How to เขียนบทความ SEO ให้น่าอ่าน

How to เขียนบทความ SEO ให้น่าอ่าน

การเขียนบทความเป็นหลักพื้นฐานในการทำ SEO ที่นักการตลาดรู้อยู่แล้วว่าสามารถเพิ่ม Traffic ให้กับเว็บไซต์ได้ โดยพื้นฐานแล้วการเขียนบทความ SEO ที่ดี ต้องมีองค์ประกอบ ดังนี้

มีจำนวนคำที่เหมาะสม คือ ต้องไม่ใช่บทความที่สั้นเกินไป เนื่องจากการเขียนอธิบายเกี่ยวกับเรื่องใดสักเรื่องให้คนอ่านเข้าใจควรอยู่ที่ประมาณ 300 คำขึ้นไป

ใช้จำนวน Keyword ในปริมาณที่เหมาะสม เนื่องจากการใช้ Keyword ที่มากเกินไปแม้จะเป็น Keyword ที่ดีก็อาจทำให้บทความนั้นอ่านไม่รู้เรื่องและยังเปรียบเสมือนการสแปม Keyword ด้วย

การใช้รูปภาพควรสอดคล้องกับเนื้อหาภายในเว็บไซต์และต้องใช้ Keyword ในการอธิบายภาพ (Alt image) ด้วย รวมถึงการเซฟไฟล์ภาพควรใช้ Keyword เพื่อให้ภาพบนเว็บไซต์มีโอกาสติด Search Engine image ด้วย

แน่นอนว่าเหล่านักการตลาดออนไลน์ย่อมทำตามหลักการพื้นฐานในการทำ บทความ SEO แต่หากบทความไม่น่าอ่านก็อาจทำให้เว็บไซต์ไม่ติดอันดับบน Search Engine ได้ ซึ่งวิธีเขียนบทความ SEO ให้น่าอ่าน สามารถทำได้ ดังนี้

วิธีเขียนบทความ SEO ให้น่าอ่าน

แบ่งเนื้อหาภายในบทความออกเป็นส่วน ๆ โดยการแบ่งวรรคที่ช่วยให้คนอ่านสามารถจับเนื้อหาได้ง่ายควรอยู่ที่ประมาณ 3 – 5 บรรทัด เพราะสัดส่วนดังกล่าวจะทำให้เนื้อหาของบทความไม่แน่นเกินไปจนจับประเด็นได้ยาก

แบ่งเนื้อหาเป็น Bullet เป็นวิธีที่ช่วยย่อเนื้อหาให้อ่านง่ายขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้อ่านที่ไม่มีเวลาอ่านเนื้อหาทั้งหมด

เขียนคำอธิบายบทความสั้น ๆ ในบรรทัดถัดจากหัวข้อบทความ เพื่อให้ผู้ที่คลิกเข้ามาอ่านบทความได้ทราบถึงขอบเขตของเนื้อหาคร่าว ๆ ว่าเป็นเนื้อหาที่ผู้อ่านกำลังสนใจหรือไม่ ซึ่งในการเขียนคำอธิบายบทความ ควรใช้ความยาวไม่เกิน 1 – 2 บรรทัด โดยอาจใช้ประโยคสำคัญของเนื้อหาเพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้อ่านก็ได้

เรียบเรียงเนื้อหาให้ดี เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน การเขียนบทความที่ดีควรมีการวางแผนการเขียนคร่าว ๆ เพื่อให้เกิดการเรียบเรียงเนื้อหาเป็นลำดับเนื่องจากบทความที่มีจำนวนคำมาก ๆ ผู้เขียนอาจเกิดความสับสนได้หากไม่วางแผนให้ดีเพื่อไม่ให้ผู้อ่านเกิดความสับสน

สะกดคำถูกต้อง การสะกดคำเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถทำให้ผู้อ่านเกิดความเชื่อถือในเว็บไซต์ ดังนั้นผู้เขียนจึงควรตรวจการสะกดคำให้ถูกต้องอยู่เสมอ โดยอาจใช้เว็บไซต์พจนานุกรมออนไลน์ในการเช็คคำศัพท์ที่ไม่แน่ใจได้

ใช้ภาพหรือ infographic ในปริมาณที่เหมาะสม ภาพจะช่วยให้บทความที่มีความยาวมีความน่าสนใจมากขึ้น แต่การใช้ภาพมากเกินไปอาจทำให้ผู้อ่านไม่สามารถจับประเด็นสำคัญได้ ยกเว้นว่าภาพนั้นจะเป็นการทำ Infographic ที่ช่วยอธิบายเนื้อหายาก ๆ ให้เข้าใจง่ายขึ้น

