เหตุผล 7 ข้อ ที่คนทำ SEO ไม่ควรให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงของ search engine มากนัก

ทำไมคนทำ SEO ไม่ควรใส่ใจกับการเปลี่ยนแปลงของ search engine

เมื่อใดก็ตามที่ algorithm ของ Google เกิดการเปลี่ยนแปลงภาพรวมนั้น จะทำให้หลายคนสะดุดและตื่นตระหนกไปเลยทีเดียว แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเพราะเมื่อไหร่ที่ algorithm เกิดการเปลี่ยนแปลงแล้ว ย่อมส่งผลต่ออันดับ SEO ของเว็บไซต์หลายแห่ง แต่วันนี้เราจะมาบอกคุณว่าอย่าใส่ใจมันเกินไป จะเป็นเพราะอะไร เรามาดูกัน

ทำไมคนทำ SEO ไม่ควรใส่ใจกับการเปลี่ยนแปลงของ search engine

Algorithm ของ search engine เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หลายคนบอกว่า algorithm ของ search engine อย่าง Google เปลี่ยนทุก ๆ 3 เดือน ความจริงแล้วไม่มีใครรู้เลยว่า algorithm ที่ว่านี้มีการเปลี่ยนภายในระยะเวลาเท่าไหร่ ซึ่งหากพูดถึงการพัฒนาระบบให้ดีขึ้นนั้น algorithm จะถูกปรับให้ทำงานดีขึ้นตลอดเวลา

แบรนด์ของคุณสำคัญที่สุด การทำตามการเปลี่ยนแปลงของ search engine ไปเรื่อย ๆ อาจทำให้คุณสูญเสีย position ของแบรนด์ไปได้เหมือนกันนะ ฉะนั้นอย่าสนใจมันมากไปกว่าแบรนด์ของคุณ

เข้าใจหลักการทำงานของ search engine ก็พอแล้ว การเข้าใจหลักการทำงานของ search engine ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเพราะ search engine อย่าง Google ก็เป็น platform ประเภทหนึ่ง ส่วนการเปลี่ยนแปลงหรือเทรนด์ที่เข้ามาใหม่ ๆ นั้นแค่เรื่องรอง

Bot ของ search engine ไม่สนใจว่าเว็บไซต์ของคุณจะใหญ่มาจากที่ไหน ไม่ว่าเว็บไซต์ของคุณจะยิ่งใหญ่แค่ไหน หากเว็บไซต์ของคุณละเมิดกฎและทำ SEO จนถูกรายงานให้เป็น สแปม เว็บไซต์ของคุณก็มีโอกาสถูกบล็อกจาก search engine ได้เหมือนกัน

ยังมีคู่แข่งอีกหลายเว็บไซต์ที่แข่งกับคุณอยู่ การให้ความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงของ search engine นั้นไม่ใช่เรื่องผิด แต่อย่าลืมว่ามีคู่แข่งของคุณอีกกี่ร้อยกี่พันเจ้าที่กำลังมุ่งหน้าไปยังหน้าแรกของ search engine เหมือนคุณอยู่เช่นกัน

มีเทรนด์ใหม่ ๆ ของ search engine เข้ามาทำให้คุณหวั่นไหวบ่อย ยิ่งมีเทรนด์ใหม่เข้ามาเรื่อย ๆ ย่อมทำให้หลายคนหลงทาง เพราะมัวแต่ไปตามเทรนด์ที่เข้ามาใหม่อยู่เรื่อย ลองคิดดูสิว่าถ้าทุกเดือนจะมีเทรนด์ใหม่เข้ามา คุณต้องปรับกลยุทธ์ในการทำ SEO จนเหนื่อยแค่ไหน?

