เนื้อหา SEO 6 ประเภท ที่คุณทำได้เลยทันที

เนื้อหา SEO 6 ประเภท ที่คุณทำได้เลยทันที

เนื้อหาหรือ content นั้นมีหลายประเภท ไม่ได้มีแค่เนื้อหาประเภทบทความเท่านั้น ซึ่งการทำเนื้อหาออกมาได้หลากหลาย จะเป็นการนำเสนอข้อมูลที่ช่วยให้คนอ่านไม่เบื่อและทำให้ข้อมูลถูกนำเสนอออกมาได้อย่างน่าสนใจหรืออ่านง่ายขึ้นอีกด้วย ถ้าอยากรู้ว่ามีเนื้อหาแบบไหนบ้าง เรามาดูกันเลยดีกว่า

เนื้อหา SEO แบบไหน ที่ควรทำ

Infographic – เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณต้องการนำเสนอข้อมูลที่มีเนื้อหาเยอะ ทั้งตัวหนังสือ รูปภาพ กราฟหรือแผนภูมิ คุณสามารถใช้ infographic เป็นตัวช่วยได้ เพราจะทำให้คนอ่านกวาดสายตาได้ง่ายกว่า แม้ว่า infographic จะใส่คีย์เวิร์ด SEO ลงในคำอธิบายและชื่อรูปภาพได้น้อย แต่ทำให้คนอ่านอยากติดตามได้

Guide – การใช้เนื้อหาประเภท guide หรือประเภท how to จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณดูมีความเชี่ยวชาญทางด้านนั้น ๆ แล้วยังสร้างประโยชน์ให้กับคนที่กำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับหัวข้อที่คุณกำลังเขียนด้วยนะ โดยนักการตลาดหลายคนใช้เนื้อหาประเภทนี้ในการเพิ่ม traffic และทำ lead generation ด้วยเหมือนกัน แล้วยังสามารถใส่คีย์เวิร์ดได้เหมือนกับบทความทั่วไปที่ประกอบไปด้วยตัวหนังสือและรูปภาพอีกด้วย

Video – การใช้เนื้อหาประเภท video อาจทำให้คุณไม่สามารถใส่คีย์เวิร์ดลงในเนื้อหาเหมือนบทความได้เช่นเดียวกับ infographic แต่สิ่งที่เนื้อหาประเภท video สามารถช่วยได้คือ การดึงดูดกลุ่มเป้าหมายได้ดีกว่าบทความเพราะมีทั้งภาพและเสียง ซึ่งคุณสามารถทำ SEO ได้ด้วยการใส่คีย์เวิร์ดลงไปใน description ของ video หรือจะเป็น hashtag ก็ได้

Directory – เนื้อหาประเภท directory มีประโยชน์ตอนที่คุณต้องการสร้าง external link ให้ link ไปในเว็บไซต์อื่น หรือต้องการให้เว็บไซต์อื่น link มาที่เว็บไซต์ของคุณ ซึ่งภายในเนื้อหาจะเป็นการพูดถึงข้อมูลและให้แหล่งข้อมูลเอาไว้เพื่อให้คนอ่านได้คลิกเข้าไปนั่นเอง ซึ่งคุณสามารถใส่คีย์เวิร์ด SEO ได้ตามความเหมาะสมได้เลย

List – บทความประเภท list ที่ย่อยเนื้อหาออกมาเป็นข้อ ๆ จะทำให้คนอ่านอ่านเนื้อหาได้ง่ายขึ้นด้วยการกวาดสายตา อีกทั้งคุณยังสามารถตั้งชื่อหัวข้อเป็นตัวเลขให้คนอ่านรู้ล่วงหน้าก่อนคลิกเข้ามาอ่านได้ด้วย เช่น 10 ช่องทางหารายได้เสริมสำหรับมนุษย์ออฟฟิศ เห็นไหมว่าดูน่าอ่านและชื่อหัวข้อก็ดึงดูดมากกว่าการใช้ตัวหนังสือเพียงอย่างเดียว