เทคนิคในการเขียนบทความเหล่านี้จะช่วยเติมความน่าสนใจให้กับบทความได้ และจะทำให้ผู้ที่เข้ามาอ่านสามารถอ่านบทความ SEO ได้จนจบ เมื่อมีผู้อ่านใช้เวลาในเว็บไซต์มากขึ้น ก็จะทำให้เว็บไซต์ได้รับความไว้วางใจจาก Search Engine เพิ่มขึ้นด้วย

วิธีเขียนบทความ SEO ให้น่าอ่าน

SEO รูปภาพจำเป็นหรือไม่ ? มีความสำคัญอย่างไร

SEO รูปภาพจำเป็นหรือไม่

ปัจจุบันเว็บไซต์ถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญของการทำการตลาดออนไลน์ ซึ่งนักการตลาดออนไลน์ส่วนใหญ่ได้ทราบถึงความจำเป็นของการทำบทความ SEO หรือบทความที่ใช้ Keyword ที่กลุ่มเป้าหมายค้นหาบ่อย ทำให้ความรู้เกี่ยวกับ SEO จึงเป็นความรู้พื้นฐานที่นักการตลาดควรรู้ โดยความรู้เกี่ยวกับ SEO เริ่มที่การเขียนบทความ SEO ประกอบไปด้วย

การเขียนบทความโดยใช้ Keyword ที่กลุ่มเป้าหมายค้นหาบ่อย โดยเขียนในลักษณะให้ความรู้จะทำให้เกิดความน่าสนใจมากที่สุด

ความสม่ำเสมอของการเขียนบทความ SEO ควร Upload บทความสม่ำเสมอทุกวันอย่างน้อยวันละ 1 บทความ ซึ่งนักการตลาดหรือคนทำเว็บไซต์มือโปรจะทำการ Upload บทความใหม่ 1 บทความและ Rewrite บทความเก่า 1 บทความ เพื่อให้เว็บไซต์มีบทความที่น่าสนใจเพิ่มมากขึ้น

จำนวนคำที่เหมาะสมของบทความ SEO ควรอยู่ที่ประมาณ 300 คำ ขึ้นไป เนื่องจากเป็นจำนวนที่สามารถอธิบายหรือให้ความรู้กับกลุ่มเป้าหมายได้ดีกว่าและ Search Engine จะมองว่าเป็นเว็บไซต์คุณภาพที่ให้ประโยชน์แก่ผู้ใช้งาน

ความสำคัญของรูปภาพ ในการทำ SEO

การใช้รูปภาพ รูปภาพเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้บทความมีความน่าสนใจมากขึ้นและยังช่วยในเรื่องของ SEO ได้เป็นอย่างดี โดยเริ่มที่การตั้งชื่อรูปภาพด้วย Keyword เดียวกันกับที่นำมาทำบทความ SEO, จากนั้นเขียนคำบรรยายภาพ (Alt Image) ด้วย Keyword โดยเลือก Keyword หลักเพียง 1 คำเพื่อใส่ใน Alt Image เท่านั้น เพื่อไม่ให้ Search Engine เกิดความสับสน และตำแหน่งของการวางรูปภาพก็เป็นสิ่งสำคัญเพราะช่วยให้รูปภาพได้รับความสนใจจาก Search Engine โดยตำแหน่งที่ควรวางรูปภาพควรวางใกล้กับประโยคที่มี Keyword หลักเดียวกันอยู่ รวมถึงจำนวนของรูปภาพในบทความไม่ควรมีมากเกินความจำเป็น เนื่องจากจะทำให้เว็บโหลดช้ากว่าปกติซึ่ง Search Engine จะมองว่าไม่เป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน

มีการจัดหมวดหมู่ไว้อย่างชัดเจนและเป็นระเบียบจะทำให้ Search Engine มองว่าเว็บไซต์มีความเป็นมิตรกับผู้ใช้งานมากกว่า เพราะทำให้เกิดความสะดวกในการดูข้อมูลต่าง ๆ บนเว็บไซต์

ควรปรับหน้าเว็บไซต์ให้เหมาะกับการใช้งานบนสมาร์ทโฟน เนื่องจากในปัจจุบันมีผู้ใช้งานไม่น้อยที่ไม่ได้เปิดเว็บไซต์บนคอมพิวเตอร์

จากพื้นฐานการทำเว็บไซต์ทั้ง 6 ข้อ การทำ SEO รูปภาพ มักถูกละเลยความสำคัญมากที่สุด เนื่องจากกลุ่มนักการตลาดมือใหม่มักมุ่งเน้นแต่การทำให้บทความมีคุณภาพ โดยลืมขั้นตอนง่าย ๆ เกี่ยวกับการตั้งค่ารูปภาพ

โดยสรุปแล้ว “รูปภาพ” มีความจำเป็นอย่างมากที่จะทำให้เว็บไซต์ติดอันดับหน้าแรกบน Search Engine ได้ ซึ่งหากทำตามคำแนะนำเกี่ยวกับการตั้งค่าต่าง ๆ เกี่ยวกับรูปภาพ ไม่เพียงแต่จะทำให้เว็บไซต์มีความน่าสนใจแล้ว ยังทำให้บทความติดอันดับบนหน้าแรกของ Search Engine ได้ง่ายขึ้น รวมถึงการตั้งค่าดังกล่าว ยังมีโอกาสทำให้รูปภาพติดอันดับบน Search Engine แบบการค้นหารูปภาพ (เช่น Google Images) ได้ด้วย

