อยากเริ่มทำ SEO ต้องเริ่มจากอะไร

อยากเริ่มทำ SEO ต้องเริ่มจากอะไร

การทำงานผ่านระบบออนไลน์ เป็นช่องทางทำรายได้ที่คนยุคใหม่ให้ความสำคัญ เพราะสามารถทำได้ทุกที่ สะดวกในการบริหารจัดการเวลา โดยเฉพาะ การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization ซึ่งเป็นการผลักดันให้คำค้นหาสินค้าหรือบริการติดอันดับในระบบการค้นหา ทั้ง Google และเว็บไซต์อื่น ๆ การทำ SEO จึงกลายเป็นธุรกิจที่คนยุคใหม่หันมานิยม ถ้าคุณเป็นอีกคนที่อยากลองทำ SEO แต่ยังไม่ทราบว่าจะเริ่มจากตรงไหนก่อน เรามีวิธีการง่ายๆ มาแนะนำ

1.ศึกษาการทำ SEO ที่ถูกต้อง

อันดับแรกคุณต้องศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับการทำ SEO ตั้งแต่การเริ่มสร้างเว็บไซต์ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบการค้นหา ซึ่งคนไทยนิยมใช้คือ Google หากคุณต้องการเจาะกลุ่มคนไทย ควรสร้างเว็บไซต์เป็นภาษาไทยเท่านั้น

2.ตั้งกลุ่มเป้าหมายที่คุณต้องการ

เมื่อคุณเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการทำ SEO แล้ว ต่อมาคือการตั้งกลุ่มเป้าหมาย ว่าเป็นเพศใด ช่วงอายุเท่าไหร่ อาชีพอะไร เพื่อที่จะได้ง่ายต่อการสร้างเว็บไซต์ให้ตรงตามวัตถุประสงค์

3.สร้างสรรค์เว็บไซต์

คุณต้องวางโครงสร้างรวมถึงสร้างเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือ รูปลักษณ์ของเว็บไซต์มีดูดี มีเอกลักษณ์ มีความโดดเด่นและดึงดูดให้คลิกเข้ามาชม

4.เขียนบทความที่มีคุณภาพ

การเขียนบทความนับเป็นหัวใจหลักในการทำ SEO เนื้อหาที่เขียนต้องมีคุณภาพ ไม่มีการคัดลอกของใครมา หากบทความที่เขียนมีประโยชน์ อ่านแล้วรู้สึกดี ทำให้มีคนเข้ามาอ่านมากขึ้น ก็จะผลักดันให้บทความติดอันดับ SEO ต้องมีการกำหนด Keyword หรือข้อความหลักขึ้นมา Keyword นั้นต้องสอดคล้องกับธุรกิจในเว็บไซต์ที่คุณทำขึ้นมา คุณควรตั้งชื่อบทความให้น่าสนใจ มีการใช้ Keyword ในบทความ เพื่อง่ายต่อการค้นหา เพราะผู้เข้าชมมักจะค้นหา คำอธิบายบทความสั้น กระชับแต่น่าสนใจ มีการกระจาย Keyword แบบเป็นธรรมชาติไม่มุ้งเน้นการโฆษณามากเกินไป เพราะจะทำให้ผู้เข้าชมรู้สึกอึดอัดเหมือนถูกยัดเยียด

4.ส่งเสริมให้เว็บไซต์ติดอันดับค้นหา

ควรโปรโมทในช่องทางการสื่อสาร ทั้ง Fcebook, Instagram, Line และช่องทางออนไลน์อื่นๆ เพื่อให้บทความเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ควรมีการสร้างลิงก์จากภายนอกเชื่อมโยงเข้ากับเว็บไซต์ของคุณ เพื่อให้บุคคลอื่น ๆ สามารถเข้าชมเว็บไซต์ของคุณได้ง่าย

5.ติดตามผลงานและปรับปรุง

ผลงานของคุณมีการติดตามมากขึ้น อันดับของคุณก็จะค่อย ๆ เลื่อนขึ้นมาในหน้าแรก ๆ ของการค้นหา หากอันดับของคุณยังไม่มีการเลื่อนขึ้น บางที Keyword ที่คุณกำหนดขึ้นมา อาจมีคนใช้มากเกินไป คุณต้องปรับปรุงเนื้อหาให้ดี มีความน่าสนใจกว่าเดิม

การเริ่มต้นที่ดี นับเป็นชัยชนะก้าวแรก อย่ากลัวที่จะลองผิดลองถูก ทุกอย่างต้องอาศัยเวลา เช่นเดียวกับการทำ SEO แม้บทความที่คุณเขียนจะไม่มีข้อบกพร่อง เว็บไซต์ที่คุณสร้างดูดีไร้ที่ติ แต่เวลาเท่านั้นที่จะเป็นตัวผลักดันให้ผลงานของคุณติดอันดับในการค้นหา

การทำ SEO จึงกลายเป็นธุรกิจที่คนยุคใหม่หันมานิยม

การตลาดออนไลน์แบบ SEO คืออะไร อยากประสบความสำเร็จต้องอ่าน

ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการทำการตลาด

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเทคนิคการตลาดออนไลน์ที่นิยมมากทั่วโลกในปัจจุบัน เนื่องจากทำให้เว็บไซต์ถูกสืบค้นได้ง่ายไม่ว่าจะใน Yahoo หรือ Google ซึ่งส่งผลดรต่อจำนวนลูกค้าประจำและยอดขาย ทั้งยังทำให้ขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้น

ในบทความนี้ เราจึงได้รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการทำการตลาดด้วย SEO มาฝากกัน เพื่อให้ทุกท่านได้นำไปปรับใช้ให้ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วในธุรกิจออนไลน์

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นมีเป้าหมาย เพื่อให้เว็บไซต์ของคุณถูกจัดให้อยู่ในอันดับคุณภาพสูงเมื่อมีการสืบค้นด้วยคีย์เวิร์ดหนึ่ง ๆ ซึ่งการจัดอันดับของ Google, Bing และ Yahoo จะใช้การวิเคราะห์คำนวณของระบบ algorithm หรือ AI ซึ่งจะพิจารณาในด้านต่าง ๆ ดังนี้

