การทำ SEO มีข้อดีอย่างไรบ้าง

การทำ SEO มีข้อดีอย่างไรบ้าง

การทำ SEO มีข้อดีอย่างไรบ้าง

SEO เป็นเทคนิคการตลาดออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในยุคปัจจุบัน สังเกตได้จากมีคอร์สสอนทำ SEO เกิดขึ้นมากมาย และมีบริษัทรับจ้างทำ SEO ให้เลือกได้หลากหลายในช่วงหลายปีมานี้ เรามาดูกันว่าการทำ SEO จะมีข้อดีอย่างไรบ้าง

1. ทำให้เว็บไซต์ได้คะแนนคุณภาพสูง
Google มีแนวทาง SEO ให้ผู้ทำเว็บไซต์ออนไลน์นำไปปรับใช้เพื่อช่วยให้ผู้ใช้บริการเว็บไซต์ใช้งานง่าย สามารถมองหาหมวดหมู่สินค้าที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว ได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ทั้งความรู้ ข้อมูลเฉพาะตัวของสินค้าและไอเดียใหม่ ๆ ที่ไม่ซ้ำใคร สามารถคลิกซื้อสินค้าได้โดยมีระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่ดี ฯลฯ การทำ SEO ตามแนวทางของ Google จึงทำให้ได้คะแนนประเมินคุณภาพเว็บไซต์สูง และสัมพันธ์กับความพึงพอใจของผู้ใช้งานหรือลูกค้าของคุณนั่นเอง

2. ทำให้ถูกค้นเจอได้ง่ายและเพิ่มความน่าเชื่อถือ
หากทำเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาสาระดี มีภาพถ่ายสวย แต่ไม่ศึกษาการใช้คีย์เวิร์ด SEO ในการนำรูปภาพมาประกอบในบทความ จะทำให้มีโอกาสน้อยที่จะถูกค้นหาจาก Google search ดังนั้น การใช้คีย์เวิร์ด SEO ที่คนนิยมนำมาใส่ทั้งในหัวข้อ h1 h2 และบรรยายรายละเอียดในแต่ละย่อหน้าได้อย่างเหมาะสม ย่อมแสดงถึงความเป็นมืออาชีพของเจ้าของเว็บไซต์ และเพิ่มความน่าเชื่อถือให้ผู้ชมกลับมาอ่านซ้ำอีก และส่งผลให้มีโอกาสขายสินค้าต่าง ๆ ในเว็บไซต์ได้มากขึ้นด้วย

3. ทำให้เพิ่มยอดขาย
การเพิ่มยอดขายต้องมาจากความเชื่อมั่นในเว็บไซต์และการบอกต่อ ซึ่งจะเกิดได้เมื่อทำ SEO ให้เว็บไซต์อยู่ในอันดับหนึ่งในสามหรือหนึ่งในห้าของคีย์เวิร์ดนั้น ๆ โดยมีการเก็บสถิติพบว่าลูกค้าจะไว้วางใจคลิกเข้าไปเลือกชมและสั่งสินค้าในอันดับต้นมากกว่าอันดับรองลงมาด้านล่าง การทำ SEO สม่ำเสมอนานมากกว่า 6 เดือนขึ้นไป จะทำให้อันดับเว็บไซต์ของคุณอยู่ด้านบนได้นาน และเพิ่มยอดขายได้อย่างมากแน่นอน

4. ประหยัดค่าโฆษณา
การทำ SEM เป็นการซื้อพื้นที่โฆษณา เช่น ใน Google หรือ Facebook ซึ่งต้องมีการตั้งงบประมาณเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อประชาสัมพันธ์หลักหมื่นบาทถึงแสนบาทต่อเดือนขึ้นไป จึงทำให้ต้นทุนธุรกิจสูงขึ้นอย่างมาก การทำ SEO ให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จักและน่าเชื่อถือ จึงช่วยลดจำนวนเงินที่ต้องใช้เพื่อการประชาสัมพันธ์ได้

5. ช่วยเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด
ธุรกิจหลายประเภทมีอัตราการแข่งขันที่สูง หรือที่เรียกว่า Red Ocean หากคุณเป็นมือใหม่ที่ต้องการส่วนแบ่งการตลาดจากเจ้าตลาดเดิมที่แบรนด์ติดหูผู้คนอยู่แล้ว ก็จำเป็นต้องตั้งใจทำ SEO เพื่อให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายมีโอกาสเห็นเว็บไซต์และจดจำแบรนด์น้องใหม่ของคุณได้มากขึ้น

การทำ SEO มีข้อดีต่อธุรกิจยุคใหม่อย่างมาก ซึ่งเจ้าของธุรกิจออนไลน์สามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองจากหนังสือ ยูทูปหรือคอร์สต่าง ๆ หรือหากต้องการประหยัดเวลาก็สามารถจ้างบริษัทมืออาชีพด้าน SEO จะทำให้ได้รับข้อดีตามที่กล่าวมาอย่างรวดเร็ว

SEO ความน่าเชื่อถือบนโลกโซเชียล บันไดสู่ความสำเร็จเชิงการตลาด

SEO ความน่าเชื่อถือบนโลกโซเชียล บันไดสู่ความสำเร็จเชิงการตลาด

SEO ความน่าเชื่อถือบนโลกโซเชียล บันไดสู่ความสำเร็จเชิงการตลาด

หลายคนที่กำลังเดินหน้าเข้าสู่การทำการตลาดเชิงรุกในโซเชียลเน็ตเวิร์ค จำเป็นต้องรู้จักกลยุทธ์การทำการตลาดแบบดิจิทัล ซึ่งมี 2 รูปแบบหลัก ๆ ได้แก่ SEO (Search Engine Optimization) และ SEM (Search Engine Marketing) โดย SEO จะเป็นวิธีที่ดึงคนเข้าเว็บไซต์ด้วยวิธีปกติ แบบไม่เสียค่าโฆษณา หากติดอันดับในผลการค้นหาหน้าแรก ก็จะส่งผลให้จำนวนยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ SEM เน้นการจ่ายเงินเพื่อให้ได้พื้นที่ออนไลน์ดี ๆ ในอันดับต้น ๆ บน Search Engine ซึ่งก็มีข้อดี ข้อด้อยต่างกันไป แต่ SEO ค่อนข้างเป็นที่นิยมและมีระบบการแข่งขันสูงตลอดเวลา แต่สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้อย่างตรงเป้าหมาย ช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจได้อย่างมาก ดังนั้น เราไปทำความรู้จักคำว่า SEO กันให้มากขึ้น ดังนี้

