อยากรู้การทำ SEO รูปภาพ ทำอย่างไร

การควบคุมขนาดรูปภาพให้เหมาะสม

การทำ SEO หรือ search engine optimization ตามที่ Google กำหนด เป็นสิ่งที่ช่วยในการคัดกรองคุณภาพของเว็บไซต์ โดยเว็บไซต์ทุกประเภทที่มีผลวิเคราะห์ด้าน SEO สูง เมื่อถูกสืบค้นด้วย keyword SEO หนึ่ง ๆ ก็จะถูกนำเสนอให้ผู้ใช้งาน Google ในลำดับบน ๆ จึงเพิ่มความเชื่อมั่นของลูกค้าและทำให้มียอดขายสินค้าและบริการที่สูงขึ้น

การทำ SEO ให้กับรูปภาพ นับว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่หลายคนมักมองข้ามไป แต่กูรูทางการตลาดแนะนำว่าผู้ที่อยากให้เว็บไซต์ประสบความสำเร็จในการทำ SEO ต้องใส่ใจเรื่องรูปภาพมากขึ้น ในประเด็นต่อไปนี้

1. การควบคุมขนาดรูปภาพให้เหมาะสม

ไม่ว่าจะเป็นภาพที่ถ่ายเองหรือดาวน์โหลดมาจากที่อื่น ควรตั้งค่าใหม่ ไม่ให้ขนาดภาพเกิน 200 KB เพราะความละเอียดภาพที่มากเกินไปจะใช้ระยะเวลาในการดาวน์โหลดมาก ซึ่งมีการวิจัยทางการตลาดพบว่าลูกค้าจะเปลี่ยนแหล่งในการสืบค้นข้อมูล ถ้าใช้เวลารอนานเกินกว่า 3 ถึง 5 วินาที ขณะเดียวกัน ยังเป็นการเปลืองทรัพยากรในระบบของเซิร์ฟเวอร์อีกด้วย

2. การใส่ keyword SEO

การใส่ keyword แบบเดียวกับที่อยู่ในบทความลงในส่วนของการบรรยายภาพ และจัดวางตำแหน่งให้ตรงกับช่วงของบทความที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับรูปภาพมากที่สุด จะทำให้ระบบ algorithm วิเคราะห์อันดับได้ดีขึ้น

3. การใส่รายละเอียดของ Yoast SEO ในช่อง alt text

การใส่รายละเอียดในฟังก์ชั่นนี้ ของ Plugin Yoast SEO ให้ครบถ้วน จะทำให้เมื่ออัปโหลดขึ้นบนเว็บไซต์แล้ว หากผู้ใช้งานนำเมาส์ชี้ที่รูป ก็จะมีคำอธิบายโผล่ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ยิ่งรายละเอียดส่วนนี้มากเท่าใด ก็จะทำให้อันดับ SEO สูงขึ้น

4. การผลิตรูปใหม่

รูปที่ถ่ายขึ้นมาใหม่จะมีอันดับในการวิเคราะห์ที่ดีกว่าการใช้รูปเดิม ๆ ที่มีในเว็บไซต์ฟรี เช่น pixabay หรือรูปที่ซื้อลิขสิทธิ์จาก shutterstock อย่าลืมว่าภาพของคุณที่ถ่ายเองนอกจากเป็นลิขสิทธิ์ของคุณแล้ว ยังเป็นการสร้างความประทับใจ เสริมสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำแก่ลูกค้าเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้นด้วย

5. การใส่ธีมภาพและอธิบายสีสัน

นอกจากการใส่ keyword ที่ตรงกับบทความและความนิยมในการสืบค้นแล้ว ควรใส่รายละเอียดที่ตอบคำถามในประเด็นได้ครบถ้วนว่าใครในภาพ กำลังทำอะไรกันอยู่ ภาพถ่ายทำที่ไหน มีบรรยากาศอย่างไร รวมทั้งใส่คำอธิบายเกี่ยวกับสีของสิ่งต่าง ๆ ในภาพด้วย เนื่องจากระบบ algorithm ของ Google ไม่สามารถที่จะแยกแยะสีได้อย่าง algorithm ใน Facebook ประเด็นนี้จึงเป็นสิ่งที่ห้ามมองข้าม

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO รูปภาพ สามารถปรับแต่งในหลาย ๆ ส่วน การใส่ใจทุกรายละเอียดจะทำให้รูปภาพเป็นอีกตัวช่วยหนึ่งที่ส่งผลให้การสืบค้นเว็บไซต์คุณดีขึ้นได้ เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่านใส่ใจการทำ SEO ให้กับรูปภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจออนไลน์ต่อไป