1. ผลิตเนื้อหาหรือ content SEO ที่มีคุณภาพ โดยต้องมีการใส่ keyword ที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายทางธุรกิจของคุณ นิยมค้นหาผ่านหน้าต่างการสืบค้นกระจายทั่วไปทั้งบทความ แต่เฉลี่ยแล้วถ้าบทความยาวไม่เกิน 500 คำ ก็จะไม่ควรมีคีย์เวิร์ดเดียวกันซ้ำเกิน 3 ครั้ง

2. ใช้ keyword เดียวกันกับข้อแรก สร้างคลิปวิดีโอสาธิตการใช้สินค้าที่คุณจำหน่าย หรือถ่ายทำรีวิวสินค้าจากผู้มีประสบการณ์จริง ซึ่งจะทำให้มีความเป็นเอกลักษณ์ สร้างความจดจำให้ผู้บริโภค ซึ่งส่งผลให้เว็บไซต์ของคุณได้รับความสนใจจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากยิ่งขึ้น

3. ออกแบบเว็บไซต์ให้มีความสวยงาม เน้นความเรียบหรูแต่ดูเป็นมืออาชีพ โดยเลือกสีสันที่ไม่ฉูดฉาดมากเกินไป 2 หรือ 3 สี เพื่อให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ดูทันสมัย

4. ควรทำเว็บไซต์ให้ใช้งานได้ง่าย ทั้งทางหน้าจอคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะและโทรศัพท์มือถือ เพื่อให้สัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้งานจริงของคนส่วนใหญ่ที่นิยมพกพาโทรศัพท์มือถือ เพื่อสืบค้นข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งการหาซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ในแทบทุกสถานที่

5. สร้างลิงก์เพื่อเชื่อมโยงเว็บไซต์ทางธุรกิจของคุณเข้ากับเว็บไซต์ภายนอกหลายแห่ง เพื่อเกิดการผลักดันให้มียอดขายสูงขึ้นร่วมกัน เช่น ถ้าคุณขายสินค้าออร์แกนิก ก็อาจสร้างความร่วมมือกับเพจหรือเว็บไซต์ที่ขายสินค้าเพื่อสุขภาพ เมื่อมีลูกค้าเข้ามาชมข้อมูลจากเว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่ง ก็จะทำให้อีกเว็บไซต์มีโอกาสในการขายสินค้าเพิ่มขึ้นได้

6. แปะลิงค์ไว้เว็บไซต์ตามห้องแชทต่าง ๆเช่น ห้องพันทิป สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่ตรงกับสินค้าคุณมากที่สุด จะทำให้มีโอกาสขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ วิธีนี้จะทำให้ได้รับความสนใจและมียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้นในระยะยาว

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO สำคัญอย่างยิ่งต่อธุรกิจออนไลน์ยุคใหม่ ให้ประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่ผู้ซื้อและผู้ขายมักใช้ช่องทางการสืบค้นสินค้าที่ต้องการทาง search engine ตลอด 24 ชั่วโมง

การตลาดออนไลน์แบบ SEO คืออะไร อยากประสบความสำเร็จต้องอ่าน

5 เทคนิคการทำ SEO ด้วยตัวเอง

เคล็ดลับการทำ SEO ด้วยตัวเองเพื่อประหยัดงบ

5 เทคนิคการทำ SEO ด้วยตัวเอง

จากภาวะเศรษฐกิจซบเซาทั่วโลกอย่างที่เป็นทุกวันนี้ คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ถ้าจะใช้งบประมาณสูงในการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ การโฆษณาจะใช้เงินและเวลา ยิ่งมีการลงทุนมากยิ่งมีความเสี่ยงสูง การทำ SEO จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะกับธุรกิจในยุคปัจจุบัน หลักการในเบื้องต้นไม่ยากที่จะเข้าใจ ลองใช้เคล็ดลับการทำ SEO ด้วยตัวเองเพื่อปรับปรุงการจัดอันดับบน Google ให้ดีขึ้นได้และประหยัดงบประมาณด้วย ดังต่อไปนี้

5 เทคนิคการทำ SEO ด้วยตัวเอง

1.สิ่งแรกที่ควรทำคือมองหาคีย์เวิร์ดหลักที่ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย เคล็ดลับคือคิดในมุมมองของลูกค้าว่าจะใช้คำหรือวลีแบบไหนค้นหาสินค้าหรือบริการ หลีกเลี่ยงศัพท์แสงอุตสาหกรรมซึ่งคนทั่วไปไม่รู้จัก มีเครื่องมือวิจัยคำหลักทั้งแบบฟรีและจ่ายเงินซึ่งช่วยให้ขั้นตอนนี้ง่ายขึ้น ประกอบกับมองหาคีย์เวิร์ดที่เว็บไซต์คู่แข่งทางธุรกิจใช้แล้วประสบความสำเร็จ รวมถึงเว็บไซต์ที่ไม่เกี่ยวข้องด้วย เพื่อให้เข้าใจการแข่งขันในออนไลน์ และพบคำค้นหาที่น่าสนใจเพื่อดึงดูดลูกค้าได้ดีขึ้น นอกจากนี้ควรศึกษาความคิดเห็นในสื่อสังคมออนไลน์เพื่อเรียนรู้พฤติกรรมของลูกค้า เข้าใจในสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ ดูว่าลูกค้าคิดอะไร พอใจอะไร มักจะพบคำไหนเป็นคีย์เวิร์ดหลักในการค้นหา