ความสำคัญของรูปภาพ ในการทำ SEO

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับการทำ SEO ให้ภาพ

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับการทำ SEO ให้ภาพ

การทำ SEO เป็นเทคนิคการตลาดที่ไม่มีค่าใช้จ่าย โดยทั่วไปคนจะนิยมทำ SEO โดยการเลือก keyword ให้บทความ การทำโครงสร้างเว็บไซต์ให้สวยงามใช้งานง่าย จุดหนึ่งที่คนทั่วไปหลงลืมไปแต่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำมากขึ้นในระยะหลัง คือ การทำ SEO ให้ภาพถ่ายหรือภาพกราฟิกนั่นเอง

การทำ SEO ให้รูปภาพโดยทั่วไป ใช้หลักการใกล้เคียงกันกับการทำ SEO ให้กับบทความ ซึ่งมีความสำคัญเช่นกัน เพราะคนนิยมค้นหารูปภาพที่น่าสนใจนำไปอ้างอิงต่อ และภาพที่สวยโดดเด่นจะทำให้คนคลิกเข้าไปชมในเว็บไซต์ เพิ่มค่า traffic ให้อันดับ SEO ดีขึ้นได้ด้วย

เทคนิคการทำ SEO ให้แก่รูปภาพที่ควรทราบ มีดังนี้

การผลิตรูปภาพเอง

ภาพใช้ประกอบบทความในเว็บไซต์ SEO ต้องเป็นภาพที่ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ และที่สำคัญ หากทำให้มีความเป็นเอกลักษณ์จากการทำเองด้วยโปรแกรม Photoshop หรือ Illustrator หรือจากการถ่ายภาพ แล้วนำมาตกแต่งเพิ่ม จะส่งผลดีทำให้อันดับ SEO ของเว็บไซต์คุณสูงขึ้นกว่าการใช้ภาพฟรีซ้ำ ๆ ที่เว็บไซต์อื่น ๆ ก็ไปดาวน์โหลดมาใช้กัน

การจัดวางตำแหน่งของรูปภาพ

ในบทความหนึ่ง ๆ จะมีทั้งส่วนคำนำ เนื้อหาหัวข้อย่อย สรุป ซึ่งหากมีความยาวมาก 500 คำขึ้นไป ก็ต้องมีการใส่รูปอธิบายและทำให้คนอ่านได้พักสายตา ในแต่ละส่วนจึงควรจะใส่รูปภาพที่สอดคล้องกันกับเนื้อหาท่อนนั้น เพื่อเสริมความเข้าใจและส่งผลดีต่อการประมวล SEO ของระบบ algorithm ใน Google ตัวอย่างเช่น หากกำลังพูดถึงการดูแลสุขภาพของผู้สูงวัยในหัวข้อย่อยเรื่องอาหารที่ดี ก็ควรเป็นรูปผู้สูงวัยกำลังรับประทานอาหารจำพวกผักผลไม้ เป็นต้น

การระบุ keyword ใน alt tag ของรูปภาพ

เป็นการให้รายละเอียดที่ระบบ AI ของ Google จะนำไปประมวลผลได้ง่าย ยึดหลักการง่าย ๆ จากการตอบคำถามพื้นฐานให้ได้ในประเด็นว่า ใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร และต้องใส่รายละเอียดของสีสันลงไปด้วย เนื่องจากระบบ Google ไม่สามารถแยกแยะสีได้อัตโนมัติ

การปรับขนาดรูปภาพ

การถ่ายภาพหรือทำภาพกราฟิก มักจะมีการบันทึกให้มีความละเอียดสูงเข้าไว้ แต่เมื่อจะนำมาใช้ประกอบในบทความ ควรต้องปรับให้ความละเอียดลดลง เพื่อลดเวลารอคอยการดาวน์โหลดของลูกค้า เช่น รูปสินค้า เสื้อผ้า รองเท้า ที่พัก รีสอร์ท ฯลฯ และเป็นการใช้ทรัพยากรของเครื่องอย่างประหยัดด้วย มีการเก็บข้อมูลด้านการตลาดพบว่า เว็บไซต์ที่ต้องใช้เวลาดาวน์โหลดภาพนาน จะไม่เป็นที่ประทับใจของลูกค้าและอาจเกิดการเปลี่ยนไปใช้บริการร้านค้าอื่นแทน การปรับขนาดรูปภาพให้เล็กประมาณ 1000 พิกเซล ก็เพียงพอแล้วต่อเว็บไซต์ทั่วไป