Slide show – หลายครั้งการย่อยข้อมูลนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป ซึ่งการใช้รูปภาพเข้ามาช่วยคั่นและแบ่งเป็นหน้า ๆ ก็สามารถช่วยให้การนำเสนอข้อมูลนั้นดูไม่น่าเบื่อเกินไปด้วยนะ ซึ่งการแทรกคีย์เวิร์ด SEO นั้นจะเป็นส่วนของชื่อไฟล์หรือชื่อ slide แต่ละหน้านั่นเอง

ทีนี้ก็ถึงตาคุณแล้วล่ะว่าจะเลือกใช้วิธีการนำเสนอเนื้อหาประเภทไหนเข้ามาช่วยเป็นวิธีการนำเสนอข้อมูลให้กับคนอ่านของคุณได้ติดตาม แล้วมาบอกกันด้วยนะว่าเนื้อหาแบบไหนที่แฟน ๆ ของคุณชอบอ่านบ้าง

เนื้อหา SEO แบบไหน ที่ควรทำ

How to เขียนบทความ SEO ให้น่าอ่าน

How to เขียนบทความ SEO ให้น่าอ่าน

การเขียนบทความเป็นหลักพื้นฐานในการทำ SEO ที่นักการตลาดรู้อยู่แล้วว่าสามารถเพิ่ม Traffic ให้กับเว็บไซต์ได้ โดยพื้นฐานแล้วการเขียนบทความ SEO ที่ดี ต้องมีองค์ประกอบ ดังนี้

มีจำนวนคำที่เหมาะสม คือ ต้องไม่ใช่บทความที่สั้นเกินไป เนื่องจากการเขียนอธิบายเกี่ยวกับเรื่องใดสักเรื่องให้คนอ่านเข้าใจควรอยู่ที่ประมาณ 300 คำขึ้นไป

ใช้จำนวน Keyword ในปริมาณที่เหมาะสม เนื่องจากการใช้ Keyword ที่มากเกินไปแม้จะเป็น Keyword ที่ดีก็อาจทำให้บทความนั้นอ่านไม่รู้เรื่องและยังเปรียบเสมือนการสแปม Keyword ด้วย

การใช้รูปภาพควรสอดคล้องกับเนื้อหาภายในเว็บไซต์และต้องใช้ Keyword ในการอธิบายภาพ (Alt image) ด้วย รวมถึงการเซฟไฟล์ภาพควรใช้ Keyword เพื่อให้ภาพบนเว็บไซต์มีโอกาสติด Search Engine image ด้วย

แน่นอนว่าเหล่านักการตลาดออนไลน์ย่อมทำตามหลักการพื้นฐานในการทำ บทความ SEO แต่หากบทความไม่น่าอ่านก็อาจทำให้เว็บไซต์ไม่ติดอันดับบน Search Engine ได้ ซึ่งวิธีเขียนบทความ SEO ให้น่าอ่าน สามารถทำได้ ดังนี้

วิธีเขียนบทความ SEO ให้น่าอ่าน

แบ่งเนื้อหาภายในบทความออกเป็นส่วน ๆ โดยการแบ่งวรรคที่ช่วยให้คนอ่านสามารถจับเนื้อหาได้ง่ายควรอยู่ที่ประมาณ 3 – 5 บรรทัด เพราะสัดส่วนดังกล่าวจะทำให้เนื้อหาของบทความไม่แน่นเกินไปจนจับประเด็นได้ยาก

แบ่งเนื้อหาเป็น Bullet เป็นวิธีที่ช่วยย่อเนื้อหาให้อ่านง่ายขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้อ่านที่ไม่มีเวลาอ่านเนื้อหาทั้งหมด

เขียนคำอธิบายบทความสั้น ๆ ในบรรทัดถัดจากหัวข้อบทความ เพื่อให้ผู้ที่คลิกเข้ามาอ่านบทความได้ทราบถึงขอบเขตของเนื้อหาคร่าว ๆ ว่าเป็นเนื้อหาที่ผู้อ่านกำลังสนใจหรือไม่ ซึ่งในการเขียนคำอธิบายบทความ ควรใช้ความยาวไม่เกิน 1 – 2 บรรทัด โดยอาจใช้ประโยคสำคัญของเนื้อหาเพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้อ่านก็ได้