ในยุค NEW NORMAL ที่ระบบออนไลน์มีบทบาทอย่างมาก ตัวอักษรภาษาอังกฤษ 3 ตัวที่เราจะมารู้จักกันในวันนี้ กำลังมีอิทธิพลอย่างมากต่อวิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลก ก็คือ SEO หรือย่อมาจาก Search Engine Optimization คือกลยุทธ์ทางการตลาดดิจิทัลที่ช่วยให้มียอดผู้เข้าชมเว็บไซต์ของเราเพิ่มมากขึ้น เป็นการเพิ่มคนเข้าชมเว็บไซต์ด้วยวิธีตามธรรมชาติและไม่เสียค่าใช้จ่ายเพื่อการโปรโมทสินค้าหรือเว็บไซต์ ซึ่งตรงกันข้ามกับ SEM (Search Engine Marketing) ที่มุ่งเน้นการเป็นเจ้าของพื้นที่ออนไลน์ดี ๆ โดยมีค่าโฆษณาเกิดขึ้น เพื่อโปรโมทให้เกิดกระแสการรับรู้สินค้าหรือบริการมากยิ่งขึ้น

การที่มีสินค้าหรือบริการคุณภาพดี ได้รับการกล่าวถึงจากผู้คนหลากหลายกลุ่ม รวมถึงการนำเสนอเนื้อหาที่สดใหม่ เป็นที่สนใจของกลุ่มเป้าหมาย ก็จะสามารถดึงดูดความสนใจให้คนเข้าชมเว็บไซต์ได้มากขึ้น นั่นคือบันไดก้าวแรกไปสู่ความสำเร็จในการทำ SEO รองลงมาคือความเข้าใจในหลักการทำงานของ SEO ซึ่งสัมพันธ์กับระบบอัลกอริทึมของ Google ที่มีแก่นของกระบวนการทำงานหลัก ๆ ได้แก่

Penguin ซึ่งมีหน้าที่หลักในการให้คะแนนความน่าเชื่อถือของแบ็กลิงก์ (Backlink) ในเว็บไซต์ แบ็กลิงก์ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมโยงเว็บไซต์ของเรากับเว็บอื่น ๆ ซึ่งเราควรเชื่อมโยงลิงก์เฉพาะส่วนที่ให้ความรู้และมีประโยชน์ต่อกลุ่มเป้าหมาย ก็จะช่วยให้เกิดการเชื่อมโยงอย่างเป็นธรรมชาติ และไม่ถูกลดคะแนนความน่าเชื่อถือลงไป และหากเราสามารถเชื่อมโยงกับเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถืออื่น ๆ เช่น ระบบราชการ ธนาคาร สถานศึกษา หรือโรงพยาบาลต่าง ๆ เหล่านี้เข้ามาสู่เว็บไซต์ของเราได้ ก็จะยิ่งเป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ได้

Rank Brain เป็นระบบปัญญาประดิษฐ์ มีหน้าที่คอยเช็คพฤติกรรมของคนที่เข้าเว็บไซต์ ว่าใช้ฟังก์ชันแบบไหน และใช้เวลาอยู่บนเว็บไซต์มากน้อยเพียงใด

Panda เป็นระบบอัลกอริทึมซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพเนื้อหาต่าง ๆ ที่นำเสนอบนเว็บไซต์ เช่น มาตรฐานความยาว การใช้ไวยากรณ์ และคำสะกดถูกผิดในเนื้อหาแต่ละบท จึงเป็นการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้เขียนและเนื้อหาไปพร้อม ๆ กัน หากพบว่ามีเนื้อหาซึ่งเป็นการคัดลอกมาหรือทำซ้ำ ก็จะส่งผลให้เว็บไซต์ถูกลดอันดับลงได้

ดังนั้นเมื่อทำ SEO อย่างถูกวิธี แม้ว่าในตอนแรกอาจจะต้องใช้เวลาเพื่อทำความเข้าใจกับระบบ และมีขั้นตอนปรับแต่งองค์ประกอบต่าง ๆ ในเว็บไซต์ เพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่ Google แนะนำ แต่ในระยะยาว สิ่งเหล่านี้จะนำมาซึ่งความสำเร็จในเชิงการตลาด หากติดอันดับในหน้าแรกของผลการค้นหาได้ในคีย์เวิร์ดที่ต้องการ ก็จะได้ผู้เยี่ยมชมมากขึ้น และมีโอกาสเปลี่ยนเป็นลูกค้าได้มากขึ้นด้วย

ไอเดียทำ SEO ช่วยสร้างรายได้จากงานฝีมือ

ไอเดียทำ SEO ช่วยสร้างรายได้จากงานฝีมือ

ไอเดียทำ SEO ช่วยสร้างรายได้จากงานฝีมือ

งานฝีมือ เป็นหนึ่งในไอเดียสร้างรายได้สำหรับผู้ที่มีความสามารถเฉพาะ เนื่องจากงานฝีมือเป็นงานที่ไม่ใช่ใครสามารถทำได้และมีความสวยงามที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว จึงได้รับความนิยมจากกลุ่มเป้าหมายที่ชื่นชอบในงานฝีมือโดยเฉพาะ เมื่อทำแล้วจะนำไปจำหน่ายได้อย่างไร และใช้ SEO มาเป็นตัวช่วยได้อย่างไรนั้น ในบทความนี้มีข้อมูลที่จะช่วยให้ไอเดียการทำการตลาดได้ ซึ่งการสร้างรายได้จากงานฝีมือสามารถทำได้หลายทาง ดังนี้

นำไปขายในตลาด หรือร้านค้าออฟไลน์ งานศิลปะเป็นความชอบส่วนบุคคล ซึ่งงานฝีมือก็เป็นศิลปะประเภทหนึ่งที่สามารถจับต้องได้ ซึ่งผู้ที่ทำงานฝีมือเป็นงานอดิเรกสามารถนำงานฝีมือของตัวเองวางขายในตลาดนัดหรือฝากขายในร้านค้าได้