บางครั้ง search engine ก็เปลี่ยนแปลงกฎหรือนโยบายเพื่อการทดสอบระบบ การเปลี่ยนนโยบายหรือปรับกฎข้อบังคับ รวมถึงการแสดงผลบนหน้าแรกของ search engine นั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อเปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวร แต่หลายครั้งก็เกิดขึ้นจากการทดสอบระบบเท่านั้นเอง

การติดตามเทรนด์ที่เปลี่ยนแปลงไปของ algorithm นั้นเป็นสิ่งที่ดี เพราะมันจะทำให้คุณก้าวตาม Google ได้ทันและจะได้นำมาประยุกต์ใช้กับการทำอันดับ SEO ให้กับเว็บไซต์ตัวเอง แต่ก็ไม่ควรใส่ใจหรือให้ความสำคัญมากเกินไปจนลืมเนื้อแท้ของการทำ SEO ไป เพราะท้ายที่สุดแล้ว algorithm จะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ อยู่ดี

เหตุผล 7 ข้อ ที่คนทำ SEO ไม่ควรให้ความสำคัญ

การโฆษณาในยุคนี้ ทำอย่างไรคุ้มค่าที่สุด

การโฆษณาในยุคนี้ ทำอย่างไรคุ้มค่าที่สุด

ด้วยยุคสมัยนี้การติดต่อสื่อสารกันจะทำบนโลกอินเทอร์เน็ตกันแล้วทั้งนั้น ในบทความนี้จึงขอไม่พูดถึงช่องทางการโฆษณาที่เป็นออฟไลน์เนื่องจากหมดสมัยไปแล้ว (แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ได้ผล เพียงแต่ไม่นิยม) ซึ่งการทำโฆษณาในช่องทางออนไลน์ก็มีด้วยกันหลายวิธีเช่น Bing Ads, Facebook Ads, Twitter, Instragram เป็นต้น หรือแม้แต่ในช่องทาง Market Place ออนไลน์อย่าง Lazada, Shopee ก็ได้รับความนิยมไม่น้อย แต่วิธีไหนล่ะที่เป็นวิธีที่คุ้มค่าที่สุด

ขอแยกรูปแบบการโฆษณาออกเป็น 2 รูปแบบดังนี้

การโปรโมทแบบใช้เงิน เป็นรูปแบบที่นิยมมากในช่วง 6 – 7 ปีที่ผ่านมา จุดเด่นของการโปรโมทแบบใช้เงินคือได้ผลตอบรับที่รวดเร็วมาก ธุรกิจจะเติบโตแบบก้าวกระโดดเนื่องจากการโฆษณาที่แต่ละครั้งมีประสิทธิภาพ ตรงกลุ่มเป้าหมาย อย่างการโฆษณาบน Facebook Ads , Google Ads , การโฆษณาบน BumQ และ Nipa เป็นต้น หรือแม้แต่การจับมือกับเว็บช้อปปิ้งดัง ๆ อย่าง Lazada, Shopee วิธีการเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคได้เห็นสินค้าผ่านหน้าจอมือถือได้โดยง่าย

การโปรโมทแบบไม่ใช้เงิน แน่นอนว่าเราจะสร้างธุรกิจโดยไม่ใช้เงินลงทุน ก็ต้องใช้แรงและความพยายามแทน ผู้ที่จะโปรโมทโฆษณาแบบไม่ใช้เงินอาจจะต้องศึกษากลยุทธ์และวิธีการทำตลาดออนไลน์มากกว่าแบบใช้เงินมากหน่อย เพื่อให้การลงโฆษณาของเราสัมฤทธิ์ผล โดยการโปรโมทแบบไม่ใช้เงินจะมีหลากหลายวิธีเช่น การสร้าง Content ใน Facebook , Line , Twitter หรือการทำ SEO ก็เป็นหนึ่งในวิธีการโปรโมทแบบไม่ใช้เงินที่ดีมากวิธีหนึ่ง โดยการทำ SEO คือวิธีที่จะดันให้เว็บไซต์ของเราไปอยู่ในอันดับต้น ๆ บน Search Engine อันดับหนึ่งอย่าง Google เป็นต้น ด้วยวิธีนี้ไม่จำเป็นต้องเสียงบประมาณการโฆษณาแต่อย่างใด ขอแค่มีบทความคุณภาพ ดึงดูดใจผู้อ่านได้ ก็สามารถทำ SEO ได้แล้ว