เรียบเรียงเนื้อหาให้ดี เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน การเขียนบทความที่ดีควรมีการวางแผนการเขียนคร่าว ๆ เพื่อให้เกิดการเรียบเรียงเนื้อหาเป็นลำดับเนื่องจากบทความที่มีจำนวนคำมาก ๆ ผู้เขียนอาจเกิดความสับสนได้หากไม่วางแผนให้ดีเพื่อไม่ให้ผู้อ่านเกิดความสับสน

สะกดคำถูกต้อง การสะกดคำเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถทำให้ผู้อ่านเกิดความเชื่อถือในเว็บไซต์ ดังนั้นผู้เขียนจึงควรตรวจการสะกดคำให้ถูกต้องอยู่เสมอ โดยอาจใช้เว็บไซต์พจนานุกรมออนไลน์ในการเช็คคำศัพท์ที่ไม่แน่ใจได้

ใช้ภาพหรือ infographic ในปริมาณที่เหมาะสม ภาพจะช่วยให้บทความที่มีความยาวมีความน่าสนใจมากขึ้น แต่การใช้ภาพมากเกินไปอาจทำให้ผู้อ่านไม่สามารถจับประเด็นสำคัญได้ ยกเว้นว่าภาพนั้นจะเป็นการทำ Infographic ที่ช่วยอธิบายเนื้อหายาก ๆ ให้เข้าใจง่ายขึ้น

เทคนิคในการเขียนบทความเหล่านี้จะช่วยเติมความน่าสนใจให้กับบทความได้ และจะทำให้ผู้ที่เข้ามาอ่านสามารถอ่านบทความ SEO ได้จนจบ เมื่อมีผู้อ่านใช้เวลาในเว็บไซต์มากขึ้น ก็จะทำให้เว็บไซต์ได้รับความไว้วางใจจาก Search Engine เพิ่มขึ้นด้วย

วิธีเขียนบทความ SEO ให้น่าอ่าน

SEO รูปภาพจำเป็นหรือไม่ ? มีความสำคัญอย่างไร

SEO รูปภาพจำเป็นหรือไม่

ปัจจุบันเว็บไซต์ถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญของการทำการตลาดออนไลน์ ซึ่งนักการตลาดออนไลน์ส่วนใหญ่ได้ทราบถึงความจำเป็นของการทำบทความ SEO หรือบทความที่ใช้ Keyword ที่กลุ่มเป้าหมายค้นหาบ่อย ทำให้ความรู้เกี่ยวกับ SEO จึงเป็นความรู้พื้นฐานที่นักการตลาดควรรู้ โดยความรู้เกี่ยวกับ SEO เริ่มที่การเขียนบทความ SEO ประกอบไปด้วย

การเขียนบทความโดยใช้ Keyword ที่กลุ่มเป้าหมายค้นหาบ่อย โดยเขียนในลักษณะให้ความรู้จะทำให้เกิดความน่าสนใจมากที่สุด

ความสม่ำเสมอของการเขียนบทความ SEO ควร Upload บทความสม่ำเสมอทุกวันอย่างน้อยวันละ 1 บทความ ซึ่งนักการตลาดหรือคนทำเว็บไซต์มือโปรจะทำการ Upload บทความใหม่ 1 บทความและ Rewrite บทความเก่า 1 บทความ เพื่อให้เว็บไซต์มีบทความที่น่าสนใจเพิ่มมากขึ้น

จำนวนคำที่เหมาะสมของบทความ SEO ควรอยู่ที่ประมาณ 300 คำ ขึ้นไป เนื่องจากเป็นจำนวนที่สามารถอธิบายหรือให้ความรู้กับกลุ่มเป้าหมายได้ดีกว่าและ Search Engine จะมองว่าเป็นเว็บไซต์คุณภาพที่ให้ประโยชน์แก่ผู้ใช้งาน