สร้างเว็บไซต์ขายบนโลกออนไลน์ การตลาดออนไลน์เป็นอีกหนึ่งแหล่งที่ช่วยสร้างเงินให้กับเจ้าของงานฝีมือได้ง่าย ๆ ซึ่งในปัจจุบันการสร้างเว็บไซต์เพื่อขายสินค้าไม่ใช่เรื่องยาก เพราะมีเว็บไซต์ E-Commerce มากมายที่ให้บริการฟรี เพียงสมัครสมาชิก จากนั้นถ่ายรูปและโพสต์รายละเอียดงานฝีมือที่ทำเอาไว้บนเว็บไซต์ ก็สามารถทำเงินเข้ากระเป๋าได้ไม่น้อย ยิ่งถ้ารู้เทคนิคเรื่อง SEO จะยิ่งทำให้แซงหน้าคู่แข่งได้

ทำคลิปวิดีโอโพสต์โซเชียลมีเดีย การทำวิดีโอในการสอนผู้อื่นให้สามารถทำงานฝีมือได้นั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญก่อนถึงจะลงมือทำได้ การทำวิดีโอเพื่อโพสต์ลงสื่อโซเชียลต่าง ๆ เมื่อมีผู้ติดตามเพิ่มขึ้นก็สามารถสร้างรายได้เข้ากระเป๋าได้ไม่น้อย เพราะอาจมีเจ้าของแบรนด์สินค้าที่เกี่ยวข้องจ้างให้เป็นผู้โปรโมทสินค้า รวมถึงเป็นช่องทางในการโฆษณาขายสินค้าของตัวเองได้

การสร้างรายได้จากงานฝีมือควรทำทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ ทั้งนี้เทคนิค SEO และการทำการตลาดออนไลน์เป็นวิธีที่จะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายมองเห็นสินค้าได้มากขึ้น โดยวิธีทำการตลาดออนไลน์ง่าย ๆ มีดังนี้

ทำ SEO โดยแทรก Keyword แบบเนียน ๆ การตั้งชื่อหัวข้อสินค้า, หัวข้อบทความ, หัวข้อวิดีโอ รวมถึงเขียนบรรยายรายละเอียดสินค้าหรือข้อมูลที่มีประโยชน์ด้วยประโยคที่มีคีย์เวิร์ดที่กลุ่มเป้าหมายค้นหาบ่อย ในปริมาณที่เหมาะสมกับจำนวนคำทั้งหมดในคำอธิบาย หรือในบทความ เป็นเทคนิคพื้นฐานการทำ Search engine optimization (SEO) หรือวิธีทำการตลาดออนไลน์ที่จะช่วยให้ลูกค้าได้เห็นงานฝีมือได้ง่ายขึ้น

โพสต์บทความ รูปภาพหรือวิดีโอ อย่างสม่ำเสมอ การโพสต์ภาพ วิดีโอ หรือบทความเป็นประจำสม่ำเสมออย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง รวมถึงควรโพสต์ในเวลาเดียวกัน เป็นวิธีที่ช่วยให้กลุ่มเป้าหมายได้อัปเดตข้อมูลใหม่และไม่พลาดทุกการติดตาม

บอกช่องทางการติดต่อให้ชัดเจน ช่องทางการติดต่อเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะผู้ที่สนใจซื้องานฝีมือ หรือเจ้าของแบรนด์ที่ต้องการติดต่อเพื่อจ้างให้โปรโมทสินค้า ที่ต้องการรายละเอียดเกี่ยวกับราคาสินค้า หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ก็สามารถสอบถามได้อย่างรวดเร็ว

งานฝีมือเป็นหนึ่งในสินค้าที่มีความต้องการในท้องตลาดค่อนข้างสูง และมีคู่แข่งค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับสินค้าอื่น ๆ อีกทั้งยังสามารถนำงานฝีมือไปวางขายบนเว็บไซต์ E-Commerce ที่จำหน่ายทั่วโลกได้ด้วย

เนื้อหา SEO 6 ประเภท ที่คุณทำได้เลยทันที

เนื้อหา SEO 6 ประเภท ที่คุณทำได้เลยทันที

เนื้อหาหรือ content นั้นมีหลายประเภท ไม่ได้มีแค่เนื้อหาประเภทบทความเท่านั้น ซึ่งการทำเนื้อหาออกมาได้หลากหลาย จะเป็นการนำเสนอข้อมูลที่ช่วยให้คนอ่านไม่เบื่อและทำให้ข้อมูลถูกนำเสนอออกมาได้อย่างน่าสนใจหรืออ่านง่ายขึ้นอีกด้วย ถ้าอยากรู้ว่ามีเนื้อหาแบบไหนบ้าง เรามาดูกันเลยดีกว่า

เนื้อหา SEO แบบไหน ที่ควรทำ

Infographic – เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณต้องการนำเสนอข้อมูลที่มีเนื้อหาเยอะ ทั้งตัวหนังสือ รูปภาพ กราฟหรือแผนภูมิ คุณสามารถใช้ infographic เป็นตัวช่วยได้ เพราจะทำให้คนอ่านกวาดสายตาได้ง่ายกว่า แม้ว่า infographic จะใส่คีย์เวิร์ด SEO ลงในคำอธิบายและชื่อรูปภาพได้น้อย แต่ทำให้คนอ่านอยากติดตามได้

Guide – การใช้เนื้อหาประเภท guide หรือประเภท how to จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณดูมีความเชี่ยวชาญทางด้านนั้น ๆ แล้วยังสร้างประโยชน์ให้กับคนที่กำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับหัวข้อที่คุณกำลังเขียนด้วยนะ โดยนักการตลาดหลายคนใช้เนื้อหาประเภทนี้ในการเพิ่ม traffic และทำ lead generation ด้วยเหมือนกัน แล้วยังสามารถใส่คีย์เวิร์ดได้เหมือนกับบทความทั่วไปที่ประกอบไปด้วยตัวหนังสือและรูปภาพอีกด้วย

Video – การใช้เนื้อหาประเภท video อาจทำให้คุณไม่สามารถใส่คีย์เวิร์ดลงในเนื้อหาเหมือนบทความได้เช่นเดียวกับ infographic แต่สิ่งที่เนื้อหาประเภท video สามารถช่วยได้คือ การดึงดูดกลุ่มเป้าหมายได้ดีกว่าบทความเพราะมีทั้งภาพและเสียง ซึ่งคุณสามารถทำ SEO ได้ด้วยการใส่คีย์เวิร์ดลงไปใน description ของ video หรือจะเป็น hashtag ก็ได้