2.หลังจากระบุคำค้นหาที่เหมาะกับการทำ SEO ได้แล้ว ควรวางแผนว่าจะใส่คีย์เวิร์ดไว้ในส่วนไหนของเว็บไซต์ โดยระบุหน้าต่างๆในเว็บไซต์ กระจายคีย์เวิร์ดบนหน้าเว็บ ทั้งด้านบน กลางและล่าง ใส่คำหลักที่มีลำดับความสำคัญสูงสุดไว้ตรงชื่อบทความด้วย พร้อมกับใส่ลิงก์หน้าเว็บที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเว็บไซต์ สำหรับคีย์เวิร์ดแบบหลายคำและเจาะจงมาก เช่น วิธีขจัดคราบสกปรกจากรถ หรือสถานที่ซื้อรองเท้ามือสอง ในบล็อกโพสต์และหน้าคำถามที่พบบ่อย ช่วยให้กลุ่มเป้าหมายพบสิ่งที่ต้องการเร็วขึ้น

3.การทำ SEO ด้วยตัวเองอาจไม่มีประสิทธิภาพมากพอเท่ากับจ้างมืออาชีพทำให้ แต่ก็มีวิธีอื่นๆ ที่ช่วยเพิ่มการเข้าชมเว็บไซต์ได้ โดยเฉพาะการเชื่อมต่อเนื้อหาบทความกับโซเชียลมีเดีย เช่น Twitter, Facebook, LinkedIn, Instagram, Pinterest เป็นต้น ช่วยให้เชื่อมต่อกับลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายในวงกว้างมากขึ้น สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของ SEO ในระยะยาว

4.เจ้าของธุรกิจควรอัปเดตข้อมูลในเว็บไซต์สม่ำเสมอ แต่ไม่จำเป็นต้องโพสต์เนื้อหาใหม่ทุกวัน เลือกระยะเวลาอัปเดตข้อมูลใหม่ทุกสัปดาห์หรืออย่างน้อยเดือนละครั้ง จะเห็นบทความสั้นๆ หรือโพสต์ภาพข่าวที่มีคำอธิบายเป็นข้อความสั้นๆ รวมถึงคลิปวิดีโอที่มักจะดึงดูดผู้ชมมากที่สุด ศึกษาว่าการเผยแพร่เนื้อหาแบบไหนที่ตรงใจกลุ่มเป้าหมายและปรับวิธีการสื่อสารให้เข้ากับพฤติกรรมการบริโภคมากขึ้น

5.สุดท้ายคือการทำคอนเทนต์ต่างๆ ควรตอบสนองการใช้งานบนสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตซึ่งสอดคล้องกับการใช้งานของผู้บริโภคสมัยนี้ ไฟล์ทุกอย่างจึงต้องโหลดเร็ว เนื้อน่าสนใจ ดูและอ่านได้ง่ายบนหน้าจออุปกรณ์พกพา เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ที่ดีและพอใจจะเข้ามาใช้เว็บไซต์นั้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งหมดนี้เป็นหลักการพื้นฐานที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้เริ่มต้นและเรียนรู้ทำได้ด้วยตัวเอง

เคล็ดลับการทำ SEO ด้วยตัวเองเพื่อประหยัดงบ

นักธุรกิจออนไลน์ควรรู้ SEO กับ SEM ต่างกันอย่างไร

นักธุรกิจออนไลน์ควรรู้ SEO กับ SEM ต่างกันอย่างไร

การทำธุรกิจออนไลน์ ถ้าต้องการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ในหน้าต่างของ Search Engine ก็ต้องใช้วิธี SEO และ SEM ซึ่งมีความแตกต่างกัน แต่ก็เป็นที่นิยมในปัจจุบันทั้งคู่ ซึ่งเราได้รวบรวมสิ่งที่ควรรู้มาไว้ที่นี่แล้ว

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นการทำใน 2 ส่วน คือ Off-Page SEO และ On-Page SEO โดย Off-Page SEO คือการสร้างลิงก์เชื่อมโยงจากเว็บไซต์ภายนอก ขยายฐานลูกค้าที่สืบค้นหาข้อมูล เช่น คุณขายเครื่องกรองน้ำในเว็บไซต์ หากสามารถโพสต์ตอบคำถามที่มีคนสงสัยเกี่ยวกับเครื่องกรองน้ำและให้ลิงก์ในห้องแชทต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ที่สนใจเข้ามาหาข้อมูลเพิ่มเติมในเว็บไซต์ของคุณ ก็จะทำให้สามารถขายสินค้าได้มากขึ้น

ส่วน On-Page SEO หมายถึง การปรับในส่วนเนื้อหาของเว็บไซต์ ที่ต้องใส่บทความที่มีประโยชน์ เช่น วิธีการเลือกเครื่องกรองน้ำ วิธีทำความสะอาดเครื่องกรองน้ำ เป็นต้น ซึ่งการอัปเดตข้อมูลที่สม่ำเสมอและมีเนื้อหาที่ถูกต้องจะช่วยให้ลูกค้าที่ติดตามอ่านบทความในเว็บไซต์คุณได้รับประโยชน์และทำให้อันดับในการสืบค้นที่ระบบของ Search Engine วิเคราะห์เพิ่มขึ้นด้วย

การทำ SEO จึงเป็นการประชาสัมพันธ์ที่นิยมมาก เพราะสามารถทำได้ด้วยตัวเองไม่ต้องเสียค่าโฆษณา แต่ก็ต้องใช้ระยะเวลาในการเก็บสะสมข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ Search Engine ของ Yahoo และ Google ทำการประมวลผลอย่างน้อย 2 เดือนขึ้นไป

ในส่วนของ SEM หรือ Search Engine Marketing จะเป็นการโฆษณาเว็บไซต์โดยการซื้อพื้นที่โฆษณาด้านบนของหน้าต่างการสืบค้นแบบที่ไม่ต้องใช้เวลามาก ไม่ต้องใช้เวลาหลายเดือนในการสะสมบทความบนเว็บไซต์ของคุณ เพราะการทำ SEM สามารถทำได้ง่ายและสะดวก ซึ่งเจ้าของเว็บไซต์สามารถประมูลพื้นที่โฆษณาได้ด้วยตัวเอง (โดยจะแข่งขันกับบริษัทอื่น ๆ ที่ต้องการพื้นที่โฆษณาตำแหน่งบน ๆ ด้วยคีย์เวิร์ดเดียวกัน) และทำการจ่ายเงินทุกครั้งที่มีผู้สนใจคลิกเข้ามาดูข้อมูลหรือที่เรียกว่า เป็นการจ่ายแบบ Pay Per Click