ความสำคัญของรูปภาพ ในการทำ SEO

การใช้รูปภาพ รูปภาพเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้บทความมีความน่าสนใจมากขึ้นและยังช่วยในเรื่องของ SEO ได้เป็นอย่างดี โดยเริ่มที่การตั้งชื่อรูปภาพด้วย Keyword เดียวกันกับที่นำมาทำบทความ SEO, จากนั้นเขียนคำบรรยายภาพ (Alt Image) ด้วย Keyword โดยเลือก Keyword หลักเพียง 1 คำเพื่อใส่ใน Alt Image เท่านั้น เพื่อไม่ให้ Search Engine เกิดความสับสน และตำแหน่งของการวางรูปภาพก็เป็นสิ่งสำคัญเพราะช่วยให้รูปภาพได้รับความสนใจจาก Search Engine โดยตำแหน่งที่ควรวางรูปภาพควรวางใกล้กับประโยคที่มี Keyword หลักเดียวกันอยู่ รวมถึงจำนวนของรูปภาพในบทความไม่ควรมีมากเกินความจำเป็น เนื่องจากจะทำให้เว็บโหลดช้ากว่าปกติซึ่ง Search Engine จะมองว่าไม่เป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน

มีการจัดหมวดหมู่ไว้อย่างชัดเจนและเป็นระเบียบจะทำให้ Search Engine มองว่าเว็บไซต์มีความเป็นมิตรกับผู้ใช้งานมากกว่า เพราะทำให้เกิดความสะดวกในการดูข้อมูลต่าง ๆ บนเว็บไซต์

ควรปรับหน้าเว็บไซต์ให้เหมาะกับการใช้งานบนสมาร์ทโฟน เนื่องจากในปัจจุบันมีผู้ใช้งานไม่น้อยที่ไม่ได้เปิดเว็บไซต์บนคอมพิวเตอร์

จากพื้นฐานการทำเว็บไซต์ทั้ง 6 ข้อ การทำ SEO รูปภาพ มักถูกละเลยความสำคัญมากที่สุด เนื่องจากกลุ่มนักการตลาดมือใหม่มักมุ่งเน้นแต่การทำให้บทความมีคุณภาพ โดยลืมขั้นตอนง่าย ๆ เกี่ยวกับการตั้งค่ารูปภาพ

โดยสรุปแล้ว “รูปภาพ” มีความจำเป็นอย่างมากที่จะทำให้เว็บไซต์ติดอันดับหน้าแรกบน Search Engine ได้ ซึ่งหากทำตามคำแนะนำเกี่ยวกับการตั้งค่าต่าง ๆ เกี่ยวกับรูปภาพ ไม่เพียงแต่จะทำให้เว็บไซต์มีความน่าสนใจแล้ว ยังทำให้บทความติดอันดับบนหน้าแรกของ Search Engine ได้ง่ายขึ้น รวมถึงการตั้งค่าดังกล่าว ยังมีโอกาสทำให้รูปภาพติดอันดับบน Search Engine แบบการค้นหารูปภาพ (เช่น Google Images) ได้ด้วย

ความสำคัญของรูปภาพ ในการทำ SEO

เทคนิคการทำ keyword SEO ให้รูปภาพในบทความ

เทคนิคการทำ keyword SEO ให้รูปภาพในบทความ

การทำ keyword SEO ที่ดีในแต่ละบทความ ไม่ควรให้ความสำคัญเฉพาะส่วนเนื้อหาหรือหัวเรื่องเท่านั้น ยังรวมถึงรูปภาพประกอบบทความที่ควรใส่รายละเอียดให้ครบถ้วนตามหลักของ search engine optimization ที่ Google แนะนำด้วย

เทคนิคในการคิด keyword SEO ของรูปภาพประกอบบทความ

1. การตอบ 4 คำถามในภาพ

หลักง่าย ๆ คือ การตอบคำถามให้ได้ว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เป็นหลักของการคิด keyword SEO เบื้องต้นในทุกภาพ กล่าวคือ
ใคร ผู้หญิงหรือผู้ชาย
กำลังทำอะไร ทำอาหาร เล่นดนตรี ร้องเพลง
ที่ไหน ในห้อง ในสนามหญ้า ริมแม่น้ำ
อย่างไร ร่าเริง เศร้าโศก เสียใจ ซาบซึ้ง เป็นต้น