Directory – เนื้อหาประเภท directory มีประโยชน์ตอนที่คุณต้องการสร้าง external link ให้ link ไปในเว็บไซต์อื่น หรือต้องการให้เว็บไซต์อื่น link มาที่เว็บไซต์ของคุณ ซึ่งภายในเนื้อหาจะเป็นการพูดถึงข้อมูลและให้แหล่งข้อมูลเอาไว้เพื่อให้คนอ่านได้คลิกเข้าไปนั่นเอง ซึ่งคุณสามารถใส่คีย์เวิร์ด SEO ได้ตามความเหมาะสมได้เลย

List – บทความประเภท list ที่ย่อยเนื้อหาออกมาเป็นข้อ ๆ จะทำให้คนอ่านอ่านเนื้อหาได้ง่ายขึ้นด้วยการกวาดสายตา อีกทั้งคุณยังสามารถตั้งชื่อหัวข้อเป็นตัวเลขให้คนอ่านรู้ล่วงหน้าก่อนคลิกเข้ามาอ่านได้ด้วย เช่น 10 ช่องทางหารายได้เสริมสำหรับมนุษย์ออฟฟิศ เห็นไหมว่าดูน่าอ่านและชื่อหัวข้อก็ดึงดูดมากกว่าการใช้ตัวหนังสือเพียงอย่างเดียว

Slide show – หลายครั้งการย่อยข้อมูลนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป ซึ่งการใช้รูปภาพเข้ามาช่วยคั่นและแบ่งเป็นหน้า ๆ ก็สามารถช่วยให้การนำเสนอข้อมูลนั้นดูไม่น่าเบื่อเกินไปด้วยนะ ซึ่งการแทรกคีย์เวิร์ด SEO นั้นจะเป็นส่วนของชื่อไฟล์หรือชื่อ slide แต่ละหน้านั่นเอง

ทีนี้ก็ถึงตาคุณแล้วล่ะว่าจะเลือกใช้วิธีการนำเสนอเนื้อหาประเภทไหนเข้ามาช่วยเป็นวิธีการนำเสนอข้อมูลให้กับคนอ่านของคุณได้ติดตาม แล้วมาบอกกันด้วยนะว่าเนื้อหาแบบไหนที่แฟน ๆ ของคุณชอบอ่านบ้าง

เนื้อหา SEO แบบไหน ที่ควรทำ

How to เขียนบทความ SEO ให้น่าอ่าน

How to เขียนบทความ SEO ให้น่าอ่าน

การเขียนบทความเป็นหลักพื้นฐานในการทำ SEO ที่นักการตลาดรู้อยู่แล้วว่าสามารถเพิ่ม Traffic ให้กับเว็บไซต์ได้ โดยพื้นฐานแล้วการเขียนบทความ SEO ที่ดี ต้องมีองค์ประกอบ ดังนี้

มีจำนวนคำที่เหมาะสม คือ ต้องไม่ใช่บทความที่สั้นเกินไป เนื่องจากการเขียนอธิบายเกี่ยวกับเรื่องใดสักเรื่องให้คนอ่านเข้าใจควรอยู่ที่ประมาณ 300 คำขึ้นไป

ใช้จำนวน Keyword ในปริมาณที่เหมาะสม เนื่องจากการใช้ Keyword ที่มากเกินไปแม้จะเป็น Keyword ที่ดีก็อาจทำให้บทความนั้นอ่านไม่รู้เรื่องและยังเปรียบเสมือนการสแปม Keyword ด้วย

การใช้รูปภาพควรสอดคล้องกับเนื้อหาภายในเว็บไซต์และต้องใช้ Keyword ในการอธิบายภาพ (Alt image) ด้วย รวมถึงการเซฟไฟล์ภาพควรใช้ Keyword เพื่อให้ภาพบนเว็บไซต์มีโอกาสติด Search Engine image ด้วย

แน่นอนว่าเหล่านักการตลาดออนไลน์ย่อมทำตามหลักการพื้นฐานในการทำ บทความ SEO แต่หากบทความไม่น่าอ่านก็อาจทำให้เว็บไซต์ไม่ติดอันดับบน Search Engine ได้ ซึ่งวิธีเขียนบทความ SEO ให้น่าอ่าน สามารถทำได้ ดังนี้

วิธีเขียนบทความ SEO ให้น่าอ่าน

แบ่งเนื้อหาภายในบทความออกเป็นส่วน ๆ โดยการแบ่งวรรคที่ช่วยให้คนอ่านสามารถจับเนื้อหาได้ง่ายควรอยู่ที่ประมาณ 3 – 5 บรรทัด เพราะสัดส่วนดังกล่าวจะทำให้เนื้อหาของบทความไม่แน่นเกินไปจนจับประเด็นได้ยาก

แบ่งเนื้อหาเป็น Bullet เป็นวิธีที่ช่วยย่อเนื้อหาให้อ่านง่ายขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้อ่านที่ไม่มีเวลาอ่านเนื้อหาทั้งหมด

เขียนคำอธิบายบทความสั้น ๆ ในบรรทัดถัดจากหัวข้อบทความ เพื่อให้ผู้ที่คลิกเข้ามาอ่านบทความได้ทราบถึงขอบเขตของเนื้อหาคร่าว ๆ ว่าเป็นเนื้อหาที่ผู้อ่านกำลังสนใจหรือไม่ ซึ่งในการเขียนคำอธิบายบทความ ควรใช้ความยาวไม่เกิน 1 – 2 บรรทัด โดยอาจใช้ประโยคสำคัญของเนื้อหาเพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้อ่านก็ได้

เรียบเรียงเนื้อหาให้ดี เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน การเขียนบทความที่ดีควรมีการวางแผนการเขียนคร่าว ๆ เพื่อให้เกิดการเรียบเรียงเนื้อหาเป็นลำดับเนื่องจากบทความที่มีจำนวนคำมาก ๆ ผู้เขียนอาจเกิดความสับสนได้หากไม่วางแผนให้ดีเพื่อไม่ให้ผู้อ่านเกิดความสับสน