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO ให้รูปภาพ เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อความสำเร็จทางธุรกิจออนไลน์ ทำให้เพิ่มการเข้าถึงบทความที่ใช้ภาพนั้นประกอบ และช่วยเพิ่มโอกาสขายสินค้าตามมาได้อีกด้วย

เทคนิคการทำ SEO ให้แก่รูปภาพที่ควรทราบ

อยากรู้การทำ SEO รูปภาพ ทำอย่างไร

การควบคุมขนาดรูปภาพให้เหมาะสม

การทำ SEO หรือ search engine optimization ตามที่ Google กำหนด เป็นสิ่งที่ช่วยในการคัดกรองคุณภาพของเว็บไซต์ โดยเว็บไซต์ทุกประเภทที่มีผลวิเคราะห์ด้าน SEO สูง เมื่อถูกสืบค้นด้วย keyword SEO หนึ่ง ๆ ก็จะถูกนำเสนอให้ผู้ใช้งาน Google ในลำดับบน ๆ จึงเพิ่มความเชื่อมั่นของลูกค้าและทำให้มียอดขายสินค้าและบริการที่สูงขึ้น

การทำ SEO ให้กับรูปภาพ นับว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่หลายคนมักมองข้ามไป แต่กูรูทางการตลาดแนะนำว่าผู้ที่อยากให้เว็บไซต์ประสบความสำเร็จในการทำ SEO ต้องใส่ใจเรื่องรูปภาพมากขึ้น ในประเด็นต่อไปนี้

1. การควบคุมขนาดรูปภาพให้เหมาะสม

ไม่ว่าจะเป็นภาพที่ถ่ายเองหรือดาวน์โหลดมาจากที่อื่น ควรตั้งค่าใหม่ ไม่ให้ขนาดภาพเกิน 200 KB เพราะความละเอียดภาพที่มากเกินไปจะใช้ระยะเวลาในการดาวน์โหลดมาก ซึ่งมีการวิจัยทางการตลาดพบว่าลูกค้าจะเปลี่ยนแหล่งในการสืบค้นข้อมูล ถ้าใช้เวลารอนานเกินกว่า 3 ถึง 5 วินาที ขณะเดียวกัน ยังเป็นการเปลืองทรัพยากรในระบบของเซิร์ฟเวอร์อีกด้วย

2. การใส่ keyword SEO

การใส่ keyword แบบเดียวกับที่อยู่ในบทความลงในส่วนของการบรรยายภาพ และจัดวางตำแหน่งให้ตรงกับช่วงของบทความที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับรูปภาพมากที่สุด จะทำให้ระบบ algorithm วิเคราะห์อันดับได้ดีขึ้น

3. การใส่รายละเอียดของ Yoast SEO ในช่อง alt text

การใส่รายละเอียดในฟังก์ชั่นนี้ ของ Plugin Yoast SEO ให้ครบถ้วน จะทำให้เมื่ออัปโหลดขึ้นบนเว็บไซต์แล้ว หากผู้ใช้งานนำเมาส์ชี้ที่รูป ก็จะมีคำอธิบายโผล่ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ยิ่งรายละเอียดส่วนนี้มากเท่าใด ก็จะทำให้อันดับ SEO สูงขึ้น

4. การผลิตรูปใหม่

รูปที่ถ่ายขึ้นมาใหม่จะมีอันดับในการวิเคราะห์ที่ดีกว่าการใช้รูปเดิม ๆ ที่มีในเว็บไซต์ฟรี เช่น pixabay หรือรูปที่ซื้อลิขสิทธิ์จาก shutterstock อย่าลืมว่าภาพของคุณที่ถ่ายเองนอกจากเป็นลิขสิทธิ์ของคุณแล้ว ยังเป็นการสร้างความประทับใจ เสริมสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำแก่ลูกค้าเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้นด้วย

5. การใส่ธีมภาพและอธิบายสีสัน

นอกจากการใส่ keyword ที่ตรงกับบทความและความนิยมในการสืบค้นแล้ว ควรใส่รายละเอียดที่ตอบคำถามในประเด็นได้ครบถ้วนว่าใครในภาพ กำลังทำอะไรกันอยู่ ภาพถ่ายทำที่ไหน มีบรรยากาศอย่างไร รวมทั้งใส่คำอธิบายเกี่ยวกับสีของสิ่งต่าง ๆ ในภาพด้วย เนื่องจากระบบ algorithm ของ Google ไม่สามารถที่จะแยกแยะสีได้อย่าง algorithm ใน Facebook ประเด็นนี้จึงเป็นสิ่งที่ห้ามมองข้าม

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO รูปภาพ สามารถปรับแต่งในหลาย ๆ ส่วน การใส่ใจทุกรายละเอียดจะทำให้รูปภาพเป็นอีกตัวช่วยหนึ่งที่ส่งผลให้การสืบค้นเว็บไซต์คุณดีขึ้นได้ เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านใส่ใจการทำ SEO ให้กับรูปภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจออนไลน์ต่อไป