อยากรู้การทำ SEO รูปภาพ ทำอย่างไร

Google Search Console มีประโยชน์อะไรบ้าง

Google Search Console มีประโยชน์อะไรบ้าง

Google Search Console เป็นตัวช่วยที่สามารถดาวน์โหลดติดตั้งแบบไม่มีค่าใช้จ่ายที่คนทำเว็บไซต์ออนไลน์ควรรู้จัก เพราะช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลและแสดงผลเป็นกราฟทางสถิติทั้งที่เป็นปัจจุบันและย้อนหลัง เพื่อให้นำไปปรับปรุงการทำระบบ SEO หรือ search engine optimization ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

หลังการดาวน์โหลด Google Search Console ผู้พัฒนาเว็บไซต์สามารถใช้ฟังก์ชันด้านต่างๆของ Google Search Console ได้ดังนี้

1. Performance

เป็นค่าตัวเลขและกราฟเส้น แสดงจำนวนคนที่เข้ามาชมข้อมูลในเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งจะเป็นตัวเลขย้อนหลังเพื่อการเปรียบเทียบวิเคราะห์แบบละเอียดได้มากกว่า 1 ปี ทั้งมีค่าที่คำนวณให้แล้วเป็นเปอร์เซ็นต์ของอัตราการคลิก หรือ CTR และคะแนนตำแหน่งของเว็บไซต์ หรือที่เรียกว่า Average Position ให้คุณได้ดูการเปลี่ยนแปลงหลังจาก การทำ SEO ด้วย

2. URL Inspection

เป็นฟังก์ชันที่จะบอกให้รู้ว่าหลังจากการทำ SEO ไปแล้วระบบอัลกอริทึ่มของ Google ได้มาเก็บข้อมูลครั้งล่าสุด จากเว็บไซต์คุณเพื่อไปประมวลผล ปรับอันดับให้สอดคล้องกับความเป็นจริงล่าสุดในวันใด และหากมีการเก็บข้อมูลไปแล้วปรากฏความผิดพลาดหรือมีจุดอ่อนที่ตรงไหน ก็จะมีการแสดงข้อมูลให้คุณได้เห็นด้วย

3. Sitemap

Sitemap เป็นสิ่งที่เปรียบได้กับสารบัญของหนังสือ ที่จะช่วยให้ Google ทราบว่าเว็บไซต์ของคุณมีเพจที่มีรายละเอียดอย่างไรบ้าง ทำให้การเก็บข้อมูลไปวิเคราะห์ SEO สะดวกยิ่งขึ้น

4. Mobile usability

เป็นตัวเลขที่บ่งบอกได้ว่าเว็บไซต์ของคุณเข้าถึงกลุ่มคนที่ใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือมากน้อยเพียงไหน ถ้ามีตัวเลขที่สูง ก็แสดงว่าเว็บไซต์ธุรกิจคุณมีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้น เพราะปัจจุบันผู้คนนิยมหาข้อมูลและสั่งซื้อสินค้าในระบบออนไลน์ผ่านมือถือมากกว่าการใช้คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ หากค่านี้มีค่าต่ำ เท่ากับว่า คุณจะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบ ความสวยงาม การใช้งานให้เหมาะสมกับมือถือให้มากยิ่งขึ้น

5. Security Issue

เป็นตัวคัดกรองว่า เว็บไซต์ของคุณมีไวรัสหรือมัลแวร์หลบซ่อนอยู่ที่ใด ที่จะทำให้เป็นอันตรายต่อระบบการทำงานของเครื่อง ส่งผลต่อการดาวน์โหลดข้อมูลและรูปภาพ ทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกแฮ็กข้อมูลที่เป็นความลับของลูกค้าและลิขสิทธิ์สินค้าของคุณ เทียบได้กับเป็นโปรแกรม Antivirus ที่จะช่วยปกป้องคอมพิวเตอร์ของคุณนั่นเอง