2. Theme ของภาพ

Theme ของภาพ คือการขยายความให้เห็นบรรยากาศหรือภาพรวมที่ชัดเจน ภาพหนึ่ง ๆ สามารถตีความหมายได้หลากหลาย ตามองค์ประกอบของคนและสิ่งของประกอบ เช่น เป็นภาพผู้หญิงกำลังยิ้มในชุดสีขาว ก็สามารถสื่อได้ถึงความสุข การแต่งงาน การแต่งหน้า ความสวย สุขภาพจิตดี การเริ่มต้น ความรัก เป็นต้น หากเป็นรูปคนกำลังจับมือกัน อาจหมายถึง มิตรภาพ ความเป็นเพื่อน คนรัก ความจริงใจ การร่วมมือกัน ก็ได้ คำเหล่านี้สามารถนำไปสร้างเป็น keyword SEO ของรูปภาพได้อย่างไม่จำกัด

3. สิ่งแวดล้อมหรือองค์ประกอบของภาพ

แน่นอนว่าการถ่ายภาพหนึ่ง ๆ จะไม่ใช่มีแค่คนหรือสัตว์อยู่ในภาพ ต้องมีพร็อพหรือองค์ประกอบในฉากอื่น ๆ ซึ่งแต่ละชิ้นสามารถนำมาเป็น keyword SEO ได้ทั้งหมด โดยควรระบุรูปลักษณ์หรือสีลงไปด้วย เช่น กระปุกครีมสีขาว ขวดน้ำสีใส แก้วน้ำสีแดง โต๊ะทำจากไม้อัด กระจกหน้าต่างแนววินเทจ กรงนกเปล่า กระถางต้นไม้สีน้ำตาล กุหลาบสีขาว ฯลฯ อย่าลืมว่ารายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ สำคัญต่อการช่วยให้อันดับ SEO สูงขึ้นในระยะยาวได้

4. ลักษณะของบุคคลในภาพ

รายละเอียดของคนในภาพ มีสิ่งที่สามารถบรรยายได้หลายประเด็น ทั้งด้านเชื้อชาติ ไทย เอเชีย แขก ตะวันตก สีผม บลอนด์ น้ำตาลแดง ดำ ผมเสีย ผมแห้งแตก ผมลอน ผมเหยียดตรง ผมสั้น ผมยาวประบ่า ผมมวย เกล้าผม ริ้วรอยเหี่ยวย่น ใบหน้าตึงเรียบเนียน ตีนกา ฝ้ากระ ฟันเก ฟันหลอ จัดฟัน ฯลฯ รวมถึงกิริยาที่กำลังแสดงออก เช่น ยิ้มแย้ม ร้องไห้ มีน้ำตา เคร่งเครียด เดินเร็ว หอบเหนื่อย กำลังวิ่ง เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า การทำ keyword SEO ให้กับรูปภาพ เป็นเรื่องสำคัญที่สามารถใส่รายละเอียดได้อย่างไม่จำกัด ขอเพียงแค่สอดคล้องกับสิ่งที่อยู่ในภาพ โดยพิจารณาเป็นทีละส่วน ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไป ที่จะทำให้ภาพของคุณมี keyword ที่ช่วยส่งเสริมอันดับ SEO ให้กับเว็บไซต์ได้ ทำให้เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายและเพิ่มยอดขายสินค้าและบริการของคุณได้มากยิ่งขึ้น

เทคนิคในการคิด keyword SEO ของรูปภาพ

ทำไมบทความ SEO จึงสำคัญนัก

ทำไมบทความ SEO จึงสำคัญนัก?

ทำไมบทความ SEO จึงสำคัญนัก

SEO หรือ search engine optimization เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับนักธุรกิจออนไลน์ต้องเรียนรู้ เพื่อสร้างเว็บไซต์ขายสินค้าและบริการที่มีคุณภาพและสามารถถูกสืบค้นได้เป็นอันดับต้นๆ ของระบบการค้นหา อย่าง ยาฮู กูเกิ้ล บิง และการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของสินค้าให้ได้นับว่าเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจหากจะทำเว็บไซต์ SEO ที่ได้ผลลัพธ์ทั้งภาพลักษณ์ที่ดีและยอดรายได้ที่งดงามในระยะยาว