อยากรู้การทำ SEO รูปภาพ ทำอย่างไร

Meta description ของเว็บไซต์ SEO คืออะไร

การทำ meta description เป็นส่วนที่สรุปเนื้อหา

การทำเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ในปัจจุบันจะต้องพัฒนาให้สอดคล้องกับหลักการของ SEO หรือ search engine optimization ที่ Google กำหนด จึงจะมีโอกาสถูกสืบค้นได้เป็นอันดับต้น ๆ นำมาซึ่งความน่าเชื่อถือ และเพิ่มปริมาณการสั่งซื้อสินค้าและบริการ จึงทำให้เว็บไซต์ประสบความสำเร็จได้ดียิ่งขึ้น

การทำ meta description เป็นส่วนที่สรุปเนื้อหาของเว็บไซต์ ซึ่งจะแสดงใต้หัวข้อ เมื่อมีการพิมพ์คำคีย์เวิร์ดสืบค้น ใน ช่อง Google search ซึ่งกูรูด้านการทำ SEO แนะนำว่า บริษัทรับจ้างทำ SEO หรือ ผู้ผลิตบทความให้เว็บไซต์ SEO ควรศึกษาการทำ meta description ที่ดี ดังนี้

ต้องมีการบรรจุ keyword ที่ตรงกับบทความและหัวข้อลงไปใน meta description ให้มากที่สุด

ความยาว meta description ที่เหมาะสม ควรอยู่ที่ประมาณ 150 คำเท่านั้น (หากยาวเกินไป จะส่งผลลบต่ออันดับ SEO)

meta description ต้องครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมดในแต่ละบทความของเพจนั้น ๆ

ภาษาที่ใช้เขียน ต้องมีความเป็นทางการ น่าเชื่อถือ สั้นกระชับ ไม่กำกวม เพื่อให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายตัดสินใจได้ว่า อยากคลิกเข้ามาอ่านรายละเอียดเพิ่มหรือไม่

มีการใช้ keyword ที่ดี ควรเป็น niche long-tailed keywords หรือ คีย์เวิร์ดที่จำเพาะเจาะจงกับกลุ่มคนเป้าหมาย เช่น ใช้คำว่า “รองเท้ากีฬา สำหรับนักวิ่ง มือใหม่ ฮิต ผู้หญิง 2019” ดีกว่าการใช้คำว่า “รองเท้าวิ่ง” เพื่อให้เข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น

การทำ meta description ที่ดี จะส่งผลดีที่สำคัญ คือ ช่วยดึงดูดใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้คลิกเข้ามาในเว็บไซต์ ซึ่งหากบทความที่ผลิตมีความน่าสนใจ ก็จะทำให้เพิ่มโอกาสในการคลิกเข้าไปสั่งซื้อสินค้ามากขึ้น รวมถึงมีโอกาสสูงที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายจะคลิกไปอ่านข้อมูลเพิ่มเติมด้านอื่น ๆ ทำให้สามารถขายสินค้าในหมวดหมู่อื่น ๆ เพิ่มได้อีกด้วย

ตัวอย่างเช่น คุณเปิดเว็บไซต์ขายผลิตภัณฑ์อาหารเสริม และในบทความหนึ่ง ใช้คีย์เวิร์ดว่า “น้ำมันปลา fish oil” (ซึ่งควรใช้ในส่วนหัวเรื่องหรือ title และ ส่วน meta description ด้วย เพื่อเพิ่มอันดับ SEO ให้ดีขึ้น)

ผู้ที่กำลังสนใจข้อมูลของ “น้ำมันปลา fish oil” เมื่อเห็นข้อมูลสรุปเพจของ meta description ก็จะคลิกเข้ามาดูข้อมูลที่ละเอียดมากขึ้น และทำให้เกิดการสั่งซื้อน้ำมันปลาจากเพจของคุณได้ ทั้งนี้ หากลูกค้าได้คลิกเข้าไปอ่านบทความอื่น ๆ เกี่ยวกับวิตามินบำรุง เช่น วิตามินซี คอลลาเจน ฯลฯ ก็จะทำให้มีโอกาสสั่งสินค้าอื่นๆ เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ฉะนั้นไม่ว่าคุณจะทำเว็บคาสิโนอย่าง Hero88 หรือ เว็บขายสินค้าออนไลน์ทั่วไป ก็ไม่ควรละเลยเรื่องของ meta description

ทั้งนี้ การทำ meta description ที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด กูรูแนะนำว่าควรจะเขียนโดยผู้ที่ผลิตบทความคนเดียวกัน เนื่องจากจะเข้าใจถึงประเด็นที่ต้องการสื่อสารได้ดีที่สุด ที่สำคัญคือ ต้องมีความเป็นเอกลักษณ์ไม่คัดลอกจากเว็บไซต์อื่น เช่นเดียวกับการผลิตบทความ SEO