จะเห็นได้ว่า Google Search Console เป็นผู้ช่วยที่ดีสำหรับการทำ SEO ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการทำธุรกิจออนไลน์ให้มีอำนาจในการแข่งขันกับเว็บไซต์อื่น ๆ ได้ดียิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม หลังการใช้งาน Google Search Console แล้ว ก็ควรเพิ่มการติดตั้ง plugin ที่จำเป็น เช่น Yoast SEO เพื่อใช้ในการปรับแต่งรายละเอียดต่าง ๆ ในเว็บไซต์ เช่น การเลือกคีย์เวิร์ดสำหรับเขียนบทความ การวิเคราะห์ประสิทธิภาพของหัวข้อ (Title) และบทบรรยายย่อ (Meta description) ด้วย ซึ่งจะทำให้เห็นผลการเปลี่ยนแปลงด้าน SEO ที่ดีขึ้นได้อย่างชัดเจน

Security Issu

ผู้ทำเว็บไซต์ SEO ควรรู้จัก Plugin อะไรบ้าง

ผู้ทำเว็บไซต์ SEO ควรรู้จัก Plugin อะไรบ้าง

การทำเว็บไซต์ SEO ตามระบบ search engine optimization ที่ Google กำหนด เป็นสิ่งสำคัญสำหรับเพิ่มโอกาสการแข่งขันทางธุรกิจ เพราะเว็บไซต์ที่ได้ผลจากการวิเคราะห์ด้วยระบบ algorithm ให้มีคะแนนที่สูง จะปรากฏที่ด้านบนของหน้าต่างการสืบค้น เมื่อมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายพิมพ์ในช่อง Google search

โดยปลั๊กอินที่สามารถช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำ SEO ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์แนะนำให้ผู้ทำเว็บไซต์ออนไลน์ติดตั้ง มีดังนี้

1. iThemes Security

เป็นระบบที่ช่วยในการป้องกันไม่ให้เว็บไซต์ของคุณถูกโจรกรรมข้อมูล ทั้งด้านข้อมูลของตัวสินค้าต่าง ๆ (โดยเฉพาะสินค้าที่มีลิขสิทธิ์) ข้อมูลของบริษัท รวมถึงข้อมูลของลูกค้าไปให้แก่แฮกเกอร์ได้ ซึ่งเป็น plugin ที่ผู้ทำเว็บไซต์ทั่วไปนิยมติดตั้งเป็นอันดับแรก ๆ เพื่อความปลอดภัยและยังมีจุดเด่นที่สำคัญ คือ ไม่เปลืองพื้นที่เก็บหรือรบกวนต่อทรัพยากรของเครื่องคอมพิวเตอร์มากด้วย ทั้งยังใช้เวลาเรียนรู้น้อย ผู้ทำเว็บไซต์มือใหม่ก็สามารถใช้งานได้อย่างรวดเร็ว

2. Yoast SEO

เป็น plugin ตัวสำคัญที่ช่วยในการตรวจสอบคุณภาพของเว็บไซต์ ตั้งแต่ส่วนหัวเรื่อง (title) คุณภาพของ keyword ที่ใช้ และส่วนสรุปเพจ (Meta Description) โดยการแสดงผลจะปรากฏเป็นแถบสีแดง เหลือง เขียว พร้อมกับมีผลการวิเคราะห์ให้อ่านได้อย่างละเอียด ทำให้ผู้พัฒนาเว็บไซต์ SEO แก้ไขได้อย่างตรงจุด จึงทำให้อันดับ SEO ดียิ่งขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

3. W3 Total Cache

เป็นสิ่งที่ช่วยในการสำรองข้อมูลของเว็บไซต์ หรือ cache จึงทำให้ผู้ใช้สามารถชมข้อมูลในเว็บไซต์ได้เร็วขึ้นจากข้อมูลที่ระบบแคชไว้ ไม่ต้องรอการประมวลผลจากเซิร์ฟเวอร์ และยังลดภาระการทำงานของเซิร์ฟเวอร์ในส่วนที่ไม่จำเป็นได้อีกด้วย

4. Imagify

เป็นตัวช่วยในการลดขนาดรูปภาพให้เหมาะสมกับการใช้งาน เพื่อลดระยะเวลาในการดาวน์โหลดข้อมูลและช่วยประหยัดทรัพยากรของเครื่อง server ซึ่งจะมีการบีบอัดภาพอยู่ 3 ระดับ คือ แบบ Normal (จะไม่สูญเสียความละเอียดภาพ) แบบ AGGRESSIVE (สูญเสียความละเอียดภาพเล็กน้อย ภาพจะเล็กลงกว่าแบบ Normal) และแบบ ULTRA (ภาพขนาดเล็กที่สุดและมีความละเอียดภาพน้อยที่สุดด้วย) เป็น plugin ที่ช่วยให้การใช้งานเว็บไซต์ทำได้อย่างรวดเร็ว หากใช้คู่กับ W3 Total Cache ในข้อที่ 3 ก็จะยิ่งเห็นประสิทธิภาพด้านความรวดเร็วมากขึ้น

5. Google xml sitemap

เป็นตัวช่วยที่ดีในการสร้างไฟล์ที่เรียกว่า sitemap.xml เพื่อให้ระบบ algorithm ของ Google มาเก็บข้อมูล เพื่อไปใช้ในการวิเคราะห์อันดับ SEO ได้ง่ายยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือ ใช้งานได้ทันทีหลังการดาวน์โหลด โดยไม่ต้องเรียนรู้เทคนิคใด ๆ

จะเห็นได้ว่า plugin ทั้ง 5 ที่แนะนำมา ล้วนมีประโยชน์ในการพัฒนาเว็บไซต์ SEO อย่างรอบด้าน หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับนักพัฒนาเว็บไซต์ทุกท่านที่ต้องการเห็นผลในอันดับ SEO ที่ดีขึ้น เพื่อเสริมประสิทธิภาพการแข่งขันเมื่อเทียบกับแบรนด์อื่น และประสบผลสำเร็จในการทำเว็บไซต์ออนไลน์มากยิ่งขึ้นต่อไป

W3 Total Cache

Title และ H Tags อย่าได้ซ้ำกันจำเอาไว้ให้ได้

Title และ H Tags อย่าได้ซ้ำกันจำเอาไว้ให้ได้

Title และ H Tags อย่าได้ซ้ำกันจำเอาไว้ให้ได้

ผมเคยเป็นหนึ่งในคนที่เชื่อในฝีมือตัวเองเกี่ยวกับการทำอันดับเว็บไซต์ การจัดข้อมูลต่างๆ การประมวลผลในความคิดออกมาเป็นรูปธรรมผ่านตัวเว็บไซต์ของเรา ได้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างให้แตกต่างรวมไปถึงมีการใช้ปลั๊กอิน SEO เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวก แต่แน่นอนว่าข้อมูลเหล่านี้ก็สามารถนำมาช่วยอำนวยความสะดวกได้ตราบที่เรามีความรู้จริง และสิ่งหนึ่งที่ต้องระวังในเรื่องของ ปลั๊กอิน Yoast นั่นก็คือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของปลั๊กอินตัวนั้นเกี่ยวกับ Title Page และ Title Post

จะตั้งค่า Yoast ต้องรู้จักมันให้ดีเสียก่อน

ในการตั้งค่าแบบ advance มันสามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างตรงนี้ได้ ซึ่งหากเรามีการปรับเปลี่ยนผิดพลาด ไตเติ้ลของเว็บไซต์เรากับ H Tag ของเว็บไซต์เราอาจจะชนกันซ้ำกันก็เป็นได้ ข้อนี้ก็ต้องแล้วแต่ Theme ที่แต่ละคนใช้ด้วย จริงๆแล้วนี่คือตัวอย่างกรณีศึกษา ไม่ใช่เรื่องที่ดีนักที่ไตเติ้ลกับ H Tag มีการซ้ำซ้อนกันเพราะ H Tag ปกติจะทำหน้าที่เป็นหัวข้อย่อยๆต่างๆ ส่วน Title คือหัวข้อของหน้าเว็บเพจนั้น หากมีความเหมือนกันเป๊ะมันคงดูไม่โอเคนักในสายตาของอัลกอริทึมเสิร์ชเอนจิ้น

ทุกครั้งที่เรามีการปรับเปลี่ยนข้อมูลต่างๆ ไม่ใช่เฉพาะใน WordPress แต่ในทุกเว็บไม่ว่าคุณจะใช้ CMS ในการทำเว็บอะไรก็ตาม หรือเขียนของสร้างเว็บขึ้นมาเองก็จำเป็นจะต้องตรวจสอบอยู่บ่อยครั้งว่าไตเติ้ลไม่ควรจะมีซ้ำกันกับ H Tag ไม่เช่นนั้นอันดับเว็บไซต์อาจจะไม่สามารถขึ้นในจุดสูงสุดได้เพราะมีข้อจำกัดในส่วนนี้อยู่ ทำ SEO จำเป็นจะต้องตรวจสอบดูให้ดีในทุกปัจจัยที่มีความเกี่ยวข้องและอาจส่งผลต่อระดับเว็บ