การเลือกคีย์เวิร์ด SEO ให้ตรงกับลูกค้าเป้าหมาย เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องวิจัยตลาดด้วยโปรแกรมที่สามารถดาวน์โหลดได้ และอาจต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเพื่อการอัพเดตคีย์เวิร์ดยอดนิยมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หรือการหาคีย์เวิร์ดด้วยหลักการคิดเสมือนว่าเราก็เป็นลูกค้าคนหนึ่ง หากเราไปนั่งกลางใจลูกค้าได้ ก็จะรู้ว่าพื้นฐานความต้องการสินค้าคืออะไร เช่น จะขายกระทะรุ่นใหม่ที่มีคุณสมบัติทอดได้ไร้น้ำมัน ก็ต้องนำคุณสมบัติที่โดดเด่นนี้ไปนำเสนอ สร้างเป็นคีย์เวิร์ดที่ทั้งโดนใจลูกค้าที่ใจใส่เรื่องสุขภาพและยังตรงกับสินค้าของบริษัทด้วย

การทำ SEO ไม่ได้เน้นที่ traffic หรือจำนวนคนอ่านเพจ หรือเพียงเข้ามาคลิกดูแล้วจากไป เหมือนมีคนเดินเข้ามาในร้าน 100 คน แล้วซื้อเพียง 10 คน เพราะนั่นคือการตลาดรุ่นเก่าที่นิยมใช้ลิ้งค์ หรือใช้คีย์เวิร์ดซ้ำๆ จนมีความเป็นขยะในสายตาของระบบอัลกอริทึ่มของ search engine (ปัจจุบันกูเกิ้ลใช้ ระบบ PANDA ในการตรวจสอบบทความ SEO ด้านนี้) การทำ SEO จึงมุ่งเน้นว่าต้องเสนอสินค้าและบริการให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่มองหาผลิตภัณฑ์นั้นพอดี 10 คน ก็จะมีโอกาสขายได้ทั้ง 10 คน (หากสินค้ามีคุณสมบัติ ราคาและการบริการส่งหรือหลังการขายที่ตอบโจทย์) จึงเป็นระบบที่ win-win กันทุกฝ่าย

สาเหตุที่ระบบสืบค้นหรือ search engine ต้องใส่ใจในการตรวจสอบคุณภาพของบทความ SEO นั้น เพราะสัมพันธ์กับการฟีดแบคกลับมาของลูกค้าในระยะยาว หากการสืบค้นหลายครั้ง หลายคีย์เวิร์ดเจอแต่ผลลัพธ์ที่ไม่ตรงกับความต้องการ ไม่พบเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาน่าอ่าน ให้ประโยชน์สาระเพียงพอต่อการสละเวลาอ่านของลูกค้า ก็จะทำให้สุดท้ายลูกค้าของ search engine เอง ก็จะย้ายแบรนด์ไปใช้ platform อื่น เช่น กูเกิ้ล เปลี่ยนไปใช้ ยาฮู เป็นต้น ส่งผลเสียทั้งต่อธุรกิจและภาพลักษณ์ของระบบ search engine เอง และต้องใช้เวลาอีกนานกว่าการรื้อฟื้นชื่อเสียงและสร้างทัศนคติใหม่ให้ลูกค้ากลับมาใช้งานอีก

ระบบการตรวจสอบบทความ SEO จึงมีประโยชน์ในการสกัดกั้นเว็บไซต์ตกมาตรฐาน ไม่หมั่นอัพเดต และเน้นแต่การใช้คีย์เวิร์ดใส่ลงบทความโดยขาดคุณภาพของงาน แต่ขณะเดียวกันก็ช่วยส่งเสริมให้เว็บไซต์ของธุรกิจที่มุ่งมั่น ได้ยกระดับตัวเองและมีโอกาสสืบค้นในอันดับต้นๆ ได้ โดยไม่ถูกผูกขาดแน่นอน

Basic SEO Onpage

ปรับแต่งบทความ SEO Onpage สำคัญขนาดไหน ?