จะเห็นได้ว่า การทำ meta description มีความสำคัญในการดึงดูดใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ให้คลิกเข้ามายังเว็บไซต์ เพิ่มอัตราการคลิกต่อการมองเห็นหรือ CTR หวังว่าบทความนี้จะเป็นแนวทางให้ทุกท่านใส่ใจส่วน meta description ในการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ เพื่อให้ประสบความสำเร็จทางธุรกิจออนไลน์ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

Meta description ของเว็บไซต์ SEO คืออะไร

วิธีเลือก Keyword SEO ให้เหมาะกับธุรกิจคุณ

วิธีเลือก Keyword SEO ให้เหมาะกับธุรกิจคุณ

การทำ SEO ให้กับเว็บไซต์เป็นเทคนิคที่ช่วยให้คุณเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในปี 2019 ที่มีผู้ขายสินค้าออนไลน์จากทั่วโลก ทำให้เกิดการแข่งขันอย่างมาก เมื่อประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน ก็ยิ่งทำให้คุณต้องคัดกรองการใช้ Keyword สำหรับการทำ SEO ที่หวังผลได้และคุ้มค่าในการลงมือทำ เพื่อที่จะทำให้ประสบผลสำเร็จทั้งในด้านยอดขายและขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้นได้

การเลือก Keyword เพื่อทำ SEO ที่ดี ต้องพิจารณาโดยประเมินธุรกิจของคุณก่อนว่าต้องการขายสินค้าให้แก่บุคคลกลุ่มใด ซึ่งในปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์แบ่ง Keyword SEO เป็น 3 กลุ่ม คือ

1. Mass Keyword

เป็นการใช้ Keyword ที่เป็นความหมายกว้าง ๆ เน้นการรับรู้ของคนทั่วไป เหมาะกับธุรกิจที่ขายสินค้าแบบ One Stop Service หรือเข้ามาที่เดียวแล้วได้สิ่งของที่หลากหลายให้เลือก เหมาะกับกลุ่มลูกค้า ที่ต้องการศึกษาข้อมูลสินค้าก่อน และไม่ได้ยึดมั่นว่าต้องซื้อเป็นแบรนด์ใดแบรนด์เดียว

กรณีนี้ สามารถใช้ Keyword ที่เป็นความกว้าง ๆ ได้ เช่น คำว่า ร้านขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ออนไลน์ ร้านดอกไม้ออนไลน์ ร้านขายรองเท้าสตรี ร้านขายเครื่องเขียนออนไลน์ เป็นต้น

2. Niche Keyword

หากสินค้าของคุณมีรายละเอียดที่ตรงกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าบางประเภท ควรใช้วลีที่มีความยาวมากขึ้น มาประกอบกันเป็น Niche Keyword เพื่อสื่อความหมายที่เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น จะทำให้มีโอกาสขายได้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น คุณขายปริ้นเตอร์ยี่ห้อ Brother ก็ควรใช้ Keyword ระบุว่า จำหน่าย ออนไลน์ Printer พร้อมยี่ห้อและรุ่น เพื่อที่จะให้คนที่กำลังมองหาสินค้าแบรนด์นี้และรุ่นนี้ พบเว็บไซต์ของคุณเป็นอันดับต้น ๆ

เทคนิคนี้ มีประสิทธิภาพและนิยมมากขึ้น เพราะเท่ากับว่าคุณกำลังเจาะจงตัวเองให้นำเสนอต่อผู้ที่ได้ศึกษาข้อมูลของสินค้ามาบ้างแล้ว และมีกำลังซื้อสินค้าแบรนด์และรุ่นดังกล่าว

3. Long-Tailed Keyword

เป็น Keyword ที่มีความยาวยิ่งขึ้นกว่าแบบที่ 2 เพื่อที่จะเฉพาะเจาะจงและเน้นความสำคัญของแบรนด์ให้มากที่สุด ตัวอย่างเช่น คุณจำหน่ายผลิตภัณฑ์ล้างขวดนมสำหรับเด็กแบบออร์แกนิก ไร้สารเคมี คุณสามารถใช้ Keyword ว่า น้ำยาล้างขวดนม เด็กอ่อน ออร์แกนิก ไม่มีสารเคมี ปลอดภัย เป็นต้น

ซึ่งคุณแม่ที่กำลังมองหาของใช้ที่เป็นออร์แกนิกเพื่อที่จะป้องกันสุขภาพของลูกจากสารเคมีต่าง ๆ อาจจะสามารถพบแบรนด์ของคุณเป็นอันดับแรก ทำให้มีโอกาสขายสินค้าได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ และทำให้แบรนด์ของคุณเป็นที่จดจำของบรรดาคุณแม่ที่มีลูกเล็ก นำไปสู่การบอกต่อและแนะนำต่อในโลกโซเชียลได้อย่างมาก