ถ้าจะถามว่าเราอยากโปรโมทแบบไหนระหว่างเสียเงินกับไม่เสียเงิน แน่นอนว่าใคร ๆ ก็ไม่อยากเสียเงินกันทั้งนั้น แต่การโปรโมทแบบไม่เสียเงิน ผู้ทำโฆษณาจะต้องรู้ลึกรู้จริงเกี่ยวกับเทคนิคที่จะทำให้ผู้บริโภคได้มีส่วนร่วมกับสิ่งที่เราต้องการจะนำเสนอ

อย่างการทำ SEO ถือเป็นวิธีการโปรโมทแบบไม่เสียเงินที่คุ้มค่ามากที่สุดวิธีหนึ่ง เพียงแค่เราสามารถสร้างบทความคุณภาพตามหลักการทำ SEO ได้อย่างถูกต้อง รับรองเลยว่าประสิทธิภาพไม่ด้อยไปกว่าการโปรโมทแบบเสียเงินอย่างแน่นอน เพียงแต่ต้องอาศัยความพยายามมากกว่า ซึ่งตรงนี้เองที่เป็นข้อดีของการทำ SEO เพราะความสำเร็จจะงอกเงยได้ก็เนื่องมาจากการที่เราศึกษาพฤติกรรมของลูกค้า เราจะได้รู้จักความรู้สึกจริง ๆ เข้าใจรสนิยมของผู้บริโภค

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเอามาต่อยอดเป็นการสร้างโฆษณาที่มีประสิทธิภาพ ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดีนั่นเอง

ขอแยกรูปแบบการโฆษณาออกเป็น 2 รูปแบบ

SEO รูปภาพจำเป็นหรือไม่ ? มีความสำคัญอย่างไร

SEO รูปภาพจำเป็นหรือไม่

ปัจจุบันเว็บไซต์ถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญของการทำการตลาดออนไลน์ ซึ่งนักการตลาดออนไลน์ส่วนใหญ่ได้ทราบถึงความจำเป็นของการทำบทความ SEO หรือบทความที่ใช้ Keyword ที่กลุ่มเป้าหมายค้นหาบ่อย ทำให้ความรู้เกี่ยวกับ SEO จึงเป็นความรู้พื้นฐานที่นักการตลาดควรรู้ โดยความรู้เกี่ยวกับ SEO เริ่มที่การเขียนบทความ SEO ประกอบไปด้วย

การเขียนบทความโดยใช้ Keyword ที่กลุ่มเป้าหมายค้นหาบ่อย โดยเขียนในลักษณะให้ความรู้จะทำให้เกิดความน่าสนใจมากที่สุด

ความสม่ำเสมอของการเขียนบทความ SEO ควร Upload บทความสม่ำเสมอทุกวันอย่างน้อยวันละ 1 บทความ ซึ่งนักการตลาดหรือคนทำเว็บไซต์มือโปรจะทำการ Upload บทความใหม่ 1 บทความและ Rewrite บทความเก่า 1 บทความ เพื่อให้เว็บไซต์มีบทความที่น่าสนใจเพิ่มมากขึ้น

จำนวนคำที่เหมาะสมของบทความ SEO ควรอยู่ที่ประมาณ 300 คำ ขึ้นไป เนื่องจากเป็นจำนวนที่สามารถอธิบายหรือให้ความรู้กับกลุ่มเป้าหมายได้ดีกว่าและ Search Engine จะมองว่าเป็นเว็บไซต์คุณภาพที่ให้ประโยชน์แก่ผู้ใช้งาน