สะกดคำถูกต้อง การสะกดคำเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถทำให้ผู้อ่านเกิดความเชื่อถือในเว็บไซต์ ดังนั้นผู้เขียนจึงควรตรวจการสะกดคำให้ถูกต้องอยู่เสมอ โดยอาจใช้เว็บไซต์พจนานุกรมออนไลน์ในการเช็คคำศัพท์ที่ไม่แน่ใจได้

ใช้ภาพหรือ infographic ในปริมาณที่เหมาะสม ภาพจะช่วยให้บทความที่มีความยาวมีความน่าสนใจมากขึ้น แต่การใช้ภาพมากเกินไปอาจทำให้ผู้อ่านไม่สามารถจับประเด็นสำคัญได้ ยกเว้นว่าภาพนั้นจะเป็นการทำ Infographic ที่ช่วยอธิบายเนื้อหายาก ๆ ให้เข้าใจง่ายขึ้น

เทคนิคในการเขียนบทความเหล่านี้จะช่วยเติมความน่าสนใจให้กับบทความได้ และจะทำให้ผู้ที่เข้ามาอ่านสามารถอ่านบทความ SEO ได้จนจบ เมื่อมีผู้อ่านใช้เวลาในเว็บไซต์มากขึ้น ก็จะทำให้เว็บไซต์ได้รับความไว้วางใจจาก Search Engine เพิ่มขึ้นด้วย

วิธีเขียนบทความ SEO ให้น่าอ่าน

ทำ SEO แล้วดีอย่างไรต่อธุรกิจคุณ

ประโยชน์จากการทำ SEO

การทำ SEO หรือ search engine optimization เป็นเทคนิคการตลาดที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ เพราะกำลังได้รับความนิยมอย่างมากทั้งในไทยและต่างประเทศ เนื่องจากจะช่วยให้ธุรกิจยุคใหม่มีโอกาสประสบความสำเร็จได้สูง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่มีการแข่งขันกันอย่างมากในยุคปัจจุบัน

SEO เป็นหลักเกณฑ์ที่ Google ได้ออกแบบมาหลายปีแล้ว เพื่อช่วยในการคัดกรองคุณภาพของเว็บไซต์ ถ้าคุณต้องการประสบความสำเร็จในการขายสินค้าและบริการทุกรูปแบบ ก็จำเป็นจะต้องศึกษาการทำ SEO ไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทางด้านธุรกิจแนะนำว่า เมื่อทำ SEO แล้วจะได้รับประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ต่อไปนี้

ประโยชน์จากการทำ SEO

เพิ่มความเชื่อมั่นในธุรกิจ : เนื่องจากอันดับ SEO ของเว็บไซต์มาจากการจัดระเบียบของระบบอัลกอริทึมของ Google ซึ่งส่งผลให้บริษัท 3 อันดับแรก ที่อยู่ในหน้าจอการสืบค้น ที่เรียกว่า SERPs หรือ search engine result pages ได้รับความเชื่อถือสูงจากผู้คนที่ใช้งาน Google ทำให้มีโอกาสถูกคลิกเข้ามาใช้บริการสั่งซื้อสินค้าและบริการมากเกือบ 100%

เพิ่มโอกาสในการขายสินค้าและบริการ : เมื่อมีการผลิต บทความ SEO ที่ใช้ในเว็บไซต์เป็นประจำสม่ำเสมอ จะทำให้ผู้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อ่านบทความที่ตรงกับสิ่งที่กำลังมองหาที่มีเนื้อหาใหม่ ๆ อยู่ตลอด เช่น คนที่กำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกคีย์บอร์ดเล่นเกมส์อีสปอร์ต ในปี 2020 ก็สามารถที่จะเข้ามาเพื่อดูรายละเอียดจากเว็บไซต์ของคุณโดยตรง ซึ่งทำให้คุณสามารถเชื่อมโยงไปสู่การขายสินค้าในเว็บไซต์ตัวเองได้ด้วย การทำบทความ SEO ที่มีคุณภาพมาก ๆ จะทำให้เว็บไซต์ของคุณอยู่ในอันดับต้น ๆ ของหน้าจอการสืบค้นตลอดปีแน่นอน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการขายได้อย่างมาก

ลดค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์ : ปกติแล้วการทำตลาดที่หลายคนรู้จักคือ การทำโฆษณาด้วยการจ้างพรีเซ็นเตอร์ หรือใช้ช่องทาง YouTube แต่หากทำ SEO ให้กับเว็บไซต์เป็นประจำสม่ำเสมอ จะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ แก่ Google เลย เพียงแค่ใช้ระยะเวลาในการสะสมข้อมูล เพื่อให้ระบบนำไปประมวลและเปรียบเทียบกับเว็บไซต์อื่น ๆ ที่ใช้ keyword เดียวกันเท่านั้น

ต่อยอดเพื่อการพัฒนาเว็บไซต์ : เว็บไซต์ในอนาคตจะต้องใช้ระบบในการเปรียบเทียบคุณภาพกัน ถ้าคุณเริ่มทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ตั้งแต่วันนี้ จะทำให้สามารถต่อยอดไปได้ไกล โดยใช้เวลาในการแก้ไขข้อบกพร่องย้อนหลังน้อยลง จึงเพิ่มโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจได้สูงยิ่งขึ้นในระยะยาว

เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านมองเห็นประโยชน์ของการทำ SEO ตามที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจออนไลน์ต่อไป ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถทำ SEO ได้ด้วยตัวเองผ่านหนังสือและคอร์สเรียนออนไลน์ต่าง ๆ หรืออาจจะจ้างบริษัททำ SEO ที่มีความน่าเชื่อถือและคิดราคาที่เหมาะสมได้

ทำ SEO แล้วดีอย่างไรต่อธุรกิจคุณ

ไขข้อข้องใจ SEO คืออะไร ทำไมถึงสำคัญ

ไขข้อข้องใจ SEO คืออะไร ทำไมถึงสำคัญ

อย่างที่หลายคนทราบกันดีอยู่แล้วว่าการทำตลาดถือเป็นสิ่งที่เจ้าของธุรกิจต้องทำเพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการของตัวเองให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้าในวงกว้าง ซึ่งหากเป็นสมัยก่อนเชื่อว่าหลายคนคงคุ้นเคยกับการนำเสนอผ่านโฆษณาทางโทรทัศน์ สปอตโฆษณาบนคลื่นวิทยุ และสื่อสิ่งพิมพ์ เพราะต้องถือว่าเป็นสื่อใหญ่สื่อหลักของประเทศที่เข้าถึงคนทุกเพศทุกวัยที่ง่ายที่สุด แต่ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีด้านการสื่อสาร จึงทำให้ปัจจุบันเจ้าของธุรกิจมีช่องทางในการประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในช่องทางการประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดตอนนี้คือ การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization

หลักการแล้วการทำ SEO

โดยตามหลักการแล้วการทำ SEO นั้นเป็นหนึ่งในวิธีการตลาดดิจิทัลรูปแบบหนึ่งด้วยการทำให้เว็บไซต์ เพจ หรือบล็อกติดอันดับต้น ๆ ของการค้นหาบนเครื่องมือ Search Engine หรือเครื่องมือค้นหาข้อมูลและเว็บไซต์บนอินเทอร์เน็ตเมื่อกรอกคำสำคัญในช่องค้นหาของ Search Engine อย่าง Baidu, Bing, Sanook, Yahoo แต่ส่วนใหญ่แล้วการทำ SEO ส่วนใหญ่เน้นการพัฒนาบน Google เป็นหลัก เนื่องจากเป็น Search Engine ที่คนไทยและอีกหลาย ๆ ประเทศนิยมใช้สำหรับหาความรู้ ข้อมูล หรือเว็บไซต์ที่ตัวเองต้องการมากที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องซื้อโฆษณาหรือ Google Ads ที่มีข้อจำกัดในเรื่องของช่วงเวลาและค่าโฆษณาแบบต่อคลิก เพราะฉะนั้นการทำ SEO จึงเป็นวิธีการประชาสัมพันธ์ที่ทั้งประหยัดแต่มีประสิทธิภาพในระยะยาว

หากถามว่าประโยชน์หลัก ๆ ของการทำ SEO คืออะไร แน่นอนว่าการได้ติดอันดับที่หนึ่งหรือหน้าแรกของ Search Engine นั้นย่อมดีกว่าหน้าท้าย เพราะจากการศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้งานการค้นหาบนอินเทอร์เน็ต ผลการค้นหาอันดับที่ 1 ของการค้นหาจะมีการเข้าชมมากกว่าอันดับที่ 2 เกือบเท่าตัว ในขณะที่หลายคนยอมรับออกมาตรง ๆ ว่าแทบไม่เคยคลิกต่อไปยังหน้าที่ 2 ของการค้นหาเลยด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนี้การติดอันดับต้น ๆ หรือหน้าแรกของการค้นหาบน Search Engine จึงเป็นการเพิ่มโอกาสที่ลูกค้าจะเห็นเว็บไซต์ เพจ หรือบล็อกของเราก่อนของคู่แข่งและทำให้มีโอกาสทางธุรกิจมากกว่าด้วย

สำหรับวิธีการทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์ เพจ หรือบล็อกติดอันดับเมื่อมีการค้นหาด้วยคำสำคัญบน Search Engine นั้นต้องอาศัยการพัฒนาหลาย ๆ ส่วนประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็น การเขียนคอนเทนต์ออนไลน์ การใส่คำสำคัญ และการทำประชาสัมพันธ์ ซึ่งแม้ว่า Search Engine ส่วนมักมีเงื่อนไขพิจารณาการจัดลำดับที่แตกต่างกัน แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเน้นที่คุณภาพ ประโยชน์ที่ผู้ค้นหาจะได้รับ ความน่าสนใจ เข้าใจง่าย และการเข้าถึงที่ต้องง่ายและรวดเร็ว อีกทั้งยังต้องไม่เป็นแหล่งของไวรัสคอมพิวเตอร์ที่เป็นอันตรายต่อผู้ค้นหาข้อมูลอีกด้วย การทำ SEO ต้องอาศัยเวลาในการปรับปรุง พัฒนา และสร้างความน่าเชื่อถือให้ตรงตามหลักเกณฑ์ เพียงเท่านี้เว็บไซต์ เพจ หรือบล็อกของคุณก็มีโอกาสขึ้นแสดงในลำดับต้น ๆ ของทุก Search Engine ได้แล้ว

หลักการแล้วการทำ SEO

Google Search Console มีประโยชน์อะไรบ้าง

Google Search Console มีประโยชน์อะไรบ้าง

Google Search Console เป็นตัวช่วยที่สามารถดาวน์โหลดติดตั้งแบบไม่มีค่าใช้จ่ายที่คนทำเว็บไซต์ออนไลน์ควรรู้จัก เพราะช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลและแสดงผลเป็นกราฟทางสถิติทั้งที่เป็นปัจจุบันและย้อนหลัง เพื่อให้นำไปปรับปรุงการทำระบบ SEO หรือ search engine optimization ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

หลังการดาวน์โหลด Google Search Console ผู้พัฒนาเว็บไซต์สามารถใช้ฟังก์ชันด้านต่างๆของ Google Search Console ได้ดังนี้

1. Performance

เป็นค่าตัวเลขและกราฟเส้น แสดงจำนวนคนที่เข้ามาชมข้อมูลในเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งจะเป็นตัวเลขย้อนหลังเพื่อการเปรียบเทียบวิเคราะห์แบบละเอียดได้มากกว่า 1 ปี ทั้งมีค่าที่คำนวณให้แล้วเป็นเปอร์เซ็นต์ของอัตราการคลิก หรือ CTR และคะแนนตำแหน่งของเว็บไซต์ หรือที่เรียกว่า Average Position ให้คุณได้ดูการเปลี่ยนแปลงหลังจาก การทำ SEO ด้วย

2. URL Inspection

เป็นฟังก์ชันที่จะบอกให้รู้ว่าหลังจากการทำ SEO ไปแล้วระบบอัลกอริทึ่มของ Google ได้มาเก็บข้อมูลครั้งล่าสุด จากเว็บไซต์คุณเพื่อไปประมวลผล ปรับอันดับให้สอดคล้องกับความเป็นจริงล่าสุดในวันใด และหากมีการเก็บข้อมูลไปแล้วปรากฏความผิดพลาดหรือมีจุดอ่อนที่ตรงไหน ก็จะมีการแสดงข้อมูลให้คุณได้เห็นด้วย