การเลือก Keyword SEO ที่ดีส่งผลต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ เพิ่มยอดขาย และทำให้อันดับ SEO ในการค้นหาเพิ่มสูงขึ้นในระยะยาวด้วย หวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกท่านเลือกใช้ Keyword ที่ส่งเสริมความสำเร็จของธุรกิจได้มากยิ่งขึ้น

การเลือก Keyword เพื่อทำ SEO ที่ดี

อยากเริ่มทำ SEO ต้องเริ่มจากอะไร

อยากเริ่มทำ SEO ต้องเริ่มจากอะไร

การทำงานผ่านระบบออนไลน์ เป็นช่องทางทำรายได้ที่คนยุคใหม่ให้ความสำคัญ เพราะสามารถทำได้ทุกที่ สะดวกในการบริหารจัดการเวลา โดยเฉพาะ การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization ซึ่งเป็นการผลักดันให้คำค้นหาสินค้าหรือบริการติดอันดับในระบบการค้นหา ทั้ง Google และเว็บไซต์อื่น ๆ การทำ SEO จึงกลายเป็นธุรกิจที่คนยุคใหม่หันมานิยม ถ้าคุณเป็นอีกคนที่อยากลองทำ SEO แต่ยังไม่ทราบว่าจะเริ่มจากตรงไหนก่อน เรามีวิธีการง่ายๆ มาแนะนำ

1.ศึกษาการทำ SEO ที่ถูกต้อง

อันดับแรกคุณต้องศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับการทำ SEO ตั้งแต่การเริ่มสร้างเว็บไซต์ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบการค้นหา ซึ่งคนไทยนิยมใช้คือ Google หากคุณต้องการเจาะกลุ่มคนไทย ควรสร้างเว็บไซต์เป็นภาษาไทยเท่านั้น

2.ตั้งกลุ่มเป้าหมายที่คุณต้องการ

เมื่อคุณเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการทำ SEO แล้ว ต่อมาคือการตั้งกลุ่มเป้าหมาย ว่าเป็นเพศใด ช่วงอายุเท่าไหร่ อาชีพอะไร เพื่อที่จะได้ง่ายต่อการสร้างเว็บไซต์ให้ตรงตามวัตถุประสงค์

3.สร้างสรรค์เว็บไซต์

คุณต้องวางโครงสร้างรวมถึงสร้างเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือ รูปลักษณ์ของเว็บไซต์มีดูดี มีเอกลักษณ์ มีความโดดเด่นและดึงดูดให้คลิกเข้ามาชม

4.เขียนบทความที่มีคุณภาพ

การเขียนบทความนับเป็นหัวใจหลักในการทำ SEO เนื้อหาที่เขียนต้องมีคุณภาพ ไม่มีการคัดลอกของใครมา หากบทความที่เขียนมีประโยชน์ อ่านแล้วรู้สึกดี ทำให้มีคนเข้ามาอ่านมากขึ้น ก็จะผลักดันให้บทความติดอันดับ SEO ต้องมีการกำหนด Keyword หรือข้อความหลักขึ้นมา Keyword นั้นต้องสอดคล้องกับธุรกิจในเว็บไซต์ที่คุณทำขึ้นมา คุณควรตั้งชื่อบทความให้น่าสนใจ มีการใช้ Keyword ในบทความ เพื่อง่ายต่อการค้นหา เพราะผู้เข้าชมมักจะค้นหา คำอธิบายบทความสั้น กระชับแต่น่าสนใจ มีการกระจาย Keyword แบบเป็นธรรมชาติไม่มุ้งเน้นการโฆษณามากเกินไป เพราะจะทำให้ผู้เข้าชมรู้สึกอึดอัดเหมือนถูกยัดเยียด

4.ส่งเสริมให้เว็บไซต์ติดอันดับค้นหา

ควรโปรโมทในช่องทางการสื่อสาร ทั้ง Fcebook, Instagram, Line และช่องทางออนไลน์อื่นๆ เพื่อให้บทความเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ควรมีการสร้างลิงก์จากภายนอกเชื่อมโยงเข้ากับเว็บไซต์ของคุณ เพื่อให้บุคคลอื่น ๆ สามารถเข้าชมเว็บไซต์ของคุณได้ง่าย

5.ติดตามผลงานและปรับปรุง

ผลงานของคุณมีการติดตามมากขึ้น อันดับของคุณก็จะค่อย ๆ เลื่อนขึ้นมาในหน้าแรก ๆ ของการค้นหา หากอันดับของคุณยังไม่มีการเลื่อนขึ้น บางที Keyword ที่คุณกำหนดขึ้นมา อาจมีคนใช้มากเกินไป คุณต้องปรับปรุงเนื้อหาให้ดี มีความน่าสนใจกว่าเดิม

การเริ่มต้นที่ดี นับเป็นชัยชนะก้าวแรก อย่ากลัวที่จะลองผิดลองถูก ทุกอย่างต้องอาศัยเวลา เช่นเดียวกับการทำ SEO แม้บทความที่คุณเขียนจะไม่มีข้อบกพร่อง เว็บไซต์ที่คุณสร้างดูดีไร้ที่ติ แต่เวลาเท่านั้นที่จะเป็นตัวผลักดันให้ผลงานของคุณติดอันดับในการค้นหา

การทำ SEO จึงกลายเป็นธุรกิจที่คนยุคใหม่หันมานิยม

การตลาดออนไลน์แบบ SEO คืออะไร อยากประสบความสำเร็จต้องอ่าน

ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการทำการตลาด

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเทคนิคการตลาดออนไลน์ที่นิยมมากทั่วโลกในปัจจุบัน เนื่องจากทำให้เว็บไซต์ถูกสืบค้นได้ง่ายไม่ว่าจะใน Yahoo หรือ Google ซึ่งส่งผลดรต่อจำนวนลูกค้าประจำและยอดขาย ทั้งยังทำให้ขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้น

ในบทความนี้ เราจึงได้รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการทำการตลาดด้วย SEO มาฝากกัน เพื่อให้ทุกท่านได้นำไปปรับใช้ให้ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วในธุรกิจออนไลน์

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นมีเป้าหมาย เพื่อให้เว็บไซต์ของคุณถูกจัดให้อยู่ในอันดับคุณภาพสูงเมื่อมีการสืบค้นด้วยคีย์เวิร์ดหนึ่ง ๆ ซึ่งการจัดอันดับของ Google, Bing และ Yahoo จะใช้การวิเคราะห์คำนวณของระบบ algorithm หรือ AI ซึ่งจะพิจารณาในด้านต่าง ๆ ดังนี้

1. ผลิตเนื้อหาหรือ content SEO ที่มีคุณภาพ โดยต้องมีการใส่ keyword ที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายทางธุรกิจของคุณ นิยมค้นหาผ่านหน้าต่างการสืบค้นกระจายทั่วไปทั้งบทความ แต่เฉลี่ยแล้วถ้าบทความยาวไม่เกิน 500 คำ ก็จะไม่ควรมีคีย์เวิร์ดเดียวกันซ้ำเกิน 3 ครั้ง

2. ใช้ keyword เดียวกันกับข้อแรก สร้างคลิปวิดีโอสาธิตการใช้สินค้าที่คุณจำหน่าย หรือถ่ายทำรีวิวสินค้าจากผู้มีประสบการณ์จริง ซึ่งจะทำให้มีความเป็นเอกลักษณ์ สร้างความจดจำให้ผู้บริโภค ซึ่งส่งผลให้เว็บไซต์ของคุณได้รับความสนใจจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากยิ่งขึ้น

3. ออกแบบเว็บไซต์ให้มีความสวยงาม เน้นความเรียบหรูแต่ดูเป็นมืออาชีพ โดยเลือกสีสันที่ไม่ฉูดฉาดมากเกินไป 2 หรือ 3 สี เพื่อให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ดูทันสมัย

4. ควรทำเว็บไซต์ให้ใช้งานได้ง่าย ทั้งทางหน้าจอคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะและโทรศัพท์มือถือ เพื่อให้สัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้งานจริงของคนส่วนใหญ่ที่นิยมพกพาโทรศัพท์มือถือ เพื่อสืบค้นข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งการหาซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ในแทบทุกสถานที่

5. สร้างลิงก์เพื่อเชื่อมโยงเว็บไซต์ทางธุรกิจของคุณเข้ากับเว็บไซต์ภายนอกหลายแห่ง เพื่อเกิดการผลักดันให้มียอดขายสูงขึ้นร่วมกัน เช่น ถ้าคุณขายสินค้าออร์แกนิก ก็อาจสร้างความร่วมมือกับเพจหรือเว็บไซต์ที่ขายสินค้าเพื่อสุขภาพ เมื่อมีลูกค้าเข้ามาชมข้อมูลจากเว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่ง ก็จะทำให้อีกเว็บไซต์มีโอกาสในการขายสินค้าเพิ่มขึ้นได้

6. แปะลิงค์ไว้เว็บไซต์ตามห้องแชทต่าง ๆเช่น ห้องพันทิป สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่ตรงกับสินค้าคุณมากที่สุด จะทำให้มีโอกาสขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ วิธีนี้จะทำให้ได้รับความสนใจและมียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้นในระยะยาว

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO สำคัญอย่างยิ่งต่อธุรกิจออนไลน์ยุคใหม่ ให้ประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ผู้ซื้อและผู้ขายมักใช้ช่องทางการสืบค้นสินค้าที่ต้องการทาง search engine ตลอด 24 ชั่วโมง

การตลาดออนไลน์แบบ SEO คืออะไร อยากประสบความสำเร็จต้องอ่าน