ความสำคัญของรูปภาพ ในการทำ SEO

การใช้รูปภาพ รูปภาพเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้บทความมีความน่าสนใจมากขึ้นและยังช่วยในเรื่องของ SEO ได้เป็นอย่างดี โดยเริ่มที่การตั้งชื่อรูปภาพด้วย Keyword เดียวกันกับที่นำมาทำบทความ SEO, จากนั้นเขียนคำบรรยายภาพ (Alt Image) ด้วย Keyword โดยเลือก Keyword หลักเพียง 1 คำเพื่อใส่ใน Alt Image เท่านั้น เพื่อไม่ให้ Search Engine เกิดความสับสน และตำแหน่งของการวางรูปภาพก็เป็นสิ่งสำคัญเพราะช่วยให้รูปภาพได้รับความสนใจจาก Search Engine โดยตำแหน่งที่ควรวางรูปภาพควรวางใกล้กับประโยคที่มี Keyword หลักเดียวกันอยู่ รวมถึงจำนวนของรูปภาพในบทความไม่ควรมีมากเกินความจำเป็น เนื่องจากจะทำให้เว็บโหลดช้ากว่าปกติซึ่ง Search Engine จะมองว่าไม่เป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน

มีการจัดหมวดหมู่ไว้อย่างชัดเจนและเป็นระเบียบจะทำให้ Search Engine มองว่าเว็บไซต์มีความเป็นมิตรกับผู้ใช้งานมากกว่า เพราะทำให้เกิดความสะดวกในการดูข้อมูลต่าง ๆ บนเว็บไซต์

ควรปรับหน้าเว็บไซต์ให้เหมาะกับการใช้งานบนสมาร์ทโฟน เนื่องจากในปัจจุบันมีผู้ใช้งานไม่น้อยที่ไม่ได้เปิดเว็บไซต์บนคอมพิวเตอร์

จากพื้นฐานการทำเว็บไซต์ทั้ง 6 ข้อ การทำ SEO รูปภาพ มักถูกละเลยความสำคัญมากที่สุด เนื่องจากกลุ่มนักการตลาดมือใหม่มักมุ่งเน้นแต่การทำให้บทความมีคุณภาพ โดยลืมขั้นตอนง่าย ๆ เกี่ยวกับการตั้งค่ารูปภาพ

โดยสรุปแล้ว “รูปภาพ” มีความจำเป็นอย่างมากที่จะทำให้เว็บไซต์ติดอันดับหน้าแรกบน Search Engine ได้ ซึ่งหากทำตามคำแนะนำเกี่ยวกับการตั้งค่าต่าง ๆ เกี่ยวกับรูปภาพ ไม่เพียงแต่จะทำให้เว็บไซต์มีความน่าสนใจแล้ว ยังทำให้บทความติดอันดับบนหน้าแรกของ Search Engine ได้ง่ายขึ้น รวมถึงการตั้งค่าดังกล่าว ยังมีโอกาสทำให้รูปภาพติดอันดับบน Search Engine แบบการค้นหารูปภาพ (เช่น Google Images) ได้ด้วย

ความสำคัญของรูปภาพ ในการทำ SEO

ไขข้อข้องใจ SEO คืออะไร ทำไมถึงสำคัญ

ไขข้อข้องใจ SEO คืออะไร ทำไมถึงสำคัญ

อย่างที่หลายคนทราบกันดีอยู่แล้วว่าการทำตลาดถือเป็นสิ่งที่เจ้าของธุรกิจต้องทำเพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการของตัวเองให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้าในวงกว้าง ซึ่งหากเป็นสมัยก่อนเชื่อว่าหลายคนคงคุ้นเคยกับการนำเสนอผ่านโฆษณาทางโทรทัศน์ สปอตโฆษณาบนคลื่นวิทยุ และสื่อสิ่งพิมพ์ เพราะต้องถือว่าเป็นสื่อใหญ่สื่อหลักของประเทศที่เข้าถึงคนทุกเพศทุกวัยที่ง่ายที่สุด แต่ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีด้านการสื่อสาร จึงทำให้ปัจจุบันเจ้าของธุรกิจมีช่องทางในการประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในช่องทางการประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดตอนนี้คือ การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization

หลักการแล้วการทำ SEO

โดยตามหลักการแล้วการทำ SEO นั้นเป็นหนึ่งในวิธีการตลาดดิจิทัลรูปแบบหนึ่งด้วยการทำให้เว็บไซต์ เพจ หรือบล็อกติดอันดับต้น ๆ ของการค้นหาบนเครื่องมือ Search Engine หรือเครื่องมือค้นหาข้อมูลและเว็บไซต์บนอินเทอร์เน็ตเมื่อกรอกคำสำคัญในช่องค้นหาของ Search Engine อย่าง Baidu, Bing, Sanook, Yahoo แต่ส่วนใหญ่แล้วการทำ SEO ส่วนใหญ่เน้นการพัฒนาบน Google เป็นหลัก เนื่องจากเป็น Search Engine ที่คนไทยและอีกหลาย ๆ ประเทศนิยมใช้สำหรับหาความรู้ ข้อมูล หรือเว็บไซต์ที่ตัวเองต้องการมากที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องซื้อโฆษณาหรือ Google Ads ที่มีข้อจำกัดในเรื่องของช่วงเวลาและค่าโฆษณาแบบต่อคลิก เพราะฉะนั้นการทำ SEO จึงเป็นวิธีการประชาสัมพันธ์ที่ทั้งประหยัดแต่มีประสิทธิภาพในระยะยาว

หากถามว่าประโยชน์หลัก ๆ ของการทำ SEO คืออะไร แน่นอนว่าการได้ติดอันดับที่หนึ่งหรือหน้าแรกของ Search Engine นั้นย่อมดีกว่าหน้าท้าย เพราะจากการศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้งานการค้นหาบนอินเทอร์เน็ต ผลการค้นหาอันดับที่ 1 ของการค้นหาจะมีการเข้าชมมากกว่าอันดับที่ 2 เกือบเท่าตัว ในขณะที่หลายคนยอมรับออกมาตรง ๆ ว่าแทบไม่เคยคลิกต่อไปยังหน้าที่ 2 ของการค้นหาเลยด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนี้การติดอันดับต้น ๆ หรือหน้าแรกของการค้นหาบน Search Engine จึงเป็นการเพิ่มโอกาสที่ลูกค้าจะเห็นเว็บไซต์ เพจ หรือบล็อกของเราก่อนของคู่แข่งและทำให้มีโอกาสทางธุรกิจมากกว่าด้วย

สำหรับวิธีการทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์ เพจ หรือบล็อกติดอันดับเมื่อมีการค้นหาด้วยคำสำคัญบน Search Engine นั้นต้องอาศัยการพัฒนาหลาย ๆ ส่วนประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็น การเขียนคอนเทนต์ออนไลน์ การใส่คำสำคัญ และการทำประชาสัมพันธ์ ซึ่งแม้ว่า Search Engine ส่วนมักมีเงื่อนไขพิจารณาการจัดลำดับที่แตกต่างกัน แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเน้นที่คุณภาพ ประโยชน์ที่ผู้ค้นหาจะได้รับ ความน่าสนใจ เข้าใจง่าย และการเข้าถึงที่ต้องง่ายและรวดเร็ว อีกทั้งยังต้องไม่เป็นแหล่งของไวรัสคอมพิวเตอร์ที่เป็นอันตรายต่อผู้ค้นหาข้อมูลอีกด้วย การทำ SEO ต้องอาศัยเวลาในการปรับปรุง พัฒนา และสร้างความน่าเชื่อถือให้ตรงตามหลักเกณฑ์ เพียงเท่านี้เว็บไซต์ เพจ หรือบล็อกของคุณก็มีโอกาสขึ้นแสดงในลำดับต้น ๆ ของทุก Search Engine ได้แล้ว

หลักการแล้วการทำ SEO

นักธุรกิจออนไลน์ควรรู้ SEO กับ SEM ต่างกันอย่างไร

นักธุรกิจออนไลน์ควรรู้ SEO กับ SEM ต่างกันอย่างไร

การทำธุรกิจออนไลน์ ถ้าต้องการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ในหน้าต่างของ Search Engine ก็ต้องใช้วิธี SEO และ SEM ซึ่งมีความแตกต่างกัน แต่ก็เป็นที่นิยมในปัจจุบันทั้งคู่ ซึ่งเราได้รวบรวมสิ่งที่ควรรู้มาไว้ที่นี่แล้ว

