไม่มีสารเคมี ปลอดภัย เป็นต้น

ซึ่งคุณแม่ที่กำลังมองหาของใช้ที่เป็นออร์แกนิกเพื่อที่จะป้องกันสุขภาพของลูกจากสารเคมีต่าง ๆ อาจจะสามารถพบแบรนด์ของคุณเป็นอันดับแรก ทำให้มีโอกาสขายสินค้าได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ และทำให้แบรนด์ของคุณเป็นที่จดจำของบรรดาคุณแม่ที่มีลูกเล็ก นำไปสู่การบอกต่อและแนะนำต่อในโลกโซเชียลได้อย่างมาก

การเลือก Keyword SEO ที่ดีส่งผลต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ เพิ่มยอดขาย และทำให้อันดับ SEO ในการค้นหาเพิ่มสูงขึ้นในระยะยาวด้วย หวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกท่านเลือกใช้ Keyword ที่ส่งเสริมความสำเร็จของธุรกิจได้มากยิ่งขึ้น

การเลือก Keyword เพื่อทำ SEO ที่ดี

ข้อดีและข้อเสียของการทำ SEO ที่นักธุรกิจออนไลน์รุ่นเฟรชชี่ควรรู้

ข้อดีและข้อเสียของการทำ SEO ที่นักธุรกิจออนไลน์รุ่นเฟรชชี่ควรรู้

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเทคนิคการตลาดที่มีการแนะนำบอกต่อเป็นจำนวนมาก เพราะช่วยให้เพิ่มฐานลูกค้าและเพิ่มยอดขายได้ในระยะยาว ทั้งนี้คนรุ่นใหม่หรือที่เรียกว่ารุ่นเฟรชชี่ นิยมทำธุรกิจซื้อขายออนไลน์ ซึ่งมักหวังผลในการติดตลาดในการอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจต้องผิดหวังหากไม่ทราบข้อเท็จจริงของการทำ SEO

เราจึงได้รวบรวมทั้งข้อดีและข้อเสียของ SEO มาไว้ที่นี่แล้ว ดังนี้

ข้อดีของการทำ SEO

1. เป็นการประหยัดเงินค่าโฆษณา การซื้อพื้นที่โฆษณาต้องเสียเงินหลักแสน ซึ่งคงไม่เหมาะกับเฟรชชี่วัยเรียนที่ต้องการทำงานออนไลน์เพื่อหารายได้ การทำ SEO เป็นการพัฒนาปรับปรุงเว็บไซต์ที่ให้ผลในระยะยาวโดยสามารถเรียนรู้จากหนังสือหรือ Youtube ที่มีครูผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดสอนไว้ ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้ได้ตลอดเวลา SEO จึงช่วยเพิ่มอำนาจการขายโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ

2. SEO สามารถสร้างแบรนด์ให้ติดตลาดในไทยและต่างประเทศได้ เนื่องจากอันดับ SEO ขึ้นกับการเลือก Keyword และภาษาที่ใช้ในบทความ หากต้องการให้ติดตลาดในประเทศควรเลือกใช้คีย์เวิร์ดที่คนไทยสืบค้น โดยใช้สถิติจาก Google.co.th เป็นให้เป็นประโยชน์ แต่หากต้องการให้สินค้าขายดีในต่างประเทศก็ควรศึกษาว่า Search Engine ที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายในต่างประเทศเลือกใช้คือแหล่งใดบ้าง จะช่วยให้การผลิตบทความในเว็บไซต์มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นอกจากในด้านของข้อดี ยังมีข้อเสียของ SEO ที่ควรทราบคือ

1. ไม่สามารถที่จะล็อกกำหนดตำแหน่ง SEO ได้ยาวนานตลอดไป จากระบบ Algorithm ของ Search Engine จะอัปเดทตามจำนวนข้อมูลสะสมที่แต่ละเว็บไซต์มีการอัปโหลดขึ้น หากเว็บไซต์ใดหยุดนิ่งไม่อัปเดตข้อมูล อันดับ SEO ก็จะตกลง ทำให้โอกาสในการขายลดลงตาม

2. ใช้ระยะเวลาในการสะสมข้อมูลนาน จึงใช้เวลาเห็นผลมากกว่าการซื้อพื้นที่โฆษณา หากต้องการเห็นผลการโปรโมทในระยะสั้น เช่น เทศกาลปีใหม่ สงกรานต์ วันแม่ ที่ต้องการเพิ่มยอดขายให้มากขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็ต้องใช้การโฆษณาแบบอื่นร่วมด้วย

3. การทำ SEO ไม่สามารถหยุดนิ่งอยู่กับที่ได้ ต้องพยายามศึกษาวิธีการเขียน ถ่ายภาพ การทำคลิปที่น่าสนใจ เพื่อดึงดูดให้ผู้อ่านเข้ามาชมข้อมูลในเว็บไซต์เป็นเวลานานขึ้น หรือที่เรียกว่า Time on Site ซึ่งจะทำให้ค่า SEO ของคุณมีอันดับดีขึ้น รวมถึงการเลือกหัวข้อที่ต้องใช้ประสบการณ์ในการตั้งชื่อที่ดึงดูดใจจะทำให้อัตราค่า CTR หรือ Click Through Rate หรือสัดส่วนคนที่เห็นหัวข้อแล้วคลิกเข้ามาชมข้อมูลมีมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่ออันดับ SEO เช่นกัน

จะเห็นได้ว่า ก่อนการทำ SEO ควรมีการศึกษาทั้งด้านข้อดีข้อเสียเพื่อให้การทำเว็บไซต์ออนไลน์ประสบความสำเร็จ โดยมีการวางแผนกำหนดเป้าหมายที่เหมาะสมสัมพันธ์กับหลักการของ SEO

เราจึงได้รวบรวมทั้งข้อดีและข้อเสียของ SEO มาไว้ที่นี่แล้ว