การทำ SEM จึงทำให้มีโอกาสเพิ่มการขายได้อย่างรวดเร็ว สร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มเป้าหมายได้ดีขึ้นและเพิ่มรายได้เป็นจำนวนมากในเวลาสั้น ๆ โดยจะมีลูกค้ามาคลิกตาม Link โฆษณาของคุณได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่อย่างไรก็ตามหากไม่ทำการโฆษณาอย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้ยอดการขายลดลงได้เช่นกัน

จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าการทำ SEO และ SEM เป็นเทคนิคการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ที่มีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน ซึ่งสามารถทำทั้งสองแบบไปพร้อม ๆ กันได้ เพื่อให้มีลูกค้าติดตามและเพิ่มยอดขายได้มากในระยะยาว ซึ่งในปัจจุบันนอกจากการทำเองแล้ว ยังสามารถจ้างบริษัททำ SEO และ SEM ได้ด้วย

นักธุรกิจออนไลน์ควรรู้ SEO กับ SEM ต่างกัน

กลยุทธ์การตลาด SEO ที่ทุกคนควรรู้

กลยุทธ์การตลาด SEO ที่ทุกคนควรรู้

การทำ SEO เป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับธุรกิจในโลกออนไลน์ปัจจุบัน เพราะมีผู้ค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตเพื่อซื้อสินค้าและบริการตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้นหากเว็บไซต์ใดมีอันดับดีในการจัดเว็บไซต์ตามเกณฑ์ที่ search engine กำหนดแนวทางไว้ ก็จะทำให้สามารถขายสินค้าและบริการได้มากขึ้น

กลยุทธ์การทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ที่ทุกคนควรรู้มีดังนี้

1. โครงสร้างของเว็บไซต์ต้องเหมาะสม

การทำโครงสร้างของเว็บไซต์ SEO เป็นสิ่งที่จำเป็นเพราะเกี่ยวข้องกับความประทับใจของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหากเว็บไซต์ใช้งานง่าย มีความสวยงาม มีการแยกหมวดหมู่ที่ชัดเจน เช่น หมวดของเนื้อหา หมวดการโฆษณา ฯลฯ จะทำให้ลูกค้าจดจำเว็บไซต์ได้ดียิ่งขึ้น แล้วก็ทำให้มีโอกาสกลับมาใช้บริการได้ซ้ำอีก ทำให้สามารถเพิ่มยอดการขายที่ดีในระยะยาวด้วย

2. แก้ไขเพจและปรับปรุงคุณภาพ

ผู้ทำเว็บไซต์ SEO ควรจะเอาหน้าเพจที่ไม่จำเป็นออกไป เช่น เพจที่มีบทความเนื้อหาที่น้อยกว่า 500 คำ และเป็นบทความที่ขาด keyword ที่ดี หรือไม่ได้ช่วยให้ยอดขายของสินค้าและบริการขายดีขึ้น

ซึ่งสามารถศึกษาได้จาก Google analytics ที่ Google ได้ทำเป็นเครื่องมือไว้ในการวิเคราะห์ ว่าเพจใดลูกค้าเข้ามาอ่านหรือว่าศึกษาข้อมูลมาก หรือใช้เวลาในเพจใดมากกว่ากัน เพื่อให้เจ้าของธุรกิจสามารถนำไปปรับปรุงในการผลิตบทความและสื่อที่มีเนื้อหาและสีสันที่ถูกใจกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

3. ปรับแก้ความเร็วของหน้าเพจ

ด้านความเร็วเป็นปัญหาในส่วนของเทคนิคคอมพิวเตอร์ที่มักจะเกิดจากการมี hosting ที่ไม่เหมาะสมหรือเซิร์ฟเวอร์เกิดปัญหาเว็บไซต์ล่ม ไม่สามารถจะอัพโหลดข้อมูลจากเจ้าของธุรกิจได้ ไม่สามารถที่จะส่งอีเมล์จากลูกค้ามายังเจ้าของธุรกิจได้ ทำให้ธุรกิจได้รับความเสียหาย ลูกค้าเกิดความไม่ประทับใจ ทำให้เสียคู่แข่งไปให้ธุรกิจเจ้าอื่น หากมีปัญหานี้ต้องรีบแก้ไขโดยเร็ว

4. การสร้าง Link เชื่อมโยง

การสร้าง Link เชื่อมโยงมาจากเว็บไซต์ภายนอก ซึ่งอาจเป็นเว็บไซต์ข้อมูลจากต่างประเทศที่มีเนื้อหาน่าสนใจ เมื่อนำมาเชื่อมโยงกัน ก็จะทำให้เว็บไซต์ของคุณนั้นจะได้รับความน่าเชื่อถือ ทำให้มีลูกค้าที่กว้างขึ้นที่มาซื้อสินค้าและบริการ

5. ปรับการตั้งชื่อ

ชื่อของเพจแต่ละหน้า หรือ URL address ควรจะต้องมี keyword ที่เหมาะสมและเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ เพราะถ้าใช้ภาษาไทยก็จะมีการผิดพลาดในการเขียนสระ วรรณยุกต์ พยัญชนะได้ ทำให้ไม่สามารถเชื่อมโยงลิงค์ แล้วเกิด Error ซึ่งจะส่งผลต่อความประทับใจของลูกค้า อาจทำให้ลูกค้าไม่มาใช้เว็บไซต์

การทำกลยุทธ์ SEO สามารถศึกษาทำด้วยตัวเองก็ได้หรืออาจจะจ้างบริษัทที่มีผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะในการทำทั้งนี้ก็ควรเลือก hosting ที่มีคุณภาพ จะทำให้มีโอกาสในการสร้างยอดขายและเพิ่มจำนวนลูกค้าได้มากขึ้นแน่นอน