3. Sitemap

Sitemap เป็นสิ่งที่เปรียบได้กับสารบัญของหนังสือ ที่จะช่วยให้ Google ทราบว่าเว็บไซต์ของคุณมีเพจที่มีรายละเอียดอย่างไรบ้าง ทำให้การเก็บข้อมูลไปวิเคราะห์ SEO สะดวกยิ่งขึ้น

4. Mobile usability

เป็นตัวเลขที่บ่งบอกได้ว่าเว็บไซต์ของคุณเข้าถึงกลุ่มคนที่ใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือมากน้อยเพียงไหน ถ้ามีตัวเลขที่สูง ก็แสดงว่าเว็บไซต์ธุรกิจคุณมีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้น เพราะปัจจุบันผู้คนนิยมหาข้อมูลและสั่งซื้อสินค้าในระบบออนไลน์ผ่านมือถือมากกว่าการใช้คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ หากค่านี้มีค่าต่ำ เท่ากับว่า คุณจะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบ ความสวยงาม การใช้งานให้เหมาะสมกับมือถือให้มากยิ่งขึ้น

5. Security Issue

เป็นตัวคัดกรองว่า เว็บไซต์ของคุณมีไวรัสหรือมัลแวร์หลบซ่อนอยู่ที่ใด ที่จะทำให้เป็นอันตรายต่อระบบการทำงานของเครื่อง ส่งผลต่อการดาวน์โหลดข้อมูลและรูปภาพ ทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกแฮ็กข้อมูลที่เป็นความลับของลูกค้าและลิขสิทธิ์สินค้าของคุณ เทียบได้กับเป็นโปรแกรม Antivirus ที่จะช่วยปกป้องคอมพิวเตอร์ของคุณนั่นเอง

จะเห็นได้ว่า Google Search Console เป็นผู้ช่วยที่ดีสำหรับการทำ SEO ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการทำธุรกิจออนไลน์ให้มีอำนาจในการแข่งขันกับเว็บไซต์อื่น ๆ ได้ดียิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม หลังการใช้งาน Google Search Console แล้ว ก็ควรเพิ่มการติดตั้ง plugin ที่จำเป็น เช่น Yoast SEO เพื่อใช้ในการปรับแต่งรายละเอียดต่าง ๆ ในเว็บไซต์ เช่น การเลือกคีย์เวิร์ดสำหรับเขียนบทความ การวิเคราะห์ประสิทธิภาพของหัวข้อ (Title) และบทบรรยายย่อ (Meta description) ด้วย ซึ่งจะทำให้เห็นผลการเปลี่ยนแปลงด้าน SEO ที่ดีขึ้นได้อย่างชัดเจน

Security Issu

เทคนิคการทำ keyword SEO ให้รูปภาพในบทความ

เทคนิคการทำ keyword SEO ให้รูปภาพในบทความ

การทำ keyword SEO ที่ดีในแต่ละบทความ ไม่ควรให้ความสำคัญเฉพาะส่วนเนื้อหาหรือหัวเรื่องเท่านั้น ยังรวมถึงรูปภาพประกอบบทความที่ควรใส่รายละเอียดให้ครบถ้วนตามหลักของ search engine optimization ที่ Google แนะนำด้วย

เทคนิคในการคิด keyword SEO ของรูปภาพประกอบบทความ

1. การตอบ 4 คำถามในภาพ

หลักง่าย ๆ คือ การตอบคำถามให้ได้ว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เป็นหลักของการคิด keyword SEO เบื้องต้นในทุกภาพ กล่าวคือ
ใคร ผู้หญิงหรือผู้ชาย
กำลังทำอะไร ทำอาหาร เล่นดนตรี ร้องเพลง
ที่ไหน ในห้อง ในสนามหญ้า ริมแม่น้ำ
อย่างไร ร่าเริง เศร้าโศก เสียใจ ซาบซึ้ง เป็นต้น

2. Theme ของภาพ

Theme ของภาพ คือการขยายความให้เห็นบรรยากาศหรือภาพรวมที่ชัดเจน ภาพหนึ่ง ๆ สามารถตีความหมายได้หลากหลาย ตามองค์ประกอบของคนและสิ่งของประกอบ เช่น เป็นภาพผู้หญิงกำลังยิ้มในชุดสีขาว ก็สามารถสื่อได้ถึงความสุข การแต่งงาน การแต่งหน้า ความสวย สุขภาพจิตดี การเริ่มต้น ความรัก เป็นต้น หากเป็นรูปคนกำลังจับมือกัน อาจหมายถึง มิตรภาพ ความเป็นเพื่อน คนรัก ความจริงใจ การร่วมมือกัน ก็ได้ คำเหล่านี้สามารถนำไปสร้างเป็น keyword SEO ของรูปภาพได้อย่างไม่จำกัด

3. สิ่งแวดล้อมหรือองค์ประกอบของภาพ

แน่นอนว่าการถ่ายภาพหนึ่ง ๆ จะไม่ใช่มีแค่คนหรือสัตว์อยู่ในภาพ ต้องมีพร็อพหรือองค์ประกอบในฉากอื่น ๆ ซึ่งแต่ละชิ้นสามารถนำมาเป็น keyword SEO ได้ทั้งหมด โดยควรระบุรูปลักษณ์หรือสีลงไปด้วย เช่น กระปุกครีมสีขาว ขวดน้ำสีใส แก้วน้ำสีแดง โต๊ะทำจากไม้อัด กระจกหน้าต่างแนววินเทจ กรงนกเปล่า กระถางต้นไม้สีน้ำตาล กุหลาบสีขาว ฯลฯ อย่าลืมว่ารายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ สำคัญต่อการช่วยให้อันดับ SEO สูงขึ้นในระยะยาวได้