สิ่งที่มือใหม่สาย SEO ต้องเรียนรู้อีกอย่างคือการ ปรับแต่งบทความสำหรับ SEO on page ซึ่งหมายถึงการจัดหน้าบทความที่เราจะให้แสดงผลในหน้าเว็บไซด์ จะว่าไปมันก็เหมือนกันปรับแต่งบทความใน word แต่ความสำคัญมันมีมากกว่านั้น กล่าวคือการ ปรับแต่งบทความสำหรับ SEO on page จะทำให้แสดงผลเมื่อมีการค้นหาได้ง่ายขึ้น ช่วยเร่งค่า CTR% ได้เพราะการทำ SEO on page จะมีหลายส่วนตั้งแต่การใช้คีย์เวิร์ด การปรับแต่งคีย์เวิร์ด การเขียน meta tag ซึ่งจะมีส่วนทำให้อันดับ SEO เดินไปในทิศทางที่ต้องการและการทำ On page ถือเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ขั้นพื้นฐาน ทั้งคนทำด้านนี้โดยตรง หรือต้องเกี่ยวข้องกับการทำเว็บไซด์ และอื่นที่มีส่วนกับมัน

การปรับแต่งบทความนั้นจะประกอบไปด้วยขั้นเริ่มต้นตั้งแต่การคิดแนวทางบทความ การใช้คีย์เวิร์ด การเลือกรูป และการนำเข้าเว็บไซด์เพื่อให้แสดงผล ซึ่งการปรับแต่งบทความสำหรับหน้าเว็บนั้นคือการปรับให้เนื้อหาดูสวยงามเหมาะกับหน้าเว็บ อ่านง่ายและใช้คีย์เวิร์ดและปรับส่วนต่างๆให้เหมาะสมเพื่อช่วยด้าน SEO ยกตัวอย่างง่ายๆ คีย์เวิร์ด คือส่วนที่ต้องมีการทำให้ชัดเจน แสดงให้เด่นชัดเพื่อให้ Bot เก็บข้อมูลและเมื่อมีการค้นหาคีย์เวิร์ดของเราจะถูกเห็นได้ง่าย เช่น การปรับขนาดตัวอักษร การปรับความหนาบางและลักษณะตัวอักษร การเลือกจุดวางคีย์เวิร์ดที่เหมาะสม การปรับเนื้อหาให้มีขนาดพอดีในแต่ละย่อหน้า การมีหัวเรื่องในแต่ละย่อหน้า การแทรกรูปที่มีรายละเอียดและมีคีย์เวิร์ด การแทรกลิงคภายใน หรือภายนอกเพื่อให้วิ่งไปในหน้าที่เราต้องการหรือเว็บที่เราต้องการ

แม้ว่าสิ่งเหล่านี้หลายคนบอกว่ารู้แล้วและมีตัวช่วยให้การเช็คเพื่อให้การทำ On page มีประสิทธิภาพ แต่สำหรับมือใหม่ก็อาจจะยังไม่เข้าใจและไม่รู้จุดประสงค์ในการปรับต่างๆ หรือบางคนใช้เครื่องมือในการช่วยหรือตรวจคะแนนความเหมาะสมก่อนการอัพเดท ซึ่งเครื่องมือต่างๆเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถทำ SEO ได้ง่ายขึ้น เช่นใช้ปลั๊กอิน SEO by yoast ซึ่งนิยมใช้กันมากและจะมีการตรวจแบบไฟเขียว ไฟแดง ไฟส้ม แน่นอนว่าหากติดไฟแดงคือการทำ On page นั้นไม่ผ่านก็ต้องมปรับกันที่บทความเพราปลั๊กอินตัวนี้จะจับที่บทความโดยเฉพาะและจะมีการตรวจใส่ส่วนต่างๆให้ จุดไหนติดไฟแดงแน่นอนว่าต้องแก้ไข และมันสะดวกเพราะสามารถตรวจได้รวดเร็วและใช้งานกับภาษาไทยได้เป็นอย่างดี และการใช้ ปลั๊กอินตัวนี้สามารถช่วยให้มือใหม่เข้าใจเรื่อง On page ได้เร็วและสามารถเข้าใจการปรับบทความสำหรับการทำ SEO ได้ง่ายด้วย และหากใช้ประจำจนคล่องก็จะสามารถเข้าในการใส่คีย์เวิร์ดในส่วนต่างๆได้เองโดยอัตโนมัติด้วย