กลยุทธ์การตลาด SEO ที่ควรรู้

พัฒนาเว็บไซต์ SEO หรือ โฆษณาของ AdWords อย่างไหนดีกว่ากัน

พัฒนาเว็บไซต์ SEO หรือซื้อโฆษณาของ AdWords อย่างไหนดีกว่ากัน

การแข่งขันในธุรกิจออนไลน์ในปัจจุบัน เรียกได้ว่าต้องแข่งทั้งกับเวลาและคุณภาพของสินค้า และที่สำคัญคือการโปรโมตเว็บไซต์ขายสินค้าและบริการในช่องทางออนไลน์ที่ต้องส่งสารถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายโดยเร็วและโดนใจที่สุด จึงเป็นที่มาของคำถามในใจหลายท่านว่าจะพัฒนาเว็บไซต์ให้มีคุณสมบัติ SEO หรือจะซื้อโฆษณาผ่าน google AdWords ดีกว่ากัน ในวันนี้เราจึงไว้รวบรวมข้อดีข้อเสียของทั้งสองแบบไว้ให้ ดังนี้

พัฒนาเว็บไซต์ SEO หรือซื้อโฆษณาของ AdWords

การพัฒนาเว็บไซต์ SEO คือ อะไร

เป็นการใส่คีย์เวิร์ด SEO ในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ พร้อมกับการปรับปรุงส่วนโครงสร้างของเว็บไซต์ให้สอดคล้องตามหลักเกณฑ์ของ search engine อย่าง google ที่แนะนำไว้ เพื่อให้เพิ่มโอกาสในการถูกวิเคราะห์และจัดอันดับให้ขึ้นสู่เพจหรือเว็บไซต์ต้น ๆ ที่มีเนื้อหาตอบโจทย์ความสนใจของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย

การโฆษณาผ่าน AdWord คือ อะไร

เป็นการที่คุณเสียค่าโฆษณาให้กับ search engine เช่น google กรณีที่มีผู้ชมเข้ามาคลิกที่โฆษณา (จะยกเว้นการจ่ายเงินกรณีที่ไม่มีคนคลิก) หากคุณเลือกวิธีการนี้จะทำให้เว็บไซต์ของคุณถูกแสดงขึ้นในอันดับต้น ๆ ของหน้าต่างการสืบค้นได้ ซึ่งหลายแบรนด์ทั่วโลกนิยมใช้วิธีนี้จน ทำให้ google มีรายได้มหาศาลจากการขายพื้นที่โฆษณา

เปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของการพัฒนาเว็บไซต์ SEO และการทำ AdWord

พัฒนาเว็บไซต์ SEO หรือซื้อโฆษณาของ AdWords

การทำทั้งสองแบบที่กล่าวมาต่างเป็นที่นิยม และมีข้อเด่นข้อด้อยต่างกันไป ดังนี้

1. การทำ SEO จำเป็น ต้องมีความสม่ำเสมอ และใช้ระยะเวลาในการปรับปรุงทั้งส่วนโครงสร้าง การสร้างบทความ หรือเนื้อหา content ที่น่าสนใจและตรงใจผู้อ่าน ส่วนการทำ AdWords จะใช้เวลาสั้นกว่า เป็นการเลือกทำเลที่ดีที่สุดในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างรวดเร็ว

2. ค่าใช้จ่ายในการทำ SEO จะมีทั้งส่วนของการจ้างปรับโครงสร้างให้แก่ทีมพัฒนาเว็บไซต์ที่คุณเลือกได้เอง และส่วนของการผลิต content SEO ที่มีคุณภาพตามที่คุณต้องการ ส่วนการทำ adwords จะเสียเงินให้ search engine อย่าง google ต่อเมื่อมีผู้คลิกเข้ามาผ่านช่องทางโฆษณานั้น

3. การทำ SEO จำเป็นต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากระบบ algorithm ของ search engine สามารถวิเคราะห์และตรวจสอบความเป็นปัจจุบันของเว็บไซต์ได้ ให้เว็บไซต์ใดมีคุณภาพและมีการอัพเดตอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ ก็จะมีโอกาสสูงในการเข้าสู่อันดับต้น ๆ ของหน้าต่างการสืบค้นได้ยาวนานกว่าการใช้ AdWords ที่มีโอกาสขึ้นและลงจากตำแหน่งต้น ๆ ได้

จะเห็นได้ว่า การทำ ทั้ง SEO และ adwords เป็นเทคนิคในการสร้างฐานลูกค้าให้เข้ามาชมข้อมูลของสินค้าและบริการในเว็บไซต์ของคุณได้ โดยมีจุดเด่นและจุดด้อยที่ต่างกันไป คุณจึงควรพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนการเลือกวิธีการใด หรือการใช้ทั้งสองวิธีร่วมกันก็ไม่ผิดกติกา

กระแสโลกด้วย เทรนด์ SEO

จับตากระแสโลกด้วย เทรนด์ SEO

จับตากระแสโลกด้วย เทรนด์ SEO

กระแสหรือทิศทางโลกในปัจจุบัน สามารถดูได้จากการสืบค้นบทความ หรือ content ที่ตอบโจทย์ความสนใจของผู้คน ไม่ว่าเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง สังคม เทคโนโลยี แฟชั่น ฯลฯ ที่การเชื่อมโยงของระบบออนไลน์ จะทำให้ส่งอิทธิพลต่อความคิด ทัศนคติของผู้คนเป็นวงกว้างในเวลาชั่วข้ามวัน

จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่เราต้องศึกษาเทรนด์การตลาด SEO เพื่อการปรับปรุงเว็บไซต์ ทั้งส่วนโครงสร้างและเนื้อหาต่าง ๆ ให้ทันสมัยอยู่เสมอ ที่สำคัญจะทำให้เว็บไซต์ที่ปรับตัวตามหลัก SEO ยุคใหม่ สามารถพุ่งทะยานสู่อันดับต้น ๆ ของ GOOGLE RANK ด้วย

จับตา ด้วย เทรนด์ SEO

การปรับโฉมของ UX กับเทคนิค SEO

เป็นการประยุกต์สองศาสตร์แห่งเทคโนโลยีอย่าง User experience กับ Search Engine Opitimization เข้าด้วยกัน โดยทำให้เว็บไซต์ที่ติดตั้ง AMP หรือ Accelerated mobile Page ซึ่งเป็น html แบบใหม่ในการสืบค้นเนื้อหาผ่านหน้าต่างของกูเกิ้ลเป็นไปด้วยความรวดเร็วและมีอันดับดีขึ้น เนื่องจากมีค่า CTR (Click through rate) หรืออัตราการคลิกผ่านเพิ่มขึ้นนั่นเอง

การแข่งขันด้านคุณภาพของบทความ

การเช็คความซ้ำหรือ plagiarism เป็นสิ่งสำคัญในการคัดกรองบทความที่มีคุณภาพ และไม่มีการคัดลอกงานซ้ำจากที่อื่น ๆ ทำให้เว็บไซต์ที่อัดแน่นด้วยบทความเหล่านี้เป็นที่นิยมและมีอันดับสูง ซึ่งในอดีตจะเน้นที่ความยาวบทความให้ยาวเกือบสองพันคำ ซึ่งพบปัญหาการใส่เนื้อหาที่ไม่สัมพันธ์และมีความพยายามยัดเยียด keyword SEO มากเกินไป

การใช้ระบบเสียง หรือ voice search

การใช้เทคโนโลยีด้านคำสั่งเสียงในการสืบค้น เรียกได้ว่าเป็นเทรนด์ที่มีเปอร์เซ็นต์สูงในการทำให้เว็บไซต์ที่พัฒนาต่อยอดในการทำเนื้อหาแบบ Podcast ติดตลาดการสืบค้นที่ดียิ่งขึ้นในอนาคต

การนำเสนอในรูปแบบวีดีโอดึงดูดผู้ชม

การนำเสนอบทความ SEO ในประเด็นที่คนทั่วโลกกำลังสนใจในรูปแบบวีดีโอ เป็นวิธีการที่ดึงดูดใจผู้ชมมากกว่าการให้อ่านบทความประกอบภาพแบบธรรมดา เทียบได้กับเทคโนโลยี VR หรือ virtual reality ในเกมส์ที่เพิ่มความตื่นตาตื่นใจด้วยรูปแบบและสีสันที่แตกต่างไปจากเดิม

การให้ผู้ชมเป็นผู้กำหนดทิศทางคอนเทนต์ SEO

เป็นเทรนด์ที่ได้รับผลตอบสนองอย่างเยี่ยมยอดจากผู้ชม โดยเฉพาะการนำเสนอในรูปแบบไลฟ์สดหรือการสร้างโพลล์ เพื่อให้ผู้ดำเนินรายการจับประเด็นและดีไซน์การนำเสนอให้น่าสนใจและเป็นอัตลักษณ์ของตัวเอง ตัวอย่างเช่น การถามผู้ติดตามในเพจตัวเองว่าชอบแบบซ้ายหรือขวา ถ้าชอบซ้ายกด LIKE ถ้าชอบขวากด LOVE แล้วนำผลด้านที่มากกว่าเป็นประเด็นนำเสนอในเนื้อหา episode ถัดไป เป็นต้น

เทรนด์ SEO

จะเห็นได้ว่า เทคนิคการทำ SEO สำหรับเว็บไซต์ที่ต้องการสร้างฐานลูกค้าประจำและทำให้เกิดผู้ติดตามใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง ต้องมีการพัฒนาและต่อยอดไปเรื่อย ๆ ตามเทรนด์ความสนใจของผู้ใช้เว็บไซต์ซึ่งย่อมส่งผลความนิยม อันดับในการสืบค้นและรายได้ที่งดงามในระยะยาวแน่นอน

เป้าหมาย SEO

SEO คือการแข่งขันที่หยุดนิ่งไม่ได้ ต้องปรับปรุงเสมอ

ก่อนหน้านี้เราเคยใช้งานโฆษณาขายสินค้าผ่านเฟซบุ๊กง่ายๆ ต่อมาเปลี่ยนระบบเป็นเก็บค่าใช้จ่ายในการโฆษณา Facebook Ads ทำให้หลายคนสับสนกับการคิดเงินในการโฆษณา ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายต่อคลิกหรือจ่ายต่อจำนวนครั้งที่โฆษณา ทั้งยังกังวลเรื่องงบประมาณ , ช่องทางการชำระเงิน และอีกหลายปัญหา ใครๆ ที่ไม่เข้าใจระบบการคิดเงินของเฟซบุ๊กได้ตัดสินใจหันกลับมาใช้เว็บไซต์ในการขายออนไลน์เหมือนเดิม เพราะเป็นเครื่องมือที่คุ้นเคยและจัดการได้ง่ายกว่า วิธีการตลาดแบบ SEO จึงกลับมามีความสำคัญ จะทำอย่างไรให้เว็บไซต์เข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ค้นหาเว็บไซต์เจอง่ายและเพิ่มยอดขายมากขึ้น

การทำเว็บไซต์กลับมาเป็นเครื่องมือในการทำตลาดอีกครั้ง นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายของเว็บไซต์แล้ว ถ้าเรามีความรู้ความเข้าใจเรื่องการทำ SEO สามารถดำเนินการได้เองในทันที หรือจะเลือกจ้างบริการทำ SEO มีค่าใช้จ่ายชัดเจน ช่วยลดความกังวลใจได้เปราะหนึ่ง แต่ว่าการทำตลาดนั้นไม่ใช่ว่าทำกันเพียงครั้งเดียวแล้วพอมีลูกค้ามาถึงหน้าเว็บไซต์ก็เลิกทำ แบบนั้นไม่ถูกต้อง การทำ seo ต้องอัพเดทเว็บไซต์ต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา ต้องมีเนื้อหาให้อ่าน , รูปแบบเว็บทันสมัยและมีความน่าสนใจที่หลากหลาย ไม่ใช่ว่าจ้องจะโฆษณาอย่างเดียว ควรสอดแทรกบทความที่เป็นประโยชน์กับผู้อ่านที่อาจจะกลายเป็นลูกค้าในอนาคต

รายละเอียดของบทความ

พูดถึงบทความในเว็บไซต์ เนื้อหาแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือข้อมูลรายละเอียดเพื่อโฆษณาสินค้าส่วนหนึ่ง อีกส่วนคือบทความที่เป็นประโยชน์และมีเนื้อหาตรงกับความสนใจของลูกค้า หลายเว็บไซต์พลาดที่พยายามจะโฆษณามากเกินไป บทความที่มีเนื้อหาน่าสนใจและเป็นประโยชน์จะใส่คีย์เวิร์ดสำหรับการทำ SEO เพื่อให้เกิดความสะดวกและรวดเร็วในการค้นหาเว็บไซต์ โดยคีย์เวิร์ดที่เลือกจะต้องพิถีพิถันเพื่อให้ค้นหาสิ่งที่ตรงใจ พอใจกับคำตอบที่ชัดเจน

เมื่อคนค้นหาคีย์เวิร์ดเข้ามาถึงเว็บไซต์แล้ว มีคอนเทนต์ดีๆ ให้อ่านแล้ว เท่ากับว่าการทำ SEO ประสบความสำเร็จไปเรียบร้อย แต่อย่าได้ละเลยสิ่งสำคัญแท้จริงคือสินค้าและบริการที่มีคุณภาพและตรงกับความต้องการของผู้บริโภค ถ้าเนื้อหาดี มีคนอ่านมากและแชร์กันไป แต่ยอดขายไม่ขยับเพราะสินค้าไม่มีจุดเด่นและไม่อยู่ในความนิยม ทำให้ลูกค้าสามารถเลือกแบรนด์อื่นที่ใกล้เคียงกันได้ กลับกลายว่าไปทำประโยชน์ให้คู่แข่งเสียอีก สิ่งที่ควรโฟกัสไม่ใช่เรื่องคนเข้าดูจำนวนมาก แต่เป็นเรื่องการเปลี่ยนผู้ชมสินค้ามาเป็นลูกค้าให้ได้

แม้ว่าจะลงทุนกับ SEO ได้สำเร็จแต่จะอยู่ในอันดับต้นๆ ได้ไม่นาน ต้องกลับมาจ่ายเงินจ้างใหม่เพื่อแสวงหาลูกค้าหน้าใหม่ไปเรื่อยๆ เพราะสินค้าของเราไม่เป็นที่ประทับใจ ยอดขายที่ดีขึ้นอยู่กับว่าสินค้าของเรามีคุณค่ามากน้อยแค่ไหนด้วย วิธีนี้จะช่วยสร้างแบรนด์ให้มีคุณค่าในตัวเองอย่างแท้จริง ส่วนการจัดทำเนื้อหาบทความมีเป้าหมายที่จะชี้ให้ผู้บริโภคที่มีความสนใจสินค้าประเภทนี้อยู่แล้วเห็นเหตุผลว่าเลือกแบรนด์ของเราดีกว่าอย่างไร ชูคุณสมบัติที่ทำให้แบรนด์โดดเด่นขึ้นเหนือคู่แข่ง เพื่อให้เข้าสู่ใจผู้บริโภคได้ดีขึ้นและกลับมาอุดหนุนซ้ำอีก

การตลาด SEO

SEM SEO

SEO vs SEM ความเหมือนที่แตกต่าง

เชื่อว่าทุกคนน่าจะคุ้นกับ seo กันอยู่แล้วแต่อาจจะไม่คุ้นกับ sem ซึ่ง seo คือ Search Engine Optimization และ sem Search Engine Marketing เห็นไหมว่ามันมีความเหมือน ซึ่งมันการค้นหาเหมือนกัน แต่หลายคนก็ไม่ได้สนใจเพราะมุ่งประเด็นกับอันดับเว็บไซด์หรือ seo มากกว่า แต่สิ่งที่น่าสนใจตอนนี้ sem ดูจะมีความมั่นคงมากกว่าเพราะไม่พึง google เป็นหลักและมีความไม่แน่นอนและมีความผันผวนเสมอๆ ทำให้คนทำ seo และ คนทำเว็บไซด์เครียดหนักมากและหลายคนน่าจะประสบมาแล้ว แต่ในทางกลับกัน sem นั้นไม่เน้นอันดับเพราะเน้นไปการโปรโมทมากกว่าเพราะมันเป็นการซื้อโฆษณาในเสริชเอนจิ้นต่างๆ และไม่ว่า google จะผันผวนแค่ไหนแต่ก็ไม่มีผลกับ sem

หากมองจากมุมนี้ก็น่าคิดว่า sem นั้นน่าสนใจกว่า seo แต่มันมีค่าใช้จ่ายซึ่งในบางมุมมันก็ไม่คุ้มค่า แต่หากต้องการ ทราฟฟิคดีๆมันก็ต้องเสี่ยงทั้งสองวิธี เพราะปัจจุบัน google ซึ่งเป็นเสริชเอนจิ้นที่น่าเชื่อถือนั้นได้มีการปรับระบบใหม่ๆมากและเน้นให้คนซื้อการโปรโมท ดังนั้นการทำ seo จึงยากขึ้นกว่าเดิม เว็บใหม่ๆแทบไม่ได้เกิดใน google และมีแนวทางการเข้าถึงข้อมูลใหม่ๆ ทำให้หลายคนหันไปหาแนวทางใหม่ๆและเริ่มเรียนรูปรับปรุงโดยไม่หวังพึ่งทั้ง sem และ seo แต่ไม่ว่าแนวทางจะเป็นแบบไหนการทำทั้ง sem และ seo ก็ยังน่าสนใจและสามารถช่วยให้เว็บไซด์เป็นที่รู้จักได้ในวงกว้าง

แต่หากมีการใช้แนวทางอื่นมาผสมผสาน หรือปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยก็น่าจะได้ผลดีมากขี้นเช่น การใช้โซเชี่ยลต่างๆ ให้เกิดประโยชน์ โดยการแชร์ การนำเสนอเส้นทางเข้าเว็บไซด์หรือส่งข้อมูลต่างๆให้กับกลุ่มเป้าหมายได้มากกว่าตรงประเด็นกว่า และการทำเว็บไซด์ให้น่าสนใจก็จะเป็นการช่วยดึงให้คนกลับมาเข้าเว็บไซด์ เรียกได้ว่าในยุคนี้การทำ seo นั้นทำทางเดียวไม่ได้ต้องทำหลายทางและหาแนวทางใหม่ๆมาปรับประยุกต์ใช้เพื่อให้เว็บไซด์มียอดการเข้าถึงที่ดีหากหวังในอันดับของ google หรือหากต้องการหวังผลด้านอื่นๆเช่น ยอดขาย รายได้ ก็ต้องเลือกแหล่งโปรโมทที่น่าจะได้รับความสนใจ หรือ เลือกใช้ให้เป็นเพราะปัจจุบันโซเชี่ยลก็มีการแข่งขันสูง และเริ่มมีการขายโปรโมทซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายและต้องดูว่าเข้าตรงกลุ่มเป้าหมายหรือไม่และคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปด้วยหรือไม่ แน่นอนว่าทุกๆอย่างมันก็ต้องปรับกันไปตามสภาพแวดล้อมของโลกออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นการใช้ sem หรือ seo เป้าหมายสุดท้ายคือทำให้เว็บเป็นที่รู้จัก มีการเข้าถึง มีอันดับและต่อยอดไปถึงรายได้นั่นเอง

SEO คือ Search engine optimization

SEO กับร้านค้าออนไลน์มีความสำคัญมากน้อยแค่ไหน ??

การทำเว็บไซด์เป็นอีกช่องทางในการโปรโมท เพราะฉนั้นการแนะนำสินค้าบริการต่างๆ ที่จะง่ายและสะดวกที่สุดเข้าถึงได้ง่ายและเข้าถึงคนได้เป็นจำนวนมากด้วย แต่ส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าต้องทำ SEO ด้วยเพราะบางคนไม่มีความรู้ด้านนี้เลย แค่อาศัยรู้จักการทำการค้าออนไลน์ ศึกษาวิธีการทำเว็บไซด์แบบสำเร็จรูป การทำSEO หรือจ้างทำแค่นี้ก็ได้เว็บแล้วแต่ที่จริงแล้วการจะให้คนหันมาสนใจสินค้า และบริการต่างๆ ที่เราเปิดร้านค้าออนไลน์นั้นต้องมีการทำ SEO ด้วย

SEO

SEO คือการเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือค้นหา

ซึ่งเป็นการเน้นให้เว็บไซด์เราติดอันดับในหน้าแรกของ Google และมันคือการถูกค้นหากปรกฎขึ้นแก่สายตาคนทั่วไปที่กำลังมองหาสินค้าหรือบริการนั้นๆ เช่นคำว่า กาแฟคอลลาเจน แน่นอนว่าเมื่อเราคีย์คำนี้ในการค้นหาก็จะมีปรากฏข้อมูลต่างๆ มากมายที่จะมีเกี่ยวกับ กาแฟคอลลาเจน เพราะมันเป็นคำหลักในการค้นหา เอ่ยมาแบบนี้ก็คงพอเห็นภาพกันแล้วใช่ไหมว่ามันเกี่ยวข้องกันแบบไหน แน่นอนว่าคนที่ไม่เคยรู้จัก SEO ก็อาจจะเข้าใจยากสักนิด หรือ คนที่ไม่มีความรู้ด้านนี้แต่ทำเว็บขายของก็คงสนใจมากขึ้นและคงพอจะรู้ว่าทำไมเวลาไปจ้างทำเว็บไซด์ถึงมีคำว่า SEO ปรากฏขึ้นมาด้วย

SEO

การจะทำ SEO มีปัจจัยหลายอย่างเช่น

ค่าใช้จ่ายสูงโดยเฉพาะหากให้ติดหน้าแรก ดังนั้นคนทำเว็บส่วนใหญ่ที่ไม่สันทัดด้าน SEO แบบจริงๆจังมักจะไม่รับทำเว็บที่พ่วงการการันตีการติดอันดับด้วย แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาเพราะการทำ SEO เบื้องต้นไม่ยากนักสำหรับคนอยากหัดหรือคนทำเว็บขายของด้วยตัวเอง ก่อนอื่นก็ต้องศึกษาแนวทางเบื้องต้นเช่น การเลือกโดเมน การเลือกโฮสต์ การตั้งชื่อเว็บ และการเลือกคอนเทนต์ให้เหมาะกับสินค้าหรือบริการของเราก่อน ต่อมาก็ศึกษาเครื่องมือเบื้องต้นในการทำเว็บไซด์ เช่น การอัพเดทข้อมูล การอัพเดทปลั๊กอิน การเลือกธีม การเลือกเครื่องมือเสริมต่างๆ และที่สำคัญคือ คอนเทนต์สำหรับ SEO ซึ่งจะมีคีย์เวิร์ดที่ตรงกับสินค้าและบริการของเรา เนื้อหาไม่สั้นไม่ยาว มีการวางจุดคีย์เวิร์ดไว้เพื่อให้ bot เก็บข้อมูลและเมื่อถูกค้นหาเว็บเราจะได้ขึ้นมาในอันดับที่ควรจะเป็น บอกเลยว่ามันไม่ยากแต่ต้องใส่ใจและใช้เวลาศึกษา รวมถึงการศึกษาความเชื่อมโยงกับสื่ออื่นๆเพื่อโปรโมทให้เว็บไซด์เป็นที่รู้จัก และมีผลตอบรับที่เราต้องการเช่น คนรู้จักเว็บไซด์เรา มีคนติดต่อซื้อสินค้าหรือบริการ บอกเลยว่าไม่ยากแต่ไม่ง่ายและใช้เวลาแต่รับรองว่ามันสนุกและน่าค้นหามากๆ