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นการทำใน 2 ส่วน คือ Off-Page SEO และ On-Page SEO โดย Off-Page SEO คือการสร้างลิงก์เชื่อมโยงจากเว็บไซต์ภายนอก ขยายฐานลูกค้าที่สืบค้นหาข้อมูล เช่น คุณขายเครื่องกรองน้ำในเว็บไซต์ หากสามารถโพสต์ตอบคำถามที่มีคนสงสัยเกี่ยวกับเครื่องกรองน้ำและให้ลิงก์ในห้องแชทต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ที่สนใจเข้ามาหาข้อมูลเพิ่มเติมในเว็บไซต์ของคุณ ก็จะทำให้สามารถขายสินค้าได้มากขึ้น

ส่วน On-Page SEO หมายถึง การปรับในส่วนเนื้อหาของเว็บไซต์ ที่ต้องใส่บทความที่มีประโยชน์ เช่น วิธีการเลือกเครื่องกรองน้ำ วิธีทำความสะอาดเครื่องกรองน้ำ เป็นต้น ซึ่งการอัปเดตข้อมูลที่สม่ำเสมอและมีเนื้อหาที่ถูกต้องจะช่วยให้ลูกค้าที่ติดตามอ่านบทความในเว็บไซต์คุณได้รับประโยชน์และทำให้อันดับในการสืบค้นที่ระบบของ Search Engine วิเคราะห์เพิ่มขึ้นด้วย

การทำ SEO จึงเป็นการประชาสัมพันธ์ที่นิยมมาก เพราะสามารถทำได้ด้วยตัวเองไม่ต้องเสียค่าโฆษณา แต่ก็ต้องใช้ระยะเวลาในการเก็บสะสมข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ Search Engine ของ Yahoo และ Google ทำการประมวลผลอย่างน้อย 2 เดือนขึ้นไป

ในส่วนของ SEM หรือ Search Engine Marketing จะเป็นการโฆษณาเว็บไซต์โดยการซื้อพื้นที่โฆษณาด้านบนของหน้าต่างการสืบค้นแบบที่ไม่ต้องใช้เวลามาก ไม่ต้องใช้เวลาหลายเดือนในการสะสมบทความบนเว็บไซต์ของคุณ เพราะการทำ SEM สามารถทำได้ง่ายและสะดวก ซึ่งเจ้าของเว็บไซต์สามารถประมูลพื้นที่โฆษณาได้ด้วยตัวเอง (โดยจะแข่งขันกับบริษัทอื่น ๆ ที่ต้องการพื้นที่โฆษณาตำแหน่งบน ๆ ด้วยคีย์เวิร์ดเดียวกัน) และทำการจ่ายเงินทุกครั้งที่มีผู้สนใจคลิกเข้ามาดูข้อมูลหรือที่เรียกว่า เป็นการจ่ายแบบ Pay Per Click

การทำ SEM จึงทำให้มีโอกาสเพิ่มการขายได้อย่างรวดเร็ว สร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มเป้าหมายได้ดีขึ้นและเพิ่มรายได้เป็นจำนวนมากในเวลาสั้น ๆ โดยจะมีลูกค้ามาคลิกตาม Link โฆษณาของคุณได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่อย่างไรก็ตามหากไม่ทำการโฆษณาอย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้ยอดการขายลดลงได้เช่นกัน

จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าการทำ SEO และ SEM เป็นเทคนิคการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ที่มีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน ซึ่งสามารถทำทั้งสองแบบไปพร้อม ๆ กันได้ เพื่อให้มีลูกค้าติดตามและเพิ่มยอดขายได้มากในระยะยาว ซึ่งในปัจจุบันนอกจากการทำเองแล้ว ยังสามารถจ้างบริษัททำ SEO และ SEM ได้ด้วย

นักธุรกิจออนไลน์ควรรู้ SEO กับ SEM ต่างกัน