4. ลักษณะของบุคคลในภาพ

รายละเอียดของคนในภาพ มีสิ่งที่สามารถบรรยายได้หลายประเด็น ทั้งด้านเชื้อชาติ ไทย เอเชีย แขก ตะวันตก สีผม บลอนด์ น้ำตาลแดง ดำ ผมเสีย ผมแห้งแตก ผมลอน ผมเหยียดตรง ผมสั้น ผมยาวประบ่า ผมมวย เกล้าผม ริ้วรอยเหี่ยวย่น ใบหน้าตึงเรียบเนียน ตีนกา ฝ้ากระ ฟันเก ฟันหลอ จัดฟัน ฯลฯ รวมถึงกิริยาที่กำลังแสดงออก เช่น ยิ้มแย้ม ร้องไห้ มีน้ำตา เคร่งเครียด เดินเร็ว หอบเหนื่อย กำลังวิ่ง เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า การทำ keyword SEO ให้กับรูปภาพ เป็นเรื่องสำคัญที่สามารถใส่รายละเอียดได้อย่างไม่จำกัด ขอเพียงแค่สอดคล้องกับสิ่งที่อยู่ในภาพ โดยพิจารณาเป็นทีละส่วน ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินไป ที่จะทำให้ภาพของคุณมี keyword ที่ช่วยส่งเสริมอันดับ SEO ให้กับเว็บไซต์ได้ ทำให้เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายและเพิ่มยอดขายสินค้าและบริการของคุณได้มากยิ่งขึ้น

เทคนิคในการคิด keyword SEO ของรูปภาพ

Meta description ของเว็บไซต์ SEO คืออะไร

การทำ meta description เป็นส่วนที่สรุปเนื้อหา

การทำเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ในปัจจุบันจะต้องพัฒนาให้สอดคล้องกับหลักการของ SEO หรือ search engine optimization ที่ Google กำหนด จึงจะมีโอกาสถูกสืบค้นได้เป็นอันดับต้น ๆ นำมาซึ่งความน่าเชื่อถือ และเพิ่มปริมาณการสั่งซื้อสินค้าและบริการ จึงทำให้เว็บไซต์ประสบความสำเร็จได้ดียิ่งขึ้น

การทำ meta description เป็นส่วนที่สรุปเนื้อหาของเว็บไซต์ ซึ่งจะแสดงใต้หัวข้อ เมื่อมีการพิมพ์คำคีย์เวิร์ดสืบค้น ใน ช่อง Google search ซึ่งกูรูด้านการทำ SEO แนะนำว่า บริษัทรับจ้างทำ SEO หรือ ผู้ผลิตบทความให้เว็บไซต์ SEO ควรศึกษาการทำ meta description ที่ดี ดังนี้

ต้องมีการบรรจุ keyword ที่ตรงกับบทความและหัวข้อลงไปใน meta description ให้มากที่สุด

ความยาว meta description ที่เหมาะสม ควรอยู่ที่ประมาณ 150 คำเท่านั้น (หากยาวเกินไป จะส่งผลลบต่ออันดับ SEO)

meta description ต้องครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมดในแต่ละบทความของเพจนั้น ๆ

ภาษาที่ใช้เขียน ต้องมีความเป็นทางการ น่าเชื่อถือ สั้นกระชับ ไม่กำกวม เพื่อให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายตัดสินใจได้ว่า อยากคลิกเข้ามาอ่านรายละเอียดเพิ่มหรือไม่

มีการใช้ keyword ที่ดี ควรเป็น niche long-tailed keywords หรือ คีย์เวิร์ดที่จำเพาะเจาะจงกับกลุ่มคนเป้าหมาย เช่น ใช้คำว่า “รองเท้ากีฬา สำหรับนักวิ่ง มือใหม่ ฮิต ผู้หญิง 2019” ดีกว่าการใช้คำว่า “รองเท้าวิ่ง” เพื่อให้เข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น

การทำ meta description ที่ดี จะส่งผลดีที่สำคัญ คือ ช่วยดึงดูดใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้คลิกเข้ามาในเว็บไซต์ ซึ่งหากบทความที่ผลิตมีความน่าสนใจ ก็จะทำให้เพิ่มโอกาสในการคลิกเข้าไปสั่งซื้อสินค้ามากขึ้น รวมถึงมีโอกาสสูงที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายจะคลิกไปอ่านข้อมูลเพิ่มเติมด้านอื่น ๆ ทำให้สามารถขายสินค้าในหมวดหมู่อื่น ๆ เพิ่มได้อีกด้วย

ตัวอย่างเช่น คุณเปิดเว็บไซต์ขายผลิตภัณฑ์อาหารเสริม และในบทความหนึ่ง ใช้คีย์เวิร์ดว่า “น้ำมันปลา fish oil” (ซึ่งควรใช้ในส่วนหัวเรื่องหรือ title และ ส่วน meta description ด้วย เพื่อเพิ่มอันดับ SEO ให้ดีขึ้น)

ผู้ที่กำลังสนใจข้อมูลของ “น้ำมันปลา fish oil” เมื่อเห็นข้อมูลสรุปเพจของ meta description ก็จะคลิกเข้ามาดูข้อมูลที่ละเอียดมากขึ้น และทำให้เกิดการสั่งซื้อน้ำมันปลาจากเพจของคุณได้ ทั้งนี้ หากลูกค้าได้คลิกเข้าไปอ่านบทความอื่น ๆ เกี่ยวกับวิตามินบำรุง เช่น วิตามินซี คอลลาเจน ฯลฯ ก็จะทำให้มีโอกาสสั่งสินค้าอื่นๆ เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ฉะนั้นไม่ว่าคุณจะทำเว็บคาสิโนอย่าง Hero88 หรือ เว็บขายสินค้าออนไลน์ทั่วไป ก็ไม่ควรละเลยเรื่องของ meta description

ทั้งนี้ การทำ meta description ที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด กูรูแนะนำว่าควรจะเขียนโดยผู้ที่ผลิตบทความคนเดียวกัน เนื่องจากจะเข้าใจถึงประเด็นที่ต้องการสื่อสารได้ดีที่สุด ที่สำคัญคือ ต้องมีความเป็นเอกลักษณ์ไม่คัดลอกจากเว็บไซต์อื่น เช่นเดียวกับการผลิตบทความ SEO

จะเห็นได้ว่า การทำ meta description มีความสำคัญในการดึงดูดใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ให้คลิกเข้ามายังเว็บไซต์ เพิ่มอัตราการคลิกต่อการมองเห็นหรือ CTR หวังว่าบทความนี้จะเป็นแนวทางให้ทุกท่านใส่ใจส่วน meta description ในการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ เพื่อให้ประสบความสำเร็จทางธุรกิจออนไลน์ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

Meta description ของเว็บไซต์ SEO